เก็บตกเรียน Nutanix กับ SIS

ผมได้มีโอกาสไปเรียน Nutanix กับ SIS Distribution มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเน้นที่ workshop เป็นหลัก ซึ่งได้เล่นแทบจะทุก feature ของ Nutanix เลย (DR เล่นไม่ได้ เสียดายมาก) เครื่องที่เอามาให้ลองเล่นก็เรียกได้ว่าจัดมาเต็ม ถอด node และ add node กันให้ดูเลยว่าทำอย่างไร

ตัวเครื่องเป็น HCI จาก Supermicro พ่วงเอาความสามารถด้าน Software ของ Nutanix อย่าง Prism และ Achropolis ทำให้จัดการ VM, Storage, Network ทำได้ง่ายมากขึ้น
Continue reading

มาเล่น Azure Marketplace กัน

ครั้งที่แล้วพาเล่น Google Cloud Launcher เพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน ลองมาดูของ Azure บ้าง ในส่วนของ Azure จะมี Azure Marketplace ด้วยเช่นกัน คุณสามารถซื้อ Application ที่คุณต้องการพร้อมบริการ Deploy อัตโนมัติบน Cloud ของ Microsoft อย่าง Azure ได้ อย่างง่ายๆ เลยทีเดียว การใช้งานสามารถใช้งานได้ 2 ที่ คือผ่านหน้า Azure Marketplace หรือ Azure Marketplace ใน Azure Portal ก็ได้

สำหรับการเข้าใช้ Azure Marketplace ผ่านหน้า Azure Portal ก็ง่ายมากๆ กด New+ > เลือกบริการสักอันนึง ดูข้างล่างสุดจะมีเมนูให้เลือกเป็น Azure Marketplace อย่ารอช้ากดเข้าไปเลย

Continue reading

มาเล่น Google Cloud Launcher กัน

Google เปิดบริการใหม่เพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงบริการ Google Cloud Computing ได้รวดเร็วขึ้น ผ่านบริการ Google Cloud Launcher ซึ่งเป็นบริการ Deploy Application ที่เป็นที่นิยมบน Google Cloud Compute ของ Google เอง ซึ่ง Application ที่มีให้เลือกมีมากกว่า 120 ตัวเลยทีเดียว พร้อมทั้งแบ่งหมวดหมู่ให้เข้าถึงได้ง่ายดังนี้

  • Infrastructure
  • Database
  • Developer Tools
  • Blog
  • CMS
  • CRM
  • และอื่นๆ

สำหรับ image ที่ให้บริการส่วนใหญ่เป็น Image มาจาก Bitnami ซึ่งเบื้องต้นเป็นการ Deploy ในรูปแบบ Virtual Machine เป็นหลัก สำหรับ Container Services คงจะค่อยๆ ทะยอยออกมาทีหลัง การใช้งาน Cloud Launcher ก็เหมือนกับการ Click to Deploy ของ Cloud Provider รายอื่นๆ ซึ่ง Application ที่เราเลือกใช้จะไป Deploy บนบริการ Google Cloud Platfrom ที่เราใช้บริการอยู่นั่นเอง

Continue reading

แหล่งความรู้ OpenStack

ผมได้กลับมายุ่งเรื่อง Cloud อีกครั้งแต่ก็ไม่ได้อยากยุ่งสักเท่าไร อุตส่าห์หนีออกไปได้เกือบ 2 ปีแล้ว แต่มันก็วนกลับมาหาผมทุกครั้ง เอาเป็นว่าอัพเดทกันสักหน่อยกับแหล่งความรู้ OpenStack

