แก้ปัญหา ADB ทำงานไม่ได้บน Ubuntu 13.10 64bit

ผมเจอปัญหาเรื่อง ADB (Android Debug Bridge) บน Ubuntu 13.10 64bit โดยปกติเราก็ต้องติดตั้ง ia32-libs แต่ใน Ubuntu 13.10 ไม่มี package นี้แล้ว นั่งหาอยู่นานว่า package นี้หายไปไหน สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าเขาเปลี่ยนชื่อเป็น lib32z1 เอาเป็นว่าถ้าจะใช้งาน ADB บน Ubuntu 13.10 ขึ้นไปและเป็นรุ่น 64bit ให้ติดตั้ง package ดังต่อไปนี้
sudo apt-get install lib32z1 lib32ncurses5 lib32stdc++6
เท่านี้เราก็ใช้งาน ADB ได้แล้วครับ 😉

มาเล่น Chef กัน

Chef เป็นเครื่องมือด้าน System Configuration อีกตัวนึง เหมาะสำหรับการ config เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีจำนวนมากๆ แบบไม่ต้อง ssh เข้าไปทีละเครื่อง แนวคิดของ Chef ก็เหมือนกับชื่อล่ะครับ กุ๊กอยากจะทำอาหารอะไร ก็ต้องมีตำราอาหาร (Cookbook) วิธีการทำ (Recipe) และ ขั้นตอนการทำ (Run list) ก่อนที่มาเล่น Chef ลองมาดูส่วนประกอบต่างๆ ที่จะต้องมีกันก่อน

  1. Workstation คือ เครื่องที่ System Admin ใช้ทำงาน เขียนตำราอาหาร เขียนสูตรอาหาร
  2. Chef Server คือ เครื่องที่ใช้เก็บตำราอาหาร สูตรอาหารต่างๆ
  3. Node คือ เครื่องที่เราต้องการ config โดยดึงข้อมูลจาก Chef Server มาประมวลผล

จะใช้งาน Chef ต้องมี Chef Server ครับ สำหรับท่านที่ต้องการใช้ Chef Server ที่ทาง OpsCode เป็นคนดูแลก็สามารถใช้งานได้ (ผมแนะนำ) แต่ถ้าต้องการตั้ง Chef Server เองก็สามารถทำได้ครับ ก่อนอื่นมาติดตั้ง Chef Server กันก่อน ผมมีเครื่อง Ubuntu Server 64ิBits ต้องเป็น 64Bits เท่านั้นนะครับ
ดาวน์โหลด Chef Server และติดตั้งด้วยคำสั่ง
sudo dpkg -i chef-server_11.0.12-1.ubuntu.12.04_amd64.deb
sudo chef-server-ctl reconfigure
เมื่อติดตั้งเสร็จให้เปิด browser ไปที่ https://chef-server ใส่ username = admin และ password = p@ssw0rd1 จะได้หน้าตาแบบนี้

ได้ Chef Server แล้ว กลับมาที่เครื่อง Admin Workstation หรือเครื่องที่เราใช้งานกันนี่แหละครับ ดาวน์โหลด Chef Client มาติดตั้งที่เครื่องเรากันก่อนดังนี้
curl -L https://www.opscode.com/chef/install.sh | sudo bash
รอให้ติดตั้งจนเสร็จ จากนั้นมาเขียนไฟล์ config กัน ถ้าคุณใช้ Hosted Chef Server ดึงออกมาจาก Kick Start ได้เลยครับ แต่เรายากจนติดตั้ง Chef Server เองก็ต้องมาเขียน config กันเอาเอง ดังนี้
mkdir ~/.chef
เขียน config ชื่อ knife.rb ใส่ข้อมูลลงไปดังนี้
node_name 'admin'
chef_server_url 'https://chef-server.ffeee.org'
validation_client_name 'chef-validator'
validation_key '/etc/chef/chef-validator.pem'
cookbook_path ["~/.chef/cookbooks"]
สร้างไฟล์ /etc/chef/client.pem เอา Private Key ของ Admin มาใส่


