ไปบริจาคร่างกาย

เมื่อต้นไปได้ไปขอนแก่นก็เลยคิดว่าน่าจะต้องไปบริจาคร่างกายตามที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ไปวันเสาร์ T_T ก็เลยไม่ได้บริจาค ครั้งนี้ได้ไปวันธรรมดาก็เลยได้ทำเรื่องบริจาคร่างกายตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ หลายคนอาจจะมีหลายเหตุผลในการบริจาคร่างกาย เช่น เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้เรียน เพื่อเป็นวิทยาทาน ฯลฯ

สำหรับผมแล้ว บั้นปลายชีวิตนี้ไม่อยากกลายเป็นขี้เถ้าเฉยๆ โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ใคร อีกอย่างผมไม่มีทายาททั้งทางสายเลือดและทางกฏหมาย ถ้าตายแล้วเหลือแต่ซากเป็นศพไร้ญาติก็คงจะไม่ดีแน่ การบริจาคร่างกายนี้ไปทั้งหมดนี่แหละเป็นทางที่ดีที่สุด และก็จะได้ใช้ประโยชน์ด้วย

หรืออย่างน้อย หลังจากตายแล้วก็ได้นอนแช่อ่างมีน้องนักศึกษาสาวๆ คอยอยู่ใกล้ๆ 😀

กลับมาเขียน ChatBot

มีเหตุบังเอิญที่ได้กลับมาเขียน ChatBot ก็เลยขอ Blog ไว้สักหน่อย เรื่องของเรื่องคือทางเว็บไซต์ติดต่อมา อยากทำ ChatBot แบบตอบข้อความอัตโนมัติผ่าน LINE ก็เข้าใจว่าเป็น ChatBot ล่ะ ให้เสนอราคามาหน่อยว่าจะรับทำเท่าไร ก็เลยขอรายละเอียดงานหน่อย งานก็แนวๆ บอกสถานที่และให้ Bot บอกว่ามีน้องๆ อยู่แถวนั้นกี่คน มีใครบ้างก็แสดงข้อมูลขึ้นมา จริงๆ โปรเจคแบบนี้เคยทำใน DoggyGirl และ PinkyBink ไปแล้ว แนวคิดเหมือนกันเลย เพียงแต่รายนี้ต้องเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของเว็บไซต์ เท่าที่ทราบมีทีมต่างประเทศดูแลเรื่อง Cloud Infra และจัดทำเว็บไซต์ พอคุย scope เรียบร้อย ด้วยความเป็นกังวลเพราะ scope ยังคลุมเครือมาก และข้อจำกัดของ LINE ก็มีมากพอสมควร

เพื่อความชัวร์ เอา database มาดูก่อนได้ไหม หน้าตา table, relation เป็นแบบไหนยังไง ผ่านไป 3 สัปดาห์ เงียบเลย แต่มี requirement มาแบบไม่หยุด ประมาณไอเดียบรรเจิดมาเลยทีเดียว ก้อได้แต่บอกว่าขอดู database ก่อน แต่ก็ได้คำตอบประมาณว่าไม่อยากให้ยุ่งกับ database ของเว็บมากนัก อ้าวแล้วจะทำไงอ่ะ ทำ replication ข้าม Cloud Provider คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ถ้าจะให้ทำก็ขอ access database ไม่งั้นทำไม่ได้ ผ่านไป 1 สัปดาห์ได้ backup database มา 250MB แตกไฟล์ data ออกมาได้ 2.5GB แม่เจ้า database อะไรเนี่ย 300 กว่าตาราง ข้อมูลรวมๆ 3.3M rows … ย้ายไป GCP ด่วนๆ เลย เพราะ run บน Mac ไม่ไม่รอดแน่ พออยู่บน GCP ก็พอจะไล่ข้อมูลใน table ต่างๆ ได้บ้าง

ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ ยังไม่ได้ database access แต่เขียน ChatBot มี feature ครบไปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายถึงมารู้ว่าต้องเขียน issue เข้าไปเพื่อให้ทีมต่างประเทศให้สิทธิ์ในการเข้าถึงฐานข้อมูล ก็เลยถึงบางอ้อ เอ้าเขียนก็เขียน ก็เลยสาธยายร่ายยาวไปนิดนึง ได้คำตอบมายาวๆ ก็อุ่นใจหน่อย พอเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้ก็สบายละ ได้ลองทดสอบเวอร์ชั่นแรก ก็ไม่ตรงใจเท่าไร จนต้องรื้อของเดิมใหม่หมด เพราะลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ไม่ได้ใช้ ChatBot แบบที่เราใช้ ChatBot กัน จนได้เวอร์ชั่น 2 ที่ดิบมากๆ จากการทดสอบก็ถือว่าออกมาพอใช้ แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องการแสดงผลข้อมูลจากฐานข้อมูลด้วย เพราะข้อมูลในฐานข้อมูลเป็น pigeonhole มีข้อมูลเป็น Null เยอะมาก เรียกได้ว่าข้อมูลมีเป็นหมื่นรายการ แต่ใช้งานได้อยู่ 90 รายการ ซึ่งไม่ใช่ละ ก็ต้องค่อยๆ join table ออกมาให้ได้ข้อมูลมากที่สุด อันไหนได้ Null ก็ต้องไปตามเช็คใน REST API อีกรอบ เหนื่อยกับข้อมูลแบบนี้พอสมควร แต่ก็ผ่านมาได้ สุดท้ายก็ต้องเอางานไป deploy บน Cloud ที่ทีมต่างประเทศดูแลอยู่ดี ซึ่งก็ดีไม่ต้องมาคอยดูแลเอง

ยังไม่หมด first release ก็จะเอา second release แล้ว ไอเดียบรรเจิด เพิ่ม feature อีกเพียบเลย ก็เร่งทำให้จนเสร็จ และออก release 2 อย่างรวดเร็ว ให้ทดสอบแบบเร่งด่วนเพราะไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยากละ ขอแค่ดึงข้อมูลมาแสดงผลให้ถูกก็พอ ก็ถือว่าเป็นการกลับมาเขียน ChatBot พร้อม integrate ข้อมูล เพื่อให้บริการลูกค้าแบบจริงจัง ก็สนุกดี

แปะ Video ไว้หน่อย

ไปลองขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ มทส. มา

ผมมีโอกาสได้ไปลองขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ มทส. มา บริการชื่อ “มอไซค์” เป็นบริการเช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่าน App เส้นทางวิ่งภายใน มทส. เท่านั้นนะครับ ออกนอกบริเวณเครื่องจะดับ เพราะทำ geo fencing ไว้ ต้องเข็นรถเข้ามาในบริเวรที่กำหนดถึงจะ start รถได้ อ้ออีกอย่าง จ่าค่าบริการผ่าน App ดังนั้น อย่าลืมเติมเงินให้พอก่อนขี่ไปไหน

แปะวิดีโอรีวิวสั้นๆ

บทเรียนของคนวัย 40 ปีขึ้นไป ที่อยากแก้ไข และเตือนคนรุ่นหลัง

บทความคัดลอกมาจาก Facebook The FOOL DOG คิดว่ามีประโยชน์ดี

1. อย่าไปเสียเวลากับคนที่ไม่ได้ใส่ใจคุณ

ให้เราหัดที่จะปฏิเสธ และพูดคำว่า ไม่ ออกไปบ้าง ถ้าต้องไปร่วมกิจกรรม หรือ พบปะกับคนที่สุดท้ายแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่คุ้มค่าพอจะไปเสียเวลาด้วย

– ตอนอายุ 20 โลกของเราคือการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรายึดติดกับการได้รู้จักผู้คนมากมาย

– ตอนอายุ 30 โลกจะบอกกับเราว่า ความสัมพันธ์ที่ดีเนี่ยมันหายากนะ ฉะนั้น ถ้าเจอแล้วมันไม่ดี ก็ไม่ต้องไปเสียเวลากับใครสักคนที่ไม่ได้นำพาให้ชีวิตเราดีขึ้น

