เก็บตกสนทนาอาหารเที่ยง NSC 2012

ช่วงพักเที่ยงกรรมการได้คุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของ NSC ซะทีเดียว ประมาณว่าขอทำใจก่อนให้คะแนน แต่ประเด็นบนโต๊ะอาหาร เป็นเรื่องความกังวลว่าผลงานที่ได้เข้ามาตัดเชือกไม่ค่อยตรงกับวัตถุประสงค์ของหัวข้อมากนัก คือ “ไม่ได้โปรแกรมประยุกต์บนลินุกส์” นั่นเอง สิ่งที่ต้องการในหัวข้อนี้คือต้องการโปรแกรมที่ทำงานบนลินุกซ์ นักศึกษาต้องใช้ลินุกซ์ พัฒนาโปรแกรมบนลินุกซ์ จึงจะมองภาพออกว่า “โปรแกรมประยุกต์บนลินุกส์” เป็นแบบไหน ถ้ามองมุมเดียวว่าลินุกซ์คือระบบปฏิบัติการบนเซิร์ฟเวอร์อย่างเดียวถือว่ายังไม่ใช่ ผมมักจะยกตัวอย่างโครงการปีก่อนๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รางวัลที่ 1 แต่นั่นคือโปรแกรมประยุกต์บนลินุกซ์จริงๆ โครงการนี้มีชื่อว่า FaceSpot เป็น Plugin เชื่อมต่อกับ F-Spot เพื่อปรับปรุงให้ F-Spot สามารถรู้จำ และจดจำใบหน้าของคนที่ถูก Tag ทำให้ค้นหาจัดเรียงภาพถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์ใบหน้าระหว่างช่วงอายุได้ถูกต้องด้วย ถือว่าเป็นการเพิ่ม feature ให้กับ F-Spot ทำให้ F-Spot มีคุณภาพดีขึ้น คือได้ประโยชน์ทั้งผู้ใช้และโครงการต้นน้ำ สำหรับในปีนี้โครงการที่ผ่านเข้ารอบมากลายเป็นโครงการแบบ System Integration, Embeded และโครงการด้านธุรกิจ ซึ่งแยกกลุ่มได้อย่างชัดเจนทำให้การพิจารณายากขึ้นไปอีก จากเกณฑ์ในการให้คะแนนที่มีอยู่แล้วใช้เป็นมาตรฐานได้ดีและน้ำหนักการพิจารณาของกรรมการจะอยู่ที่ “ผลงานที่มี Impact สูง ความสมบูรณ์ของโครงการ และสามารถใช้งานได้จริง” ทำให้การพิจารณาสามารถตัดทอนโครงการที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกไปได้ง่ายๆ
สำหรับเสวนาอื่นๆ ที่ดูออกจะน่าเป็นห่วงมีดังนี้

  • ภาครัฐไม่ค่อยสนใจและให้ความสำคัญกับงานวิจัย
  • อาจารย์มหาวิทยาลัยพยายามดึงเด็กเรียนโท-เอก เพื่อสร้างอาจารย์รุ่นใหม่ แต่งบวิจัยที่จะให้เป็นทุนการศึกษาไม่มี
  • เด็กที่สอบ Admission เรียนได้เกรดน้อยกว่าเด็กที่สอบโควต้า
  • เด็กไม่ค่อยมีความพยายามมีความอดทนในการค้นคว้าและวิจัยน้อย
  • เด็กสมัยนี้มั่นใจในตัวเองสูงมากไปหน่อย
  • โอเพนซอร์สสมัยนี้แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง
  • NLC ปีนี้เป็นปีสุดท้าย ปีหน้าอาจจะจัดแข่งโปรแกรมโอเพนซอร์สตัวอื่นบ้าง
  • ฝ่ายโอเพนซอร์สที่ซิป้าโดนยุบรวมกับฝ่ายอื่นอีก 3 ฝ่าย การทำงานก็ยังติดขัดเหมือนเดิม ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

 