ถ้านึกออกจะมาเพิ่มให้อีกที T_T

ติดตั้ง OpenStack แบบง่ายๆ กัน

ผมได้มีโอกาสไปเรียน Cloud Computing Specialist ทำให้ผมพบว่า การติดตั้ง OpenStack มันยุ่งจัง ยิ่ง service ของ OpenStack ยิ่งมากขึ้น ก็ต้อง config มากขึ้น อืมมม จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอ่ะนะ แต่สำหรับคนที่ต้องการสนองความอยากรู้อย่างผม เจ้าหมี Grizzly ก็เล่นเอาถอดใจเหมือนกัน วันนี้็เลยอยากมาแนะนำวิธีการติดตั้งแบบง่ายๆ สำหรับคนที่อยากรู้ว่า OpenStack เป็นยังไงเพื่อจะได้ทดลองเล่นได้ ก่อนจะถึงขั้นตอนติดตั้ง ต้องแนะนำสักหน่อยว่า OpenStack เป็น Cloud Management Platform ประกอบไปด้วย service ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. Nova ทำหน้าที่จัดการส่วน Compute และ Orchestration อะไรที่ต้องยุ่งกับ VM ก็ดูตัวนี้
  2. Glance ทำหน้าที่เป็นตัวจัดการ Image Respository ของ VM ที่เราจะเอามาใช้งาน
  3. Cinder ทำหน้าที่เป็นตัวจัดการ Block Storage เอาไว้แปะกับ VM เพิ่ม Disk และเก็บข้อมูล
  4. Keystone ทำหน้าที่เป็น Identity Management และ Tenant ให้กับระบบ
  5. Swift ทำหน้าที่เป็น Object Storage เก็บไฟล์ หรือทำ Archive Block Storage ได้
  6. Neutron ทำหน้าที่เป็น Network Sevice จัดการเรื่อง Virtual Switch/Router/Network ได้
  7. Ceilometer ทำหน้าที่เป็น Meter วัดการใช้งาน resources ไม่ว่าจะเป็น CPU, Memory, Storage และ Network ได้
  8. Heat ทำหน้าที่เป็น Orchestration Tools โดยเตรียม Config ต่างๆ ไว้เป็น Template ใช้ในการ Deploy App ได้ง่ายๆ อันนี้ลอกมาจาก Cloud Formation ของ Amazon AWS
  9. Horizon เป็น Dashboard ทำงานผ่านเว็บ ช่วยให้เราไม่ต้องใช้ Command Line เยอะจนเกินไป

สำหรับผู้ที่อยากลองเล่น OpenStack มี 3 ช่องทางให้เลือก คือ

  1. ติดตั้งเอง
  2. ลองเล่นจาก TryStack
  3. ลองเล่นจาก Cloud Provider อย่าง Rackspace, HP Cloud เป็นต้น

สำหรับผู้ที่อยากติดตั้งเองมีอีก 3 ช่องทางให้เลือก

  1. ติดตั้งจาก Package ที่ Linux Distribution มีให้แล้ว Config ทีละ Service ไปเรื่อยๆ Config เหนื่อย ถ้าขยันก็อาจเลือกวิธีนี้ได้ :)
  2. ติดตั้งจากเครื่องมือ DevOps อย่าง เช่น Chef, Puppet, Juju, Crowbar, Foreman เป็นต้น
  3. ติดตั้งจากเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาอย่าง DevStack วิธีนี้เหมาะสำหรับ คนที่อยากรู้เฉยๆ restart เครื่องแล้ว service หายนะจ๊ะ

เยอะไปหรือเปล่า T_T เอาเป็นว่าผมเลือกวิธีง่ายๆ และสามารถเอาไปลองเล่นได้นานๆ วิธีที่ว่าคือ การติดตั้งผ่านเครื่องมือ DevOps ซึ่ง RedHat ได้เลือกใช้ Puppet มาเป็นเครื่องมือสำหรับการติดตั้ง OpenStack บน RedHat Enterprise Linux, Fedora 19+ และ CentOS มาดูวิธีการติดตั้งกัน สิ่งที่ต้องมี ได้แก่

  1. RedHat Enterprise Linux 6 Mini หรือ CentOS 6.4 Mini ก็ได้
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี CPU 2 Cores, RAM 2GB, HDD 160GB เป็นอย่างต่ำ มีสัก 2 เครื่อง ต่อ LAN และออกเน็ตได้

โดย LAN เป็น Network 192.168.0/24 เครื่อง Controller มี IP เป็น 192.168.0.10 เครื่อง Node 1 มี IP เป็น 192.168.0.11

เริ่มจาก Cluster Controller (All in One)

ติดตั้ง CentOS 6.4 Mini ให้เรียบร้อย จากนั้นติดตั้ง RedHat OpenStack Repository ดังนี้

sudo yum install -y http://rdo.fedorapeople.org/openstack-grizzly/rdo-release-grizzly.rpm

จากนั้นติดตั้ง PackStack เครื่องมือที่ใช้ติดตั้ง OpenStack

sudo yum install -y openstack-packstack

เพื่อความแน่ใจ reboot เครื่อง 1 รอบ ให้ Kernel ใหม่ทำงาน จากนั้นก็ ติดตั้ง OpenStack ได้เลยโดยใช้คำสั่ง

packstack --allinone --os-quantum-install=n

รอจนกว่าการติดตั้งจะเสร็จ ตัวติดตั้งจะแจ้งว่าเข้าใช้งาน Dashboard ได้จาก URL อะไร และ Username, Password อะไร