และไฟล์ /etc/chef/chef-validator.pem เอาค่า chef-validator มาใส่


สร้างไดเรคทอรี cookbook ใน ~/.chef/cookbooks ดังนี้
mkdir -p ~/.chef/cookbooks
จากนั้น init git repository ที่ไดเรคทอรี cookbooks ดังนี้
cd ~/.chef/cookbooks
touch readme.md
git init
git add .
git commit -m 'init repo'
ลองใช้คำสั่ง knife ดูครับ
knife client list
ค่าที่ได้จะแสดง chef-validator และ chef-webui ออกมา และไม่ error ถือว่าเป็นอันใช้ได้ 🙂
เมื่อได้ Workstation, Chef Server แล้วก็ถึง Node ต่างๆ Chef มีเครื่องมือลัดให้เราติดตั้ง Chef Client โดยที่เราไม่ต้อง ssh ไปทีละ node ทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก โดยใช้คำสั่งดังนี้
knife bootstrap node01.example.com --sudo -x username -P password -N "chef-node01"
จากนั้น knife จะติดตั้ง Chef Client ที่เครื่อง Node ให้ สั่งแบบนี้จนครบทุกเครื่องครับ 😛 ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็เขียน shell script เอาก็ได้ 🙂 เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วเราจะพบว่ามีรายละเอียดของ Node ใน Chef Server แล้ว

เมื่อได้ Node ครบแล้ว กลับมาที่ Workstation เราครับ เราจะดึง Cookbook จาก Chef Community Cookbook มาใช้กัน ตัวอย่างเป็น Apache2 🙂 ใช้คำสั่งดังนี้
knife cookbook site install apache2
Knife จะดาวน์โหลด Cookbook ของ Apache2 และ dependency cookbook มาให้เราด้วย 🙂 ถ้าอยากจะแก้ไข หรือ recipe ก็สามารถแก้ไขได้เลย จากนั้นอัพโหลด Cookbook ไปไว้ที่ Chef Server โดยใช้คำสั่ง
knife cookbook upload apache2 iptables logrotate pacman
ลองเข้าไปดูใน Chef Server เราจะเห็นว่ามี Cookbook อัพโหลดเข้ามาแล้ว

จากนั้นมากำหนด run list ให้ node01 ที่เราจะติดตั้ง Apache2 กันดังภาพ

เมื่อกำหนด run list แล้วสั่ง chef-client ที่เครื่อง node ได้เลย หรือจะสั่งผ่าน knife ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ให้ node ที่มีชื่อ * (คือทุก node) ใช้คำสั่ง chef-client ดังตัวอย่าง
knife ssh 'name:*' 'chef-client' --sudo -x username -P password
เมื่อสั่ง chef-client เครื่อง node จะเรียกดูข้อมูลจาก Chef Server ว่าเครื่องนี้้ต้องใช้ Cookbook อะไรบ้าง จากนั้นก็ทำตามลำดับที่กำหนดไว้ใน run list ลองเปิด browser เข้าไปดูที่เครื่อง node01 ก็จะพบว่า ได้ติดตั้ง Apache2 เรียบร้อยแล้ว 😉

เก็บตกดูงาน Cloud Computing ที่สิงคโปร์

ผมได้มีโอกาสไปดูงานเกี่ยวกับ Cloud Computing ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 24-25 เมษายน ที่ผ่านมา การดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร Cloud Specialist สถานที่ไปคือ Infocom Development Authority of Singapore (IDA), SingTel และ StarHub ซึ่งการดูงานแบ่งออกเป็น 2 วันคือ ช่วงบ่ายของวันแรกและช่วงเช้าของวันที่ 2
วันแรกไปที่ IDA ที่ Mapletree Business City ทีม Cloud Computing และ G-Cloud ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นมาก IDA มาให้ความรู้เกี่ยวกับงานที่ IDA ทำอยู่ แผนการพัฒนาประเทศด้าน ICT ซึ่งน่าสนใจมาก โดยเฉพาะ i2015 หรือ Intelligent Nation 2015 (iN2015) ซึ่งเป็น ICT Masterplan ของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้ มีเป้าหมายหลักๆ คือการขยายโครงสร้างพื้นฐาน, พัฒนาคน, การใช้ IT ในธุรกิจ ซึ่งมีสรุปเป็น infographic ที่น่าสนใจดังนี้

