อัพเดท OSX Mavericks

ช่วงคืนวันที่ 22 ที่ผ่านมาเป็นคืนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ผมรออยู่อย่างเดียวคือ Mavericks OSX 10.9 ซึ่งจะได้สัมผัสประสบการณ์อัพเดท OSX ทั้งตัวครั้งแรกผ่าน App Store หลังจากงานเปิดตัวก็สามารถอัพเดทได้เลย ที่สำคัญอัพเดทได้ฟรี 🙂 ก็เลยพยายามอัพเดทอยู่ 2 วันก็ถอดใจเพราะขนากของไฟล์ใหญ่เหลือเกิน 5GB แน่ะ ก็เลยรออัพเดทที่สำนักงานวันนี้ ในที่สุดก็ได้ Mavericks สมใจ


 
หลังอัพเดทแล้วรู้สึกว่าหน้าจอสีเปลี่ยนไปนิดหน่อย ดูจากสีของไอคอนของ FireFox และ TextMate สีมันเข้มขึ้นมากเลย คิดว่าน่าจะเกี่ยวกับ Color Profile เดี๋ยวตามไปแก้ไขอีกที
 

ครบ 1 เดือนกับ Macbook Air

จาก Blog ที่แล้วเรื่องตัดสินใจซื้อ Macbook Air และสิ่งที่ต้องเผชิญ เอาเป็นว่าครั้งนี้คงมาสรุปว่าผมใช้อะไรบ้าง บน Macbook Air และยังมีอะไรที่ยังใช้ไม่ได้บน Macbook Air สำหรับคนอย่างผมที่เปลี่ยนจาก Linux มาใช้ Macbook Air และ OSX สิ่งที่ผมรู้สึกหงุดหงิดคือ

  1. ขนาดของแป้นคีย์บอร์ดมันเล็กเกินไป ทำให้คนที่จิ้มดีดอย่างผมใช้งานไม่ถนัด
  2. ไม่มีปุ่ม Home, End, Page Up, Page Down ยังสับสนกับ Option และ Command อยู่ ทำให้เลื่อน cursor ไม่คล่อง
  3. Shell บน OSX เหมือนย้อนอดีตไปสัก 20 ปี มันไม่ฉลาดเลย
  4. ปุ่มเปลี่ยนภาษาไปชนกับปุ่มเครื่องมือในโปรแกรมอื่นที่ผมใช้ ก็เลยต้องเรียน short-cut key กันใหม่
  5. เปลี่ยน Touch Gresture ใหม่ให้เหมือนกับที่ใช้บน Linux เช่น Tab, Move Windows ทำให้ Gresture อื่นต้องเปลี่ยนตาม เลยมาจำ Gresture 3 นิ้ว 4 นิ้วกันใหม่

อุปกรณ์ที่ซื้อเพิ่ม

  1. Case สีดำด้านของ Speck
  2. สาย Thunder Bolt to VGA
  3. สาย Thunder Bolt to Ethernet

ส่วนโปรแกรมที่ผมใช้มีอะไรบ้าง

  1. FireFox (เอาไว้ใช้ Web Developer Tools กับ Firebug)
  2. Chrome (ใช้งานเป็น Web Browser)
  3. VLC
  4. App Cleaner
  5. Burn แทน XBurn
  6. DropBox
  7. LibreOffice
  8. VirtualBox
  9. MenuTab for Facebook
  10. Sublime Text 2
  11. TextMate แทน GEdit
  12. Skype
  13. Pencil
  14. iTerm2 แทน Gnome Terminal
  15. The Unarchive แทน Archiver
  16. Android Studio
  17. Android Developer Tools Bundle
  18. Speedtao
  19. Gimp
  20. CyberDuck แทน Nautilus Connect to Server
  21. XtraFinder
  22. HandBreak แทน Sound Converter, Arista
  23. Rip แทน Sound Jucier
  24. MySQL Workbench
  25. Inkscape
  26. XQuartz แทน X11
  27. Fotor
  28. Keka แทน Archive
  29. Cafeine
  30. Line
  31. Xmind
  32. GitHub
  33. Unetbootin
  34. VMWare Fusion
  35. XAMPP
  36. Blender
  37. OpenShift Cli Tools
  38. DotCloud Cli Tools
  39. Azure Cli Tools
  40. Juju