สำหรับเครื่อง Node ทำแบบเครื่อง Controller ติดตั้ง packstack จากนั้น copy file packstack-answer-XXXXXX-XXXX.txt มาไว้ที่เครื่อง Node แก้ไขไฟล์นี้ในส่วน CONFIG_NOVA_COMPUTE_PRIVIFCONFIG_NOVA_NETWORK_PRIVIF จาก lo เป็น eth0 , CONFIG_NOVA_COMPUTE_HOSTS เป็น IP ของเครื่อง Node คือ 192.168.0.11 แก้ CONFIG_NOVA_NETWORK_FLOATRANGE จาก 10.3.4.0/22 เป็น 192.168.0.128/26 จากนั้นสั่งติดตั้งตาม answer file ดังนี้

packstack --answer-file=packstack-answer-XXXXXX-XXXX.txt

หลังจากการติดตั้งเสร็จ มาลอง Service กันหน่อย ใช้คำสั่ง

source keystone_admin

เพื่อเปิด console และตั้งค่า Environment ให้เครื่องมือบน Command Line จากนั้นใช้คำสั่ง

nova-manage service list

เพื่อดูว่า service ทั้งหมดทำงาน หรือใครอยากจะทดสอบ เป็นราย service โดยการ list ข้อมูลออกมาก็ได้ เช่น nova listglance indexcinder list เป็นต้น ถ้าลองแล้วไม่มี Error ก็ถือว่าใช้ได้ ลืมบอกไปว่าถ้าจะทำให้ VM ที่สร้างขึ้นมา ต่อกับโลกภายนอกได้ ต้องตั้ง Floating IP แต่ PackStack กำหนดค่าให้เราสำเร็จ ซึ่งเป็นค่าที่ผิด T_T ต้องมาแก้กันก่อน โดยลบของเก่าออกก่อน

nova floating-ip-bulk-delete 10.3.4.0/22

และเพิ่ม Floating IP ที่ถูกต้องลงไป

nova floating-ip-bulk-create 192.168.0.128/26

จากนั้นสร้าง SSH Key สำหรับใช้งานกัน :)

nova keypair-add mykey > mykey.pem

ดาวน์โหลด VM Image สมมติว่าเป็น Ubuntu ละกัน

wget http://cloud-images.ubuntu.com/precise/current/precise-server-cloudimg-amd64-disk1.img

และลงทะเบียนเข้าไปใน Glance ดังนี้

glance image-create --name 'precise' --disk-format qcow2 --container-format bare --is-public true < precise-server-cloudimg-amd64-disk1.img

กำหนด security group ให้ ssh และ ping ได้

nova secgroup-add-rule default icmp -1 -1 0.0.0.0/0

nova secgroup-add-rule default tcp 22 22 0.0.0.0/0

เมื่อมีของครบแล้วก็เริ่ม start vm กันได้ โดยใช้คำสั่ง

nova image-list

ดูว่า precise image id เป็นเท่าไร จากนั้นสั่ง boot ด้วยคำสั่ง

nova boot --image <image-id> --key-name mykey --flavor m1.small --security-groups default myprecise

ใช้คำสั่ง nova list ก็จะพบว่า vm ชื่อ myprecise กำลังเริ่ม start แล้ว เมื่อเข้าสู่สถานะ running ก็สามารถ ssh เข้าไปได้ อ้อ ก่อนอื่นกำหนด Floating IP ให้ VM เสียก่อน โดยใช้คำสั่ง

nova add-floating-ip myprecise 192.168.0.129

ใช้คำสั่ง nova list ดูว่า floating ip ไปเกาะกับ vm ของเราหรือยัง ถ้าเกาะเรียบร้อยแล้วก็สามารถ ssh เข้าไปได้โดยใช้คำสั่ง

ssh -i mykey.pem ubuntu@192.168.0.129

เอาแค่นี้ก่อน คุณสามารถใช้งาน OpenStack จาก Dashboard ได้นะครับ

สำหรับใครที่อยากใช้ OpenStack แบบจริงๆ จังๆ หรือต้องการทำ Private Cloud ใช้ในองค์กร แนะนำให้ไปเรียนกับ ClusterKit หรือ อ.อาณัติ หรือ ซื้อบริการ RedHat OpenStack, Ubuntu OpenStack ได้จากตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่านครับ :)

 