  • อัตราการเข้าถึง internet มีมากกว่า 95%
  • มี Fibre Optic Broadband ทั่วประเทศ
  • บริการ Free Wi-Fi ใช้ชื่อว่า Wireless@SG ความเร็ว 2Mbps
  • มีอัตราการเข้าถึงคอมพิวเตอร์กว่า 86%
  • iSPRINT บริการ POS สำหรับ SME มีการใช้งานมากกว่า 5,000 ราย
  • มีสถานที่รับจ่ายเงินที่ใช้ NFC มากกว่า 30,000 แห่ง
  • พัฒนาบุคคลากรด้าน IT มีมากกว่า 13,000 คน
  • มีการจ้างงานกว่า 144,300 ตำแหน่ง ในปี 2012
  • รายได้จากอุตสาหกรรม IT & Telecom S$102 billion ในปี 2012 เพิ่ม 23% ต่อปี

แผน iN2015 จะสิ้นสุดในปลายปีนี้ และ IDA ก็เริ่มวางแผนในอีก 5 ปีข้างหน้าไว้เบื้องต้นแล้ว คือ Smart Nation โดยเน้นในเรื่อง

  • สร้างบุคลากร, เทคโนโลยีใหม่ และ Infrastructure ที่ดีมากขึ้น
  • กำกับดูแลด้านนโยบาย กฏหมาย ฯลฯ
  • บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม, Internet of Things, Data Analytics