– ตอนอายุ 40 คุณจะเริ่มบรรลุแล้วว่า แท้จริงแล้ว มีเพียงครอบครัว คนที่รัก และเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริงๆ นอกนั้นเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์

” อย่าทนคนที่ปฏิบัติต่อคุณไม่ดี อย่าทนพวกเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น เหตุผลทางการเงิน หรือ ผลประโยชน์อื่นๆ อย่าทนกับพวกเขาเพราะเห็นแก่ความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร “

2. ดูแลสุขภาพแบบจริงๆจังๆ

ใจเราเนี่ยมันจะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนกว่าอายุจริง 10-15 ปี ในขณะที่สุขภาพของเราไปเร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก ลองสังเกตดูเมื่อวัย 20 ต้นๆ คุณอาจอดหลับอดนอน 1-2 วัน เพื่อไปเที่ยว ทำงานหนัก หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีผลกระทบอะไร แต่เมื่อคุณอายุเริ่มขึ้นเลข 3 แล้ว จะรู้เลยว่าหากใช้ร่างกายหนักๆจะเห็นผลกระทบแน่นอน บางคนกว่าจะรู้ตัวก็กลับมาแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

3. เริ่มต้นเก็บเงินได้แล้ว ก่อนที่มันจะสายเกินไป

เรื่องการเงินมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยใช่มั้ย เริ่มต้นวางแผนการเงินของตัวเอง และวางแผนชีวิตหลังเกษียณได้แล้วตั้งแต่วันนี้เลย หลังจากดูแลสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตใจ ของตัวเองได้แล้ว ก็อย่าลืมมาดูแลสุขภาพทางการเงินของคุณด้วย

– ทุกวันนี้ต้องกินต้องใช้ ถ้ายังไม่ได้หายใจออกมาเป็นแบงก์ร้อยแบงก์พันอย่าฟุ่มเฟือย อย่าสุรุ่ยสุร่าย

– ให้ความสำคัญกับการใช้หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะดอกเบี้ยบ้านที่สูงอย่างมาก

– แยกเงินสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน เพราะ เราไม่รู้หรอกว่าในอนาคต เราจะเจอปัญหาแบบไหนบ้าง สุขภาพ , การขึ้นโรงขึ้นศาล , เรื่องธุรกิจ หรือ อื่นๆที่ยากจะคาดเดา

– อย่าลงทุนในสิ่งที่คุณยังไม่เข้าใจมันดีพอ ให้เก็บเงินก้อนเอาไว้ก่อน ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงมือทำธุรกิจอะไร อย่าทำอะไรตามกระแส เช่น ร้านกาแฟ ( จากสถิติธุรกิจร้านกาแฟที่คนนิยมเปิดในปัจจุบัน 9 ใน 10 ร้านเจ๊ง ตั้งแต่ปีแรก )

4. หยุดพิสูจน์ตัวเองในเส้นทางที่คนอื่นบอก

– เมื่อยังเด็ก เราจะเข้าใจมาตลอดว่า คนที่เรียนได้คะแนนสูง อันดับดีๆ สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ มีปริญญาหลายๆใบ “คือคนเก่ง”

– พอโตขึ้นมาหน่อย เราจะเข้าใจว่าคนที่ทำงานเก่ง เงินเดือนสูงๆ หรือ มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตาของสังคม “คือคนเก่ง”

– มาวันนี้ เราจะเข้าใจเองว่าที่ผ่านมาเราคิดผิดมาตลอด คนที่เก่งจริงคือ คนที่ทำงาน หรือ อาชีพอะไรก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงเวลากินก็ได้กิน ถึงเวลานอนก็ได้นอน มีเวลาว่างไปเที่ยวบ้าง มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาอยู่กับเพื่อนๆ และ ตัวเอง คนที่สมดุลในทุกๆเรื่อง ในแบบฉบับของตัวเอง และ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นั้นแหละ คือ ” คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง “

5. ดีกับคนที่เขาดีกับเราให้มาก

หลังจากที่เลือกคนที่ดีให้อยู่ในชีวิตแล้ว เราก็ควรที่จะรักษาเค้าไว้ให้ดีด้วย ไม่ใช่ว่าเห็นใครดีด้วยแล้วได้ใจไปเอาเปรียบเขา ใครดีก็ต้องดีตอบ เพื่อรักษาคนดีๆเหล่านั้นไว้ในชีวิตให้นานที่สุด