Hot Deploy PHP App บน OpenShift

หลายคนอาจเจอปัญหาอาการ 503 Service Unavailable บน OpenShift หลังจาก Deploy PHP App ทุกครั้งที่มีการ Deploy app ผ่าน git push OpenShift จะเอาไฟล์ที่ push ไปวางแทนที่ revision เดิมและเริ่มกระบวนการ Deploy และจะทะยอย Stop และ Start Service ต่างๆ ใน Cartridge ที่เรามี เช่น Web Server, MySQL เป็นต้น เนื่องจาก OpenShift จะต้องรอ Service ในแต่ Cartridge เริ่มทำงานก่อน ทำให้เราเจอหน้า 503 Service Unavailable ในการ Deploy PHP App ไม่จำเป็นต้อง Stop และ Start Service ใน Cartridge ต่างๆ ก็ได้เพราะภาษา PHP เป็นภาษา Script เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Hot Deploy

การทำ Hot Deploy จะเป็นการสั่งให้ OpenShift ไม่ต้องสนใจเรื่อง Start/Stop Cartridge มีวิธีการง่ายๆ คือ สร้างไฟล์ hot_deploy ใน markers

$ touch YourAppName/.openshift/markers/hot_deploy
$ git commit -am "Adding hot deploy marker"
$ git push

OpenStack Cheat Sheet

ผมได้กลับมาใช้ OpenStack อีกรอบ หลังจากที่เคยใช้รุ่น Essex เป็นรุ่นที่ Horizon เพิ่งเสร็จใหม่ๆ ก่อนหน้านี้ก็ใช้ command line มาตลอดจำได้เพราะใช้บ่อย ผ่านไปเกือบ 2 ปีกลับมาใช้รุ่น Grizzly ที่เคยใช้คำสั่งใน command line ได้ก็ลืมหมด ก็เลยคิดว่าทำ Cheat Sheet ไว้สักหน่อยน่าจะดี ผมก็เลยถือโอกาส แชร์เอาไว้ให้ได้ดาวน์โหลดไปแปะข้างฝาละกันนะครับ สำหรับท่านที่สนใจร่วมทำ Cheat Sheet ก็ขอ Share เอกสารผ่าน Google Drive ได้ครับ

มาเล่น Juju GUI กัน

ครั้งที่แล้วได้เขียนวิธีการเล่น Juju บน command line เพื่อทำ service orchestration บน Amazon EC2 ครั้งนี้จะมาแนะนำวิธีการ ติดตั้ง Juju GUI เพื่อใช้ deploy service ผ่าน Web GUI ที่เรียกได้ว่าใช้งานง่ายสุดๆ สำหรับการติดตั้ง Juju GUI มีวิธีการดังนี้

ต้องมี Juju ก่อน ดูวิธีการติดตั้ง Juju ในตอนที่แล้ว

จากนั้นสั่งสร้าง bootstrap node โดยใช้คำสั่ง juju bootstrap จากนั้นสั่ง Juju ให้ deploy Juju GUI ดังนี้

juju deploy juju-gui

เมื่อ instance เริ่มทำงานและติดตั้ง Juju GUI เสร็จเรียบร้อย ให้สั่ง expose ดังนี้

juju expose juju-gui

เมื่อใช้คำสั่ง juju status คุณจะพบว่าตอนนี้มี 2 instances ส่วนการเช้าใช้งาน ก็ใช้ Public DNS ที่ Amazon กำหนดมาให้

จากนั้นก็ login โดยใช้รหัสผ่านในส่วน user-admin ที่คุณกำหนด

คุณก็จะได้หน้า Juju GUI พร้อมใช้งานดังนี้

ส่วนการ deploy service สามารถเลือก charm ที่มีอยู่ได้ สำหรับการ config charm กำหนดโดยการเชื่อมเส้นเท่านั้น ง่ายมาก

ข้อควรระวังในการใช้งาน Juju GUI เนื่องจากการ deploy ในแต่ละครั้งหากไม่ได้กำหนด หมายเลขเครื่องในการ deploy ตัว Juju จะสร้าง instance ใหม่ทุกครั้ง ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย ควรระมัดระวังสักหน่อย เพราะ Juju ไม่ได้สร้าง instance จาก spot instance นะครับ