ในด้าน Cloud Computing ทาง IDA มีให้บริการ Cloud สำหรับภาครัฐเรียกว่า G-Cloud เหมือนที่บ้านเราก็มี G-Cloud เหมือนกัน บริการของ G-Cloud รองรับเฉพาะลูกค้าภาครัฐเท่านั้น เป็นบริการ private cloud สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบ public private partnership โดย IDA ทำสัญญากับ SingTel ระยะเวลา 5 ปี ทำให้ลูกค้าภาครัฐไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เพิียงแต่ขอใช้งานกำหนดจำนวน server และ resource เท่านี้ก็ได้ใช้งานแล้ว สำหรับบริการที่มีให้นอกจาก Cloud แล้วยังมีบริการเสริม อย่าง SMTP, SSH, SFTP, SMS และ Backup & Restore ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มนะ G-Cloud ไม่ได้บังคับว่าภาครัฐจะต้องมาใช้ แต่เป็นทางเลือกสำหรับภาครัฐที่ไม่ต้องการลงทุนเรื่องฮาร์ดแวร์ โดย G-Cloud มี Service Catalog ให้เลือกใช้ ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน
นอกจาก Cloud Computing ที่ทาง IDA มีให้บริการแล้ว ยังมีบริการ Goverment Data Center (GDC) อีกด้วย บริการ GDC คือ Data Center ที่ให้ภาครัฐเข้ามาใช้บริการ วาง Server นั่นเอง การออกแบบของ GDC แบ่งออกเป็น zone ย่อยๆ เพื่อการจัดการด้านพลังงานและระบบหล่อเย็น ลูกค้าภาครัฐสามารถเลือกใช้บริการ internet link จากบริษัทโทรคมนาคมหลายที่ได้ไม่จำเป็นจะต้องใช้ของ SingTel อย่างเดียว สำหรับมาตรฐานที่ใช้ใน GDC คือ ISO 27001, NISC เป็นต้น
หลังจากฟังสรุปของ IDA ด้าน Cloud Computing เราก็ได้มาดู IDA Lab ใน Lab นี้มีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น 3D printing, 3D Digitizer, Accreditation@IDA, Internet of Things ในบ้าน และผลงานวิจัยจากนักศึกษาและผลงานจาก partner ที่นำมาจัดแสดง เช่น Quad Copter Drone บินหลบสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ แบทหมดบิรกลับมาเปลี่ยนแบตได้อัตโนมัติ จาก Hope Technik, ชุดนับแต้มสำหรับกีฬาฟันดาบ สิ่งที่น่าสนใจของ IDA Lab คือ Accreditation@IDA เป็นศูนย์บริการทดสอบประสิทธิภาพซอฟต์แวร์ เพื่อเป็นใบรับรองประกอบในการจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐ ซึ่ง Accreditation@IDA จะตรวจสอบทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ มาตรฐานการพัฒนา มาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนสถานะการเงินบริษัท โดยใบรับรองที่ได้จะมีอายุ 18 เดือน หมดอายุต้องเข้ามาทดสอบและต่อกันอายุใหม่
จากนั้นก็ไปดูงานที่ SingTel เป็นแห่งที่ 2 ที่ SingTel ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบ Cloud Intrastructure เพื่อรองรับการให้บริการ Private Cloud ของภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ โดยเน้นเรื่อง Cloud resiliency ครอบคลุมทั้ง network, storage, power source และ data center ซึ่ง SingTel ออกแบบ data center ให้สามารถทำ DR ได้แบบ Active-Active ได้เลย การให้บริการ Private Cloud ของ SingTel เน้นความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก การให้บริการ Private Cloud ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าต้องการอะไรบ้าง รวมไปถึง Core Technology ที่ต้องการได้ เช่น ถ้าลูกค้าต้องใช้ Microsoft Exchange ก็มี Hyper V ให้บริการ ถ้าต้องการทำ VDI ก็มี Xen และ VMWare ให้บริการเป็นต้น สำหรับการใช้งานของลูกค้าสามารถใช้งานผ่าน Portal ที่ทาง SingTel ทำไว้ให้ได้เลย