ชีวิตบน Macbook Air

ผมตัดสินใจซื้อ Macbook Air เนื่องจากเครื่อง Asus ตัวเก่าเริ่มมีปัญหา จริงๆ มันก็มีปัญหามากว่า 1 ปีแล้ว เรื่อง keyboard ที่กดไม่ติด ปุ่มเด้งออกมา และอาการของเครื่องเริ่มผิดปกติ ไม่ว่าจะ boot ด้วย OS อะไรก็ตามจะ crash บ่อย หลังจากพยายามหาวิธีการทดสอบและลองเปลี่ยนอุปกรณ์หลายอย่างก็ไม่ส่งผลเท่าไร อาการยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ดีขึ้น T_T ตอนแรกว่าจะเข้าศูนย์บริการของ Asus แต่ว่าไม่ได้ต่อประกันของ ​Asus และถ้าต่อประกันก็ต้องตรวจเช็คเครื่องก่อนซึ่งยังไงก็ไม่ผ่านอยู่ดีและส่งซ่อมก็คงระยะเวลาในการซ่อมหลายเดือน ก็เลยพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จนสุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เพื่อตัดปัญหาคาใจ
การตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ของผมกินเวลาเกือบ 1 ปี เนื่องจากไม่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการเหมือนคนอื่น ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux มาตลอดเกือบ 10 ปี ทำให้การเปลี่ยนไปใช้ Windows รุ่นใหม่ๆ ทำได้ยากมาก ถ้า Windows 98 ยังพอจะมีความรู้อยู่บ้างล่ะ การซื้อเครื่องใหม่จะต้องดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องการประมวลผลและน้ำหนัก ผมเน้นเรื่องน้ำหนักเบาและเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก หลังจากลองหา Notebook Windows อยู่หลายตัว ประกอบกับข้อมูลในการติดตั้ง Ubuntu พบว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีของ Bios มันเป็นซอฟต์แวร์ฝังลงตัว EUFI ถ้าจะติดตั้ง Ubuntu หรือ Linux จะต้องไปเขียนบางส่วนของ EUFI ใหม่เพื่อทำให้สามารถ Boot ระบบได้ ซึ่งเรื่องนี้ RMS เคยเตือนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันก็เกิดขึ้นจริงๆ ทำให้การติดตั้งระบบปฏิบัติการบนเครื่องที่เราต้องการใช้งานทำได้ยาก และเสี่ยงที่จะทำเรื่องพังและหมดประกัน ผมเล็ง Samsung Series 9  เอาไว้เพราะตรงกับความต้องการของผมพอดี เล็ก เบา ประหยัดพลังงาน แต่เรื่อง EUFI ที่ในต่างประเทศเคยทดสอบก็พบว่าทำให้เครื่องพังได้ ก็เลยไม่กล้าเสี่ยง เพราะกว่า Ubuntu จะรู้จักการตั้งค่าความสว่างหน้าจอบนการ์ดจอ Intel ก็ใช้เวลานานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงไม่กล้าเสี่ยงทำเครื่องพังล่ะ
เรื่อง Environame ก็ต้องชั่งใจเพราะใช้ Windows ไม่คล่องและผมไม่ได้ประโยชน์จาก Windows เท่าไรนัก ถ้าเป็น ​Linux จะมีประโยชน์กับผมมากกว่า เพราะงานส่วนใหญ่ทำบน command line และผมถนัดมากกว่า แต่เรื่องที่จะเอา Linux มาติดตั้งบนเครื่อง Mac คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะผมต้องการ environment ในการทำงานที่เหมือนเดิมมากกว่า คือ Linux เป็นหลักหรืออย่าง Darwin นี่ก็พอรับได้ แต่ไม่ได้รู้สึกดีด้วย ก็เลยใช้เวลาศึกษาการใช้งาน OSX มาระยะหนึ่งด้วยการไปเรียนตามร้าน iStudio ที่เขามีรอบสอนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ตระเวรไปเรียนเกือบ 1 ปีได้ เรียนนิดๆ หน่อยๆ จำไม่ค่อยได้แต่ก็สามารถใช้งาน OSX ได้คล่องขึ้นบ้าง จริงๆ ก็เปิด terminal แก้ปัญหามาตลอดชีวิตล่ะ บน OSX ผมก็เปิด terminal เหมือนกัน ดังนั้นทางเลือกในการซื้อ Notebook ของผมจึงมีไม่มากนัก T_T
ชีวิตบน OSX ก็เหมือนชีวิตบน BSD ใช้แล้วเหมือนโดนบีบ แต่ก็เตรียมทำใจไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มี apt-get install หรือ yum แต่มี mac port, brew แต่ก็โหดร้ายถึงขนาดดาวน์โหลดโค้ดมา compile ที่เครื่อง เหมือนย้อนกลับไปใช้ BSD เมื่อสมันเป็นวัยรุ่นเลย แต่มันก็น่าเบื่อ เท่าที่สังเกต dmg package มักจะทำเป็นก้อน image เอามาให้ mount loop แล้ว copy ไฟล์ไปวางที่อื่น หรือเปิดตัวติดตั้ง ซึ่งมันก็แค่ copy ไฟล์ไปวางที่อื่นเหมือนกันนั่นแหละ จากที่ลองแกะดูมันดิบมาก ไม่มี dependency package เหมือน Linux ทำให้ dmg ของแต่ละโปรแกรมมันใหญ่มาก ใหญ่กว่าของ Linux และ Windows เสียอีก ถ้าเน็ตช้าก็แย่เลยรอดาวน์โหลดกันนานเลย อีกเรื่องคงเป็นเรื่องแป้นคีย์บอร์ด เพราะไม่มีปุ่ม Home, End, Page Up, Page Down ทำให้งงกับชีวิต เรียกได้ว่าต้องเรียน short cut key กันใหม่ทั้งหมดเลย เดี๋ยววันไหนว่างๆ ไปแอบเรียนที่ iStudio ใหม่อีกรอบ เห่อๆ