มาเล่น Juju กัน

Juju เป็นเครื่องมือสำหรับ Deploy Service หรือ Application บน Cloud Provider ใดๆ ก็ได้ ซึ่งตอนนี้รองรับทั้ง AWS, HP Cloud, OpenStack และ Azure นอกจากนี้ยังรองรับการทำงานบน MAAS (Metal as a Service) ด้วย Juju สามารถติดตั้ง Ubuntu, ติดตั้ง Software, Config Service ต่างๆ แถมด้วยการบริหารจัดการ Serice นั้นๆ ได้ด้วย เช่นการทำ Scaling เป็นต้น อาจจะเข้าใจยากไปหน่อยลองดูวิดีโอข้างล่างได้ครับ

วิธีการติดตั้ง หากไม่มี ssh key ก็สร้างขึ้นมาก่อนด้วยคำสั่ง

ssh-keygen -t rsa -b 2048

จากนั้นติดตั้ง Juju จาก PPA ดังนี้

sudo add-apt-repository ppa:juju/stable
sudo apt-get update && sudo apt-get install juju-core

เริ่มใช้งานกัน ผมยกตัวอย่างการ Deploy Application บน Amazon AWS ก็แล้วกันนะครับ ให้ Juju สร้าง config ไฟล์ขึ้นมาอัตโนมัติโดยใช้คำสั่ง

juju init -w

จากนั้นแก้ไฟล์ ~/.juju/environments.yaml แก้ตรง access-key และ secret-key นะครับ ทั้ง 2 ค่านี้จะอยู่ตรง AWS Account คลิกที่ “Security Credentials” และคลิกที่ “Access Credentials” เมื่อแก้ไขไฟล์ config แล้ว จะได้หน้าตาแบบนี้

default: amazon
environments:
## https://juju.ubuntu.com/get-started/amazon/
amazon:
type: ec2
admin-secret: 8a3125fcede733b8d0b44rwd73022c94
# globally unique S3 bucket name
control-bucket: juju-d9219e60d4dc09ed2c83650338dc3276
# override if your workstation is running a different series to which you are deploying
# default-series: precise
# region defaults to us-east-1, override if required
# region: us-east-1
# Usually set via the env variable AWS_ACCESS_KEY_ID, but can be specified here
access-key: YOUR-ACCESS-KEY
# Usually set via the env variable AWS_SECRET_ACCESS_KEY, but can be specified here
secret-key: YOUR-SECRET-KEY

หลังจากแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้ลองทดสอบดู โดยใช้คำสั่ง

juju bootstrap

คำสั่งนี้จะไปสร้าง instance โดยใช้ ami ที่เป็น Ubuntu 12.04 LTS บน EC2 ให้อัตโนมัติ เขาจะสร้าง instance ที่ us-east-1 นะครับ ใครไม่ชอบก็เปลี่ยน zone ได้ เทคนิคง่ายถ้าอยากให้ Juju แสดงการทำงานในแต่ละคำสั่งให้ใส่ -v ต่อท้ายครับ สำหรับการตรวจสอบสถานะ ของ services ที่ run อยู่บน AWS ให้ใช้คำสั่ง

juju status

คำสั่งนี้จะรอนานสักหน่อยประมาณ 2-3 นาทีได้ คุณก็จะได้ข้อมูลของ instance ที่ deploy bootstrap ไป ทีนี้ลองมา deploy application กันบ้าง มาลอง deploy mediawiki กัน หรือใครอยากลอง deploy application อื่นๆ ให้เข้าไปดูที่ jujucharm.com ได้ครับ อ่ะ มาลอง deploy mediawiki กัน

juju deploy mediawiki juju deploy mysql

ถ้าคุณดู juju status ตอนนี้คุณจะได้ instance 3 อัน คือ bootstrap, wordpress และ mysql จากนั้นสั่ง add releation ระหว่าง mediawiki และ mysql ขั้นตอนนี้เป็นการ config mediawiki และ mysql

juju add-relation mysql:db mediawiki:db

จากนั้นสั่ง juju expose เพื่อตั้งค่า Security Group เพื่อกำหนด port ที่ต้องใช้งานและปิด port ที่ไม่จำเป็น

juju expose mediawiki

จากนั้นก็ดู public dns จาก juju status เท่านี้ก็ได้ mediawiki ใช้แล้ว
วิดีโอ Getting Start เผื่ออ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ

มหากาพย์หลักสูตร Certificate for Cloud Specialists

เมื่อวันอังคารพี่ที่ฝ่ายบุคคลวิ่งมาหาคนไปเรียนหลักสูตร Certificate for Cloud Specialists ที่ทาง NSTDA จัดขึ้นร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล, DELL, Microsoft และ SIPA ผมทราบข้อมูลหลักสูตรนี้จาก Facebook ของอาจารย์ธนชาติ ผมว่ารอนานมากกว่าจะมีหลักสูตรนี้เปิดสอนในสถาบันการศึกษา แต่ทว่าหลักสูตรนี้เรียนภาคภาษาอังกฤษ ระยะเวลาเรียน 48 สัปดาห์ (1 ปี) ค่าเล่าเรียน 200,000 บาทถ้วน รวม VAT แล้ว ทำให้ผมก็บอกพี่เขาไปว่าถ้าเรียนฟรีก็น่าสนใจ เพราะค่าเรียนแพงนะ จ่ายเองคงไม่ไหว เอาเงินไปซื้อทองให้นิอรดีกว่า พี่แกก็พยายามหาคนไปเรียน ใน SIPA มีตัวเก็งหลายคน ซึ่งผมดูหลักสูตรแล้วเหมาะกับคนที่ทำงานด้าน Infrastructure มาก เพราะเนื้อหาหนักไปทางนั้นเยอะ อยากให้คนทำ Infrastructure ของ SIPA ไปเรียน สุดท้ายเขาก็ยังหาคนไปเรียนไม่ได้ ผมก็บอกแค่ว่าถ้าไปเรียนฟรีจะไปเรียนนะเห่อๆ พี่เขาก็พยายามหาอีกคนไปเรียน เพราะได้โควต้ามา 2 คน

อีกสักพักพี่เขาก็วิ่งกลับมาพร้อมบอกว่าผมไปเรียนไม่ได้หรอก เพราะผมเป็นลูกจ้างสัญญาจ้างโครงการ กรี๊ดดดดด แทงใจดำเหมือนตอกย้ำความต่ำต้อย เขาบอกว่าไม่รู้ว่าผมจะอยู่ที่ SIPA ต่อหรือเปล่า (เอ่อ ถ้าจ้างต่อก็อยู่ต่ออ่ะนะ) ก็เลยอดไป ผมแอบเศร้าใจไป 2 วัน ไม่ได้เศร้าเรื่องไม่ได้ไปเรียนนะ แต่เศร้าเรื่องตอกย้ำว่าเป็นลูกจ้างสัญญาจ้างโครงการนี่แหละ หลังจากนั้นพี่เขาก็หาคนไปเรียนได้ เรื่องยังไม่จบพอวันพฤหัส ท่านรองผอ. ที่ดูแลฝ่ายก็เดินเข้ามาถามว่า ผมกับมะระเรียนหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษได้มั๊ย ถ้ามีคอร์สเรียนจะไปเรียนมั๊ย ก็เลยนึกออกได้ว่าเป็นหลักสูตร Cloud Specialists นั่นเอง มะระก็เลยบอกรองฯ ไปว่าเขาได้คนเรียนแล้ว ไม่ได้ไปทั้ง 2 คน ส่วนผมไม่มีสิทธิ์ไปเรียนเพราะเป็นลูกจ้างสัญญาจ้างโครงการ (กรี๊ดดดดด แทงใจดำ) รองฯ ก็ทำหน้างงๆ แล้วก็บอกว่างั้นเดี๋ยวผมไปคุยกับฝ่ายบุคคลก่อน พอตอนบ่ายถึงได้กรอกใบสมัครเรียนและได้รับแจ้งว่าเริ่มเรียนพรุ่งนี้ ชีวิตในวันศุกร์และวันเสาร์ระยะเวลา 1 ปี ผมต้องมาเรียน Cloud Specialists ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี

หลักสูตร Cloud Specialists เรียนอะไรมั่ง หลักสูตรนี้แบ่งออกเป็น 5 ส่วนได้แก่ Cloud Architecture, Cloud Technology, Cloud Data, Cloud Security และ Cloud Services ใช้เวลาเรียน 4 ภาคการศึกษา ระยะเวลา 1 ปี เนื้อหาในแต่ละภาคการศึกษามีดังนี้

  1. Fundamental Cloud Computing and Architecture, Cloud Technology and Services
  2. Cloud Virtualizationn, Cloud Security
  3. Cloud Database and Big Data Technology, Cloud Resource Provisioning
  4. Disaster Recovery and Continuity in the Cloud, Cloud Governance, Risk Management and Auditing

วันนี้เรียนวันแรก ถ้าไม่ขี้เกียจผมคงได้ทะยอย blog การเรียนในแต่ละวัน เผื่อใครที่ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนจะได้เรียนหลักสูตรนี้ไปด้วยกันผ่าน blog ของผมนี่แหละดีมั๊ยครับ :)