in Blog

สรุปประสบการณ์ไปทำงานกระเป๋าผ้า

แฟนผมให้ไปตัดผ้าเพื่อทำกระเป๋าผ้าส่งให้ลูกค้า 1,000 ใบ เพราะงานที่รับเข้ามามีหลายงานจนทำไม่ทัน และช่างตัดผ้าไม่อยู่ทำให้งานตัดผ้าขาดคน ก็เลยได้ไปช่วยงานและสังเกตเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องแก้ไขเลยมาสรุปไว้สักหน่อย
ก่อนอื่นต้องเล่าก่อนว่างานกระเป๋าผ้าที่คุณแฟนทำอยู่มีหลายงาน สรุปเป็นประเภทงานได้ 3 ประเภท

  1. งานประเป๋าผ้าแบบมาตรฐาน (standard) เป็นขนาดมาตรฐาน มี 12 แบบ ทำ pattern ไว้แล้วพร้อมตัดเย็บและสกรีนลาย
  2. งานกระเป๋าผ้าสั่งทำ (tailor-made) เป็นงานที่ลูกค้าอยากได้กระเป๋าตามแบบและขนาดที่ลูกค้าต้องการ งานแบบนี้เป็นงานสั่งทำที่ต้องทำ pattern ใหม่ทุกครั้ง จะเสียเวลาในการออกแบบ ทำ pattern และคัดเลือกเนื้อผ้านาน เพราะเป็นงานสั่งทำเฉพาะ เน้นงานพรีเมี่ยม
  3. งานกระเป๋าผ้าสั่งผลิต (mass production) เป็นงานกระเป๋าผ้าเน้นงานเย็บ มีแบบกระเป๋า และผ้ามาให้เรียบร้อยแล้ว สั่งผลิตจำนวนมาก เช่น งานกระเป๋าแบรนด์ต่างๆ กระเป๋าผ้าโหล กระเป๋าผ้า 7-11 เป็นต้น

งานที่ผมไปช่วยเป็นงานแบบที่ 1 คือเป็นงานประเป๋าผ้าแบบมาตรฐาน มี pattern พร้อมตัดเย็บ ซึ่งงานจะแบ่งเป็น station ต่างๆ ดังนี้

  1. งานตัดผ้า
  2. งานสกรีน
  3. งานเย็บ

ผมไปช่วยงาน station งานตัดผ้าและงานสกรีน
งานตัดผ้า ก็ตามชื่อเลยคือตัดผ้าตามแบบ (pattern) ตัว pattern จะเป็นฟิวเจอร์บอร์ดเอาไปทาบกับผ้าแล้วใช้ปากกาวาดตามแบบแล้วใช้กรรไกรตัด ปัญหาของ station นี้คือ ตัดผ้าไม่ทัน ตัดผ้าออกมาไม่ได้ขนาด ทำให้เย็บกระเป๋าออกมาขนาดไม่ถูกต้อง สังเกตดูจาก pattern ออกจะเบี้ยวๆ ไม่ได้ฉากเวลาลอกแบบจะไม่ได้ขนาด ต้องใช้วิธีการพับผ้าให้ได้ฉากแล้วตัดจะได้ขนาดที่ถูกต้องและเร็วกว่าทาบแบบ การตัดผ้าหากต้องการตัดให้ได้จำนวนเยอะๆ ต้องพับผ้าเป็นชั้นแล้วใช้เครื่องตัดผ้าจะตัดได้เร็วขึ้นและได้จำนวนมากขึ้น แต่จะมีเศษผ้าที่เป็น waste มากขึ้นตามไปด้วย การลอกแบบใช้ดินสอหรือช็อกเขียนผ้าจะดีกว่าเพราะสามารถลบหรือซักออกได้
งานสกรีน ใช้เทคโนโลยีพิมพ์ภาพลงบนผ้า แบบ sublimation การพิมพ์ผ้าต้องพิมพ์ลายแบบกลับด้านบนกระดาษ sublimation จากนั้นเอากระดาษที่พิมพ์ลายแล้วเอาไปรีดด้วยเครื่องรีดร้อน ความร้อนจะลอกลายจากกระดาษและพิมพ์ลงบนเนื้อผ้า การพิมพ์ผ้าแบบ sublimation ให้ได้ความคมชัดสีสดและคงทน ต้องใช้ผ้าที่มีใยโพลีเอสเตอร์ผสมอยู่ด้วย เช่นผ้า TK, TC เป็นต้น งานพิมพ์ผ้าไม่ได้ยาก แต่ต้องพิถีพิถันในเรื่องการจัดวาง ตั้งอุณหภูมิ และเวลาในการกรีน เพราะผ้าแต่ละแบบทนความร้อนได้ไม่เท่ากัน ผมเจอเนื้อผ้า 3 แบบในงานเดียวกัน ผ้าบางชนิดไม่ทนความร้อนความร้อนทำให้ผ้าเปลี่ยนสีทำให้ลายที่สกรีนสีผิดเพี้ยนไปได้
สำหรับ waste และ NG ใน station ต่างๆ ก็มีเช่นกัน ต้องลดขยะ (waste) กับของเสีย (NG) ให้น้อยลง และ recycle waste ให้ได้ ในแต่ละ station มี waste และ NG ดังนี้

  1. งานตัดผ้า มี waste เป็นเศษผ้า มี NG เป็นผ้าที่ตัดไม่ได้ขนาด
  2. งานเย็บผ้า มี waste เป็นเศษผ้าที่ตัดออกตอนโพ้ง มี NG เป็นกระเป๋าที่ขนาดไม่ตรงตามแบบ
  3. งานสกรีน มี waste เป็นเศษกระดาษ sublimation, งานสกรีนเสีย

ในแต่ละ station ไม่ได้บันทึกจำนวนงานเสีย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องจำนวนสินค้าไม่ครบ ต้องตัดผ้าและเย็บเพิ่มตามจำนวน ช่วงนี้งานยังมีจำนวนน้อยยังสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ทัน แต่ยังต้องปรับปรุงกระบวนการในขั้นตอนต่างๆ ให้ดีมากขึ้น