6. คุณทำทุกอย่างไม่ได้หรอก

โฟกัสแค่สิ่งที่คุณทำได้ แล้วทำมันให้ดีก็พอ ทุกอย่างในชีวิตคือการแลกเปลี่ยน คุณได้บางอย่าง เพื่อเสียบางอย่างไป คุณไม่มีทางได้มันไปทั้งหมด มันเป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับ

เพราะสิ่งที่น่าเสียใจกว่านั้นก็คือ เราใช้เวลาต่อจากนี้อีก 10 ปี อยู่กับสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ จากวันเป็นเดือน เป็นปี ลืมตามาอีกทีก็อายุ 50 แล้วมาพบกับ ”วิกฤตวัยกลางคน“ เพราะมันคือปัญหาที่เราไม่ได้แก้ไขมันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

7. ไม่ต้องกลัวความเสี่ยงมากก็ได้

ช่วงอายุนี้มันยังเปลี่ยนแปลงได้อยู่ จริงๆ แล้วช่วงอายุ 30-40 เนี่ย เราควรจะมีอาชีพที่ปักหลักแน่นอนแล้ว แต่มันก็ไม่ได้สายเกินไปที่จะเปลี่ยน

8. จงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

บางคนเลิกเรียนรู้สิ่งต่างๆ เมื่ออายุได้ 20 บางคนพอเข้าอายุ 30 ก็ยุ่งเกินไปที่จะพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าคุณคือส่วนน้อยที่พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ช่วงอายุ 40 จะเป็นช่วงเวลาใหม่ที่คุณจะมีความสุขกับมัน

วอเรน บัฟเฟต เคยบอกไว้ว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการเรียนศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเค้าเอง เพราะเงินมาแล้วก็ไป ความสัมพันธ์บ้างมาแล้วก็ไป แต่ความรู้มันจะอยู่กับคุณตลอดไป

9. รักตัวเอง เคารพตัวเองให้มากๆ

ทำอะไรเพื่อตัวเองในทุกๆ วัน ทำอะไรที่แตกต่างไปบ้างสักเดือนละครั้ง ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่บ้างปีละครั้งก็ดี ลองถามตัวเองดูว่า อีก 5 ปี 10 ปี เรื่องที่เจอ ที่รู้สึกอยู่ตอนนี้ มันจะสำคัญเมื่อถึงเวลานั้นมั้ย ถ้าไม่ ใช้เวลามันแค่ไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ

โปรเจคใน GitHub ได้ไปอยู่ Arctic กับเขาด้วย

โครงการ GitHub Arctic Code Vault ที่เอาโค้ดโครงการ Open Source ที่อยู่ใน GitHub ไปฝังไว้ที่ Arctic เพิ่งประกาศความสำเร็จมา (เอาไปฝังเรียบร้อยแล้ว) ใครอยากรู้ว่าเขาทำยังไงดู video ข้างล่างครับ

ซึ่งก็มีโครงการ open source ของผมเองได้รับคัดเลือกเอาไปฝังที่ Arctic กับเขาเหมือนกัน ก็ถือเป็นความภูมิใจเล็กๆ ละกัน

รวมกรณีศึกษา “วิธีการโกง” และปัญหาที่พบเจอในวงการเย็บผ้า

ระยะหลังแฟนรับงานผ้ามากขึ้น ที่มากขึ้นคือจำนวนชิ้นที่รับทำ จาก 100 ชิ้น เป็น 10,000 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่รับมาอีกทอดนึง หรือมีคนในสมาคมเย็บผ้าติดต่อมา ซึ่งงานส่วนใหญ่มีปัญหาและโดนโกง ก็เลยมา blog ความผิดพลาดเอาไว้ครั้งหน้าจะได้ไม่โดนแบบนี้อีก