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Cloud Security ซึ่ง SingTel เป็นผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ในสิงคโปร์ ทำให้การจัดการด้าน Security มีความเข้มข้นมาก SingTel มี Model ที่น่าสนใจเรียกว่า Enterprise Data & Management Services Security Solution (EDMS) ถ้าดูดีๆ คือ ISO27001 + Cloud Security นั่นเอง สำหรับ Security Service Delivery ทาง SingTel ให้ความสำคัญมาก เพราะทุกขั้นตอนจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ และระบุแผนกที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและแก้ปัญหา สำหรับ Cloud and Mobility Reference Model เน้นตั้งแต่เรื่อง Security Governance, BYOD, Mobile Device Management, Carrier and Network Security, Cloud Intrastructure Security Managment ไล่ไปจนถึง Security in Enterprise Application Development เลยทีเดียวเยอะมาก
นอกจากเรื่องการให้บริการเกี่ยวกับ Telco แล้วทาง SingTel ยังมีโครงการให้ทุนและร่วมทุนกับ Startup อย่างเช่นโครงการ Innov8, IndeaFactoty, Innovation Exchnage เป็นต้น
วันที่ 2 ดูงานที่ StarHub เป็นบริษัทโทรคมนาคมอีกแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ผู้บรรยายบอกว่าเราเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ เริ่มต้นได้ไม่นานนัก แต่เท่าที่ดูจากผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการแล้ว ไม่ธรรมดาเลย ตั้งแต่บริการ Network Infrastructure, partner กับ Vodafone, เป็นสมาชิกกับ Conexus Mobile Alliance และที่สำคัญคือเป็นเจ้าของ เคเบิลใต้ทะเลที่เชื่อมไปยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Asia-America Gateway (AAG), Asia Submarine Cable Express (ASE), Asia Pacific Gateway (APG) และ APCN2 นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้บริการ 4G/LTE ทั่วประเทศอีกด้วย
สำหรับด้าน Cloud Computing ที่ StarHub ให้บริการเน้นทางด้าน Infrastructure เป็นหลักและที่สำคัญเป็น Public Cloud อย่างแท้จริง ผู้บรรยายบอกกับเราตรงๆ ว่า “ทำแข่งกับ AWS เข้าใจตรงกันนะ” จริงครับ เพราะ StarHub มี partner ด้าน Cloud Computing เยอะมาก และ Cloud ของที่ StarHub ให้บริการ ชื่อ Argonar วันนี้ผมเพิ่งได้เห็นว่าหลังจาก login เข้าไปที่ control panel ไปแล้วหน้าตาเป็นยังไง และผู้บรรยายน่ารักมากครับ ให้ข้อมูลตรงๆ กับเราว่า Argonar คือ Huawei Cloud และ Huawei Cloud ก็คือ OpenStack นั่นเอง แม่เจ้า! ไม่เหลือเค้าร่างของ OpenStack เลยสักนิดเดียวเลยครับ Argonar เล่นเหมือนกับ OpenStack เลยครับ เพียงแต่ไม่มี Project, Virtual Network (ตั้งค่าเองไม่ได้ แต่มีให้เลือก) และ Orchestration Service เท่านั้น ชอบมากครับ 🙂 เรื่อง pricing model ที่ทาง StarHub กำหนดไว้คือจ่ายรายเดือนตามขนาดที่คุณใช้งาน ไม่ได้จ่ายแบบ pay-as-you-go นะครับ ซึ่ง pricing model แบบนี้เหมาะสมกับการจ่ายเงินของลูกค้าในสิงคโปร์ เนื่องจากสามารถคำนวณรายจ่ายต่อเดือนได้ชัดเจน (โดยเฉพาะภาครัฐ) และที่สำคัญไม่มีคำว่าราคาถูกกว่า AWS เพราะเน้นเรื่องการบริการเป็นหลัก