ปัญหาจากงานซับต่อกันเป็นทอดๆ

  • รับงานจากพ่อค้าคนกลาง รีบเอางานมาให้ แต่ไม่ระบุระยะเวลา หรือบอกระยะเวลา 1 เดือน แต่คนกลางงานรับมาดองไว้เกือบเดือนแล้วไม่มีใครรับทำ แล้วต้องการหาแพะ ซึ่งแพะก็คือเราไง
  • บรีฟงานไม่เรียบร้อย คนกลางรีบเอาผ้ามาให้ และเอาตัวอย่างมาให้ 1 ชิ้น แล้วบอกว่าให้เย็บตามนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าบรีฟงาน เพราะเราไม่รู้เลยว่างานแบบไหนถูกต้อง ซึ่งอาจโดนข้ออ้างว่างานผิดสเปก ไม่จ่ายเงินค่าเย็บ โดนค่าปรับ
  • โดนหลอกเอางานเสียมาให้ทำ (defect) แล้วคิดค่าปรับ ที่เจอคือเอาอะไหล่ที่มี defect เช่น สกรีนไม่เรียบร้อย ตัดผ้าผิดขนาด สีผ้าหรือสกรีนผิดสเปก เป็นต้น
  • เพิ่งเอางานมาให้ 2 วัน ก็เร่งงาน บางรายเร่งงานเพราะซับงานหลายทอด ที่เคยเจอ รับงานมา 2 วัน แต่จะเร่งให้เสร็จทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ปัญหาการคิดต้นทุนและตั้งราคาขาย

  • ไม่คำนวณต้นทุน ลูกค้าบางรายมักจะบอกว่าไปถามร้านโน้นนี้ว่าราคา 15 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนของร้านนั้น ไม่ใช่ของเรา ถ้าทำแล้วเข้าเนื้อไม่จำเป็นต้องลดราคาให้ต่ำกว่าเพื่อให้ได้งาน
  • ลูกค้าขอราคาตามที่อยากได้ ลูกค้าบางรายไปดูแบบกระเป๋ามาจาก shopee แล้วบอกว่าที่ shopee ขายราคา 120 บาท ขอราคาต่ำกว่า 100 บาทได้ไหม เพื่อการกุศล เอ่อ…ร้านค้าจากจีนใน shopee ทำเยอะและขายทั่วโลก เป็น Economies of scale เขาขายในราคา 120 บาทได้อยู่แล้ว อยากได้ราคาต่ำกว่า 100 บาท สั่ง shopee สัก 10,000 ชิ้นก็น่าจะได้ราคานั้นนะ ไม่ต้องมาสั่งเราทำก็ได้
  • ลูกค้าบางรายตกลงจำนวนชิ้นไว้ที่ 1,000 ชิ้น เป็นราคา xx บาท แต่เอาเข้าจริงสั่ง 100 เดียว แล้วผ้าที่ตัดไปแล้ว 900 ชิ้นจะทำยังไง
  • ลูกค้าบางรายตีมึน ไม่ส่งของให้ลูกค้าตัวเอง แต่ให้ทางเราส่งของให้ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ใน scope ของราคาการจัดทำสินค้า ค่าส่งคือรวมสินค้าส่งให้ลูกค้า ไม่ใช่ส่งให้ลูกค้าของคุณที่อยู่ต่างประเทศ เราไม่ได้ให้บริการ dropship
  • งานบางงานเป็นงานภาครัฐ ต้องเข้าใจว่าคนจ้าง เขาต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น เป็นงานจัดซื้อ คือ ซื้อของตามสเปก จำนวน และราคาที่ตกลงกัน ไม่ใช่งานจัดจ้าง ที่เป็นการจ้างทำของ ตามสเปก จำนวน และราคาที่ตกลงกัน เป็นต้น ทั้ง 2 อย่างนี้จะโดนต่อรองราคา อย่างน้อย 30% ตามสไตล์ของแต่ละที่ และค้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องรู้จักกระบวนการทำงานของแต่ละที่ว่าเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นโดนขูดเลือดขูดเนื้อ กันเลยทีเดียว