นอกจากให้บริการ Public Cloud แล้ว StartHub ยังให้บริการ SaaS อีกด้วย มีหลาย Solution ไม่ว่าจะเป็น Accounting, Backup & Recovery, e-HR Management, Email Security, Web Security, Point of Sale, IP Surveillance Service เป็นต้น แต่ที่น่าสนใจคือ Microsoft Offce 365 ใช่ครับ StarHub เป็น partner กับ Microsoft มานาน และ Microsoft เองก็เลือกที่เป็น partner กับ StarHub มากกว่า SingTel (อุปส์) การขอใช้บริการก็ง่ายมาก ติดต่อกับ StarHub ได้โดยตรง และที่สำคัญ SME แค่ 179 บาทต่อเดือนเท่านั้น ราคาถูกมากๆ ส่วนการ support สามารถติดต่อกับ StarHub ได้โดยตรง ไม่ต้องโทรถาม Microsoft ถ้าทาง StarHub แก้ปัญหาไม่ได้ก็สามารถสอบถามไปยัง Microsoft โดยผ่าน StarHub ได้เลย ซึ่ง StarHub รับ support ทั้ง 1st และ 2nd tier การบริการของ StarHub เน้นการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าคุณจะติดต่อกับศูนย์บริการที่ใดคุณก็จะได้รับความช่วยเหลือเหมือนกับการติดต่อที่สำนักงานใหญ่ (น่ารักมากเลย) อ้อ StarHub มี partner ในประเทศไทยด้วย คือ True และ CAT นั่นเอง อืมมม ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด IRIS Cloud คือ Argonar ใช่ป่าว
สำหรับการดูงานประเทศสิงคโปร์ตามโปรแกรมของการเรียน Certificate for Cloud Specialists จัดโดยความร่วมมือของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศมหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานรัฐบาลอิเลคทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และ CSA Thailand ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ 🙂
นอกเหนือจากไปดูงาน ผมดูข้อมูลของ IDA มาสักระยะให้ความรู้สึกว่า IDA ทำทุกอย่างเลย ตั้งแต่การกำหนดนโยบายภาครัฐ, นโยบายการพัฒนาประเทศด้าน Infocomm, ข้อกำหนดและกฏหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Information Technology, Telecommunication, Electronic Transaction ตลอดจนการสร้างบุคลากรด้าน Infocom แหมดูเหมือน IDA ทำอะไรเยอะแยะมาก ในความเป็นจริงเกิดจากการบูรณาการและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เป้าหมายเพื่อการพัฒนาประเทศเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีให้เปิดประโยชน์สูงสุด พัฒนาทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือ “คน” ให้มีคุณภาพและศักยภาพให้เอื้อประโยชน์ในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ ซึ่งการพัฒนาคนนี้เริ่มตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาจนไปถึงคนที่ทำงานแล้ว ซึ่งมี Framework การพัฒนา “คน” ให้ตรงกับ “งาน” และความต้องการของตลาดอย่างชัดเจน เรียกว่า National Infocomm Competency Framework (NICF)  และ Critical Infocomm Technology Resource Programme (CITREP)  ซึ่งน่าสนใจมากครับ
อีกเรื่องคงเป็นเรื่องของการให้บริการข้อมูลภาครัฐ ผ่านทาง DATA.Gov.SG ที่ให้บริการข้อมูลภาครัฐที่สามารถเอาข้อมูลมาใช้งานได้ ข้อมูลที่ว่านี้เป็นข้อมูลดิบเลยครับ มีในรูปแบบ CSV, TEXT, XLS และ JSON นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแข่งขันพัฒนา Mobile Application โดยใช้ข้อมูลจาก DATA.Gov.SG ทำให้มี Mobile App ที่ดีๆ มากมาย อย่างน้อยก็ 230 Apps เลยล่ะ อีกเรื่องคือการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีให้กับประชาชน ผ่าน iExperience Center  อยู่ทางเชื่อมใต้ดินระหว่าง MRT City Hall กับ Esplanade
— แค่นี้ก่อนละกัน ถ้านึกอะไรออกจะมาใส่เพิ่มเติมครับ —

ประสบการณ์ตัวลอก

เพิ่งผ่านประสบการณ์ตัวลอกมาหมาดๆ ที่บอกว่าตัวลอกนี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเด็กดักแด้นะครับ เนื่องจากไปต่างจังหวัดอยู่ช่วงหนึ่งก็หลายวันอยู่ ที่นั่นเขาใช้น้ำบาดาลและมีกลิ่นเหมือนเหล็ก มีตะกอนคล้ายกับสนิมด้วย ก็คิดว่าไม่เป็นอะไรอาบได้ หลังจากกลับมา กทม. ก็มีอาการคันมือคันแขนนิดหน่อย พอผ่านไปได้ 2 วันอาการเริ่มเป็นเยอะขึ้น เรียกได้ว่าเป็นผดผื่นคันทั้งมือและแขน แถมเหมือนเป็นตุ่มตรงง่ามนิ้วมือคันๆ เข้าใจไปเองว่าน่าจะเกิดจากอาการแพ้น้ำ ไม่ก็แพ้อะไรสักอย่าง แต่อาการลอกมันลามมาจากง่ามนิ้วมือจนถึงต้นแขนเลยทีเดียว นอนไม่หลับแถมแสบร้อนเวลาเกา ก็เลยทนคันไม่ไหวหาวิธีแก้ไขอาการคัน อาบน้ำ ทาแป้ง ทาโลชั่น แต่อาการคันก็ไม่หาย ก็เลยหายาอื่นมาลองดูก่อนคิดว่าไม่ได้เป็นอะไรเยอะ ก็เลยหาครีมคาลาไมล์มาทา อาการคันก็ไม่หาย เพราะอาการคันลามจากมือไปง่ามนิ้วและเริ่มมีอาการลอกของผิวหนังตรงง่ามนิ้วคล้ายกับอาการแพ้น้ำ ก็เลยจัดซีม่าโลชั่น กับขี้ผึ้งเบอร์ 29 มาทาคู่กันเลย ดูซิมันจะหายคันมั๊ย
หลังจากที่ทาซีม่าโลชั่นวันแรกๆ เหมือนจะได้ผล แต่มันไม่ได้ผลมากตามที่คาดหวังไว้และอาการคันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ง่ามนิ้วมือเริ่มลอกมากขึ้น ลอกออกมาเรื่อยๆ ง่ามนิ้วลอกกว่า 1 อาทิตย์ก็ไม่หมด และอาการลอกก็ขยายเพิ่มมาที่มือและแขน เรียกได้ว่าอาบน้ำเสร็จจะเห็นผิวหนังวงขาวเตรียมลอกคราบกันเลยทีเดียว ส่วนที่เหมือนจะลอกเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มขึ้นและแพ้งมากๆ ทำให้คิดไปว่ามันอาจจะลามก็ได้ จากนั้นอาการการลอกคราบก็เริ่มลอกอย่างเป็นขั้นคอน ทาครีมแล้วลอกออกมาเป็นแผ่นได้ ดึงออกเรื่อยๆ ก็สนุกมือ แต่มือและแขนดูน่ากลัวมากหลังจากจับอาการได้ก็พยายามทาโลชั่นให้ผิวที่แห้งมีความชุ่มชื้นบ้างและตามลอกอยู่ทุกวัน แต่ดีหน่อยที่อาการคันหายไปบ้างแล้ว หลังจากดูอาการไป 1 อาทิคย์ก็พบว่ามันค่อยๆ ทะยอยลอกความน่ากลัวก็น้อยลงตามไปด้วย เริ่มมีความมั่นใจในการออกจากบ้านมากขึ้น 😛 ตอนนี้หายเกือบ 100% แล้วยังมีผิวหนังบางส่วนที่ลอกออกมาไม่หมดคิดว่าคงไม่เริ่มอาการคันรอบใหม่ละ