ปัญหาเรื่องงานซับมาจากพ่อค้าคนกลาง ผมเคยเล่าให้แฟนฟังหลายรอบแต่เขาไม่เชื่อ พอมาเจอปัญหาด้วยตัวเขาเองทำให้รู้ซึ้งเลยว่า คนจะโกงมันก็โกงกันได้ง่ายๆ นอกจากจะไม่ได้เงินค่าจ้าง ทำงานฟรี โดนด่าฟรี และเป็นหนี้ได้แบบงงๆ อีกด้วย

รวมงานที่ไม่ได้รับทำ

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีงานที่ไม่ได้รับทำหลายงาน ด้วยเรื่องระยะเวลาและความคลุมเครือของงาน ฯลฯ เลยมาจดไว้สักหน่อยว่ามีโปรเจคอะไรบ้างที่ไม่ได้รับทำ ขอไม่บอกชื่อโครงการและคนจ้างนะครับ

  • Logistic Platform – งานนี้เป็นงาน sub มาจาก software house รายนึงที่บอกว่าทำเฉพาะ Logistic Software อย่างเดียว เอกสารแน่นมาก แต่พอถามรายละเอียดกลับตอบไม่ได้ ถามถึงเจ้าของงานก็ไม่บอก คือจะหาคนรับงานไปทำทั้งโครงการ แต่ไม่บอกชื่อเจ้าของงาน แล้วจะไปตามเก็บข้อมูลจากแมวที่ไหน
  • E-Commerce B2C – อันนี้ก็งาน sub มาจาก software house ซึ่งรายนี้ต้องทำงานต่อจาก phase แรกในส่วน mobile e-commerce ไปช่วยไล่ REST API อยู่พักนึง รายนี้ระบุถึงภาษาเทคโนโลยีที่ต้องการ ซึ่งผมไม่ได้ใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ ไล่ backend REST API ให้อย่างเดียว
  • Aviation – งานนี้เป็นงาน sub มา 2 ทอด คล้ายๆ กับซ่อม app เก่า แต่โค้ดเก่าไม่มี เอ่อ ไม่เรียกว่าซ่อมนะ เรียกว่าให้ลอกของเดิมและเขียนใหม่จะดีกว่า
  • Electric – งานนี้ sub มา 2 ทอด รายละเอียดไม่มี รู้แค่ทำ mobile app แต่มาถามว่ารับทำไหม เอ่อ…ไม่มีรายละเอียดคงตัดสินใจไม่ได้นะ
  • Food Delivery 1 – งานนี้คนจ้างอยากทำมาก พร้อมทุกอย่าง มีคนขับรถ มีร้านค้า เรียบร้อย ให้เวลา 1 เดือน เลยแนะนำให้ไปซื้อสำเร็จมาใช้ สุดท้ายเงียบ…
  • Food Delivery 2 – งานนี้คนจ้าง เหมือน Food Delivery 1 เลยคือ อยากทำ… ตบท้ายด้วยทำแบบ grab food ได้ไหม
  • Agri Database – รายนี้อยากทำข้อมูลเกษตร ให้เวลา 3 เดือน ก็ทำราคาไปให้คร่าวๆ แล้วก็เงียบหายไป สงสัยเกินงบ
  • Food Delivery 3 – งานนี้คนจ้าง เหมือน Food Delivery 1 เลยคือ พร้อมทุกอย่าง อยากได้ทั้งระบบ food delivery เลย มาแนวๆ grab food, food panda จัดเต็ม แต่ requirement มีครึ่งหน้ากระดาษ ไม่ได้เกี่ยวกับไอ้ที่บรีฟเลย งานงอกแหงมๆ…

แต่ละรายที่มาสอบถามผม ส่วนใหญ่ผมจะตามดูว่าสรุปแล้วไปจ้างใคร เริ่มทำหรือยัง เสร็จในเวลาที่จะมาจ้างเราไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็ late กันทุกโครงการ บางโครงการมารู้ทีหลังว่า late มานานแล้ว แค่หา “แพะ” และคนหาร “ค่าปรับ” ก็มี