ประสบการณ์ Digital TV แบบไม่มี TV

เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วชั่งใจอยู่นานว่าจะซื้อ TV Full HD หรือจะซื้อจอคอมพิวเตอร์แบบ Full HD ดี สุดท้ายตัดสินใจซื้อจอคอมพิวเตอร์แบบ Full HD แทน เอ่อ…จริงๆ มันก็จอคนละแบบอ่ะนะ เอาเป็นว่าซื้อ จอคอมพิวเตอร์มาละกัน ซึ่งสาเหตุที่ซื้อมาก็เนื่องจากความอยากรู้เรื่อง Digital Signage โดยใช้ Android Stick เป็นตัวแสดงผล หลังจากได้ประสบการณ์ Digital Signage อยู่ 2 อาทิตย์และได้ App ต้นแบบมาแล้ว ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อครับ 😉 เลยทิ้งจอเอาไว้โดยไม่ได้ทำอะไร ตั้งเอาไว้ให้ฝุ่นเกาะเฉยๆ หลังจากกระแส TV Digital เริ่มมาผมก็คิดว่ามันน่าสนใจดี เพราะ TV Digital แบบ Full HD แบบไม่ต้องมีจานดาวเทียมหรือต่อเน็ตนี่น่าสนุกมาก หลังจากได้ข้อมูลจากน้องกอกอ (Aborigines) มาว่าซื้อกล่องแบบที่มี HDMI มาต่อจอคอมฯ หรือแบบ USB TV มาต่อก็ได้เหมือนกัน ความอยากรู้ก็เลยเพิ่มขึ้นว่า ถ้าใช้เสาหนวดกุ้งธรรมดาๆ กล่อง Digital TV และจอคอมพิวเตอร์จะดู Digital TV ได้จริงหรือเปล่า
ว่าแล้วอาการการอยากรู้+เสียตังค์ก็เริ่มต้นขึ้น ผมเดินหากล่อง Digital TV แถว Lotus ที่คาดว่าน่าจะมีขายเยอะ แต่ตอนนี้ไม่มีจะขายแล้วเพราะหมดเกลี้ยงไม่มีสินค้าเลย ก็เลยตัดสินใจไป Big C พบว่ากล่องอยู่หลายยี่ห้อวางขาย ราคาไม่ต่างกันมากนัก มีตั้งแต่ราคา 1,600-1,990 บาท เลยทีเดียว และทุกรุ่นต่อ HDMI ได้ พ่วงกับความสามารถอ่าน USB และบันทึกรายการ TV ลง USB ได้ แหม… สนุกเลยเชียว หลังจากขอความรู้จากพนักงานขายเรื่อง Digital TV ก็พบว่า Digital TV นี่ไม่ได้วิเศษอย่างที่ผมเข้าใจ ได้รายละเอียดมาเล็กน้อยเรื่องเสา TV และหนวดกุ้ง คือ ไม่ใช่ว่าจะเอาเสาอะไรมาเสียบก็ได้ แต่ต้องเป็นเสาที่รองรับคลื่น UHF ได้ด้วย และรองรับ DVB T2 ด้วย ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอมาลองดูก็เข้าใจได้เลยว่าทำไม กลับมาเรื่องกล่อง Digital TV กันก่อน อย่างที่ทราบกันผมเข้าใจกว่า กล่อง Digital TV เนี่ยไม่น่าจะมีราคาเกิน 600 บาท แต่เอาเข้าจริงราคาต่ำสุดที่มีวางขายกลายเป็น 1,600 บาท มีหลากหลายยี่ห้อ เช่น Soken, Aconatic, Samsung เป็นต้น แน่นอนระดับผมต้องเลือกกล่องที่เจ๋งที่สุด… ผมเลือก Soken ครับ 😛 ที่เลือก Soken เพราะกล่องมันแงะง่ายดี วันไหนว่างๆ อาจจะลองแงะหรือเปลี่ยน Firmeware ดู และที่สำคัญมันราคาถูกสุดละในกล่อง Soken มีเสาสัญญาณอันเล็กๆ น่ารักมาให้ด้วย แต่ดูท่าทางจะไปไม่รอด ผมก็เลยซื้อหนวดกุ้งมาอีก 1 อัน
ประกอบร่าง ผมมีจอคอมฯ ที่สามารถต่อกับพอร์ทอะไรก็ได้ ใช่ครับต่อพอร์ทอะไรก็ได้จริงๆ เพราะด้านหลังมีทั้ง HDMI, VGA และ DVI อ้อแถม Audio Out มาอีก 1 ช่อง เรียกได้ว่าเอาอะไรมาเสียบก็ได้ ยกเว้น Thunder Bolt กับ USB อ่ะนะ ดังนั้นการลอง Digital TV กับจอคอมฯ ไม่ใช่เรื่องยากเลย วิธีการต่อของผมง่ายมากๆ เอาสาย HDMI เสียบกกล่อง Digital TV อีกด้าน เสียบที่จอคอมฯ เอาสายลำโพงต่อที่จอ และเสียบเสาหนวดกุ้งที่กล่อง จากนั้นเสียบปลักแล้วเปิดดูได้เลย ใช่ครับ เปิดดูได้เลยแต่… มีแค่ 16 ช่อง และดูไม่ค่อยจะได้ซะด้วย ยกเว้นช่อง Thai PBS HD ชัดมาก ก็เลยพยายามหัดเสาหนวดกุ้งที่มีพยายามจูนสัญญาณใหม่อีกรอบ ได้มา 30 ช่อง แหม.. สุดภูมิใจมี TV 30 ช่องให้ดูแล้ว แต่… ดูไม่ได้เลยครับ เพราะสัญญาณมันอ่อนมากถึงมากที่สุด อาจเป็นเพราะเสาหนวดกุ้งด้วย ถ้าเป็นเสาแบบก้างปลาคงดีกว่านี้ 🙂 ก็เลยพยายามหัดเสาใหม่เพื่อให้ดูแล้วมันคุ้มราคาที่ซื้อกล่องมาหน่อย และจูนอีกรอบได้มา 22 ช่อง เป็น 22 ช่องที่สามรถดูได้ละไม่กระตุกมากนัก ส่วนใหญ่เป็น SD มี HD อยู่ 2 ช่องที่สามารถดูได้ดีถึงดีมาก คือ Thai PBS HD และช่อง 3 HD ส่วนช่องอื่นๆ กระตุกบ่อยครั้งเพราะสัญญาณไม่ดีครับ
สรุปประสบการณ์ Digital TV สำหรับผม TV ปกติ ผมไม่ค่อยสนใจมากนักเพราะไม่ได้ดู TV อยู่แล้ว แต่ Digital TV นี่น่าสนใจมาก แต่พอได้ดูช่วงทดลองออกอากาศแล้วรู้สึกแย่มาก เพราะมีแต่ช่อง Free TV เดิมๆ และ มีช่อง Spring News, Voice TV, GMM One, Family TV, True CH 4, CH8 และ Thairath TV เพิ่มเข้ามา แต่ไม่ใช่รายการที่ผมชอบ ก็เลยรู้สึกเซ็งๆ มันให้ความรู้สึกว่ายังมีเนื้อหารายการห่วยๆ อยู่เยอะไม่ได้ประเทืองปัญญาสักเท่าไร เอาเป็นว่าหลังจากวันที่ 24 เมษายน เป็นต้นไป Digital TV น่าจะดีขึ้นครับ