บางโครงการให้ข้อมูลน้อย เวลาน้อย และงบประมาณก็ให้น้อยตาม เช่น 3 เดือน 1 เดือนบ้าง พอบอกราคาไป ก็เงียบไปเลย อืมมม คงต้องบอกว่า งานเร่งผมคิดราคาแพงกว่าปกติ เพราะต้องจ้างทีมงานจากบริษัทอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งค่าตัวก็เริ่มต้นกันที่ $100 ต่อชั่วโมงกันละ และถ้างานคลุมเครือไม่ชัดเจน จะทำให้ cost พวกนี้สูงมากขึ้นไปอีก เสียเงิน เสียเวลา กันไปเปล่าๆ

Live บนเพจ Dart แบบ Dart Dart

ผมทำ Live บนเพจ Dart แบบ Dart Dart มา 15 ตอนละ เพราะต้องการกระตุ้นการเรียนรู้ของตัวเองและถ่ายทอดความรู้ เทคนิดต่างๆ ที่ใช้อยู่ให้กับคนที่สนใจ ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำเป็น course online พอทำไปทำมา คิดว่าน่าจะทำเป็น tutorial พอทำเป็นวิดีโอก็เป็นชั่วโมง สงสัยโม้เยอะไปหน่อย ก็เลยต้องปรับเนื้อหาเป็นตอบคำถามแทน ใช้เวลาอธิบาย ทำตัวอย่าง ไม่เกิน 30 นาที พยายามปรับเนื้อหาให้กระชับมาเรื่อยๆ

ประสบการณ์ทำมือถือ Brick

ผมมักจะติดสินใจ flash rom เครื่องโทรศัพท์มือถือเวลาต้องการใช้ Android รุ่นใหม่ๆ เพราะ rom จากค่ายโทรศัพท์มือถือไม่มีการอัพเดทแล้ว หรือมาช้ามากๆ ล่าสุดผมอัพเดท rom Oppo F11Pro เพราะพลาดจาก ColorOS 7 trial ช่วงปลายปีที่แล้ว ถ้ารอ ColorOS 7 จริงๆ ก็น่าจะใช้เวลานานอาจจะได้ปลายปีเลยก็ได้ ก็เลยตัดสินหา rom ColorOS 7 trial จาก ColorOS 7 forum ในอินเดีย ก็มีคนเอา rom มาปล่อย ซึ่งหลายๆ คนในอินเดียอัพเดทได้ปกติ ซึ่งมันก็น่าสนใจที่จะลองใช่มะ

พอได้ไฟล์ก็จัดเลย เข้า recovery mode และสั่ง update ทันที ก่อนการอัพเดทก็มีการถามยืนยันอีกครั้ง ซึ่งก็จะเอา ColorOS 7 น่ะ ก็เลยจัดเลยครับ พอ flash rom เสร็จ เครื่องก็ boot ครับ สวยงามมาก จากนั้นก็รอครับ ไปทำอย่างอื่นไม่ได้สนใจอะไร เพราะรู้ว่าต้องใช้เวลานานในการ boot OS ใหม่กว่าจะแตกไฟล์ ฯลฯ คงต้องใช้เวลา ก็เลยไปเขียนโปรแกรมต่อ พอมาดูอีกที เฮ้ย ทำไม boot ค้าง เครื่องร้อนจี๋ เรียบร้อย เจอ boot loop ไม่ไปไหน

สุดท้ายต้องหาวิธีปิดเครื่อง ลองสอบถามไปทาง JayMart เพราะซื้อเครื่องที่ JayMart แต่ JayMart ไม่ได้ช่วยอะไร ก็เลยไปหา Oppo Support ได้แนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นมา แต่ Recovery แล้วไม่มีสัญญาญมือถือ T_T

ก็เลยสงสัยว่าทำไมที่อินเดียบอกว่าใช้ได้ ปรากฏว่า rom ของ Oppo มันซอยรุ่นย่อยๆ ในแต่ละประเทศใช้ rom คนละ version ต้องดูรหัสประเทศด้วย ก็เลยถึงบางอ้อ สรุปว่าคงต้องเข้าศูนย์ Oppo ละ ไม่แน่ใจว่าประกันจะครอบคลุมความซนของผมหรือเปล่า