เสือดาว จามรี ภุมริน มฤคมาศ

รำลึกความหลังสมัยเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่จบคณะวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็น CS รุ่น 4? รุ่นเสือดาว 7 ความหมายของชื่อรุ่น มักบ่งบอกบุคลิคลักษณะของนักศึกษาในแต่ละรุ่นด้วย ซึ่งก็แปลกดี ลองอ่านดูนะครับ
รุ่นเสือดาว ?เป็นรุ่นที่ถูกก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2517? สัญลักษณ์คือ เสือดาว? ซึ่งลักษณะเด่นของเสือดาวนั้น คือ ความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว? ตื่นตัวอยู่เสมอ ในทุกๆด้าน
รุ่นจามรี เป็นรุ่นที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518? ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของควายป่า? ซึ่งลักษณะเด่นของจามรีคือ เป็นสัตว์ที่รักขน รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ รุ่นนี้มีลักษณเด่น คือ เรียบร้อยและแข็งแกร่ง? จึงใช้จามรีเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้รักษาความสะอาดเหมือนจามรีรักขน
รุ่นภุมริน ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2519? ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผึ้ง? มีลักษณะเด่นคือ มีคามสามัคคีเหมือนผึ้งที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รักที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก
รุ่นมฤคมาศ ก่อตั้งรุ่นขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2520? เป็นสัญลักษณ์ของกวางทอง? ลักษณะเด่นของกวางทอง คือ? กวางทองเป็นสัตว์ที่ดูแลรักษาความสะอาดของตัวเองเสมอ อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม คอยช่วยเหลือกันและกัน ระวังภัยให้กันและกัน จึงเป็นสัตว์ที่มีความสะอาดเป็นเลิศ และมีความหยิ่งทะนงในความสง่างามของตัวเอง
 

เก็บตก NSC 2012

ผมได้เป็นกรรมการในงานประกวดโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 หรือ NSC ซึ่งจัดรวมอยู่ในงานมหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 (งงมั๊ย) จัดวันที่ 20-22 มีนาคม 2555 ที่ห้องประชุมมหิศร สำหรับงานนี้ผมจองเป็นกรรมการในหัวข้อ “โปรแกรมเพื่อประยุกต์ใช้งานบนลินุกซ์” ซึ่งในหัวข้อนี้เน้นการพัฒนา “โปรแกรมประยุกต์บนลินุกซ์” เพื่อให้เกิดโปรแกรมที่น่าสนใจใหม่ๆ บนลินุกซ์นั่นเอง แต่ทุกปีก็ไม่เคยได้ “โปรแกรมประยุกต์บนลินุกซ์” ซักที จะได้เป็นโปรแกรมที่ทำงานบนลินุกซ์ได้ซะมากกว่า ซึ่งทำให้การตัดสินในแต่ละครั้งเล่นเอา “หายใจไม่ออก” ต้องสวมบท “โหดร้าย” ในการให้คะแนนทุกครั้งไป สำหรับครั้งนี้ก็กรรมการโหดน้อยกว่าปีที่แล้วมากเลยครับ แต่เห็นกรรมการในกลุ่มอื่นๆ ก็ให้คะแนนกันยากเหมือนกัน 😛
ในปีนี้ “โปรแกรมเพื่อประยุกต์ใช้งานบนลินุกซ์” มีผู้รอดเข้ามาตัดเชือกเพียง 6 กลุ่ม จากภาคอีสาน 2 กลุ่ม ภาคใต้ 1 กลุ่ม และ ภาคกลาง 2 กลุ่ม สำหรับการนำเสนอผลงานทุกกลุ่มก็ทำได้ตามที่คาดหมายเอาไว้ คือ พูดให้กรรมการรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง, ลำดับในการป้อนข้อมูลให้กับกรรมการได้ไม่ครบถ้วน, ชี้ประเด็นปัญหาและกระบวนการแก้ปัญหาได้ไม่ชัดเจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ได้คะแนนในเรื่องการนำเสนองานและข้อมูลที่จะสร้างแรงดึงดูดกับกรรมการน้อยลง บางครั้งอ่านจากเอกสารสรุปโครงการยังได้ข้อมูลมากกว่าที่ไปฟังนำเสนอข้อมูลเสียอีก 😛 แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ได้เห็นความมุ่งมั่น ไหวพริบ/แนวคิดเพื่อแก้ปัญหาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทำให้เห็นว่าเด็กสมัยนี้ฉลาดและเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มากจริงๆ ครับ
อยากให้น้องๆ ที่แข่ง NSC พยายามผลักดันตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า อย่าหยุดแค่ NSC เพราะมันเป็นแค่ก้าวแรกในการแข่งขันระดับ “ประเทศ” และเป็นการเริ่มต้นที่ดีในสาย “อาชีพด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์” สำหรับคนที่ได้รางวัล “ไม่ต้องดีใจ” ส่วนคนที่ไม่ได้รางวัล “ไม่ต้องเสียใจ” ในมุมมองผมแล้วทุกคน “ได้เท่ากัน” ได้มาแสดงความสามารถ ได้มาแสดงแนวคิด ได้มาแสดงผลงานซอฟต์แวร์ที่น้องๆ พัฒนาขึ้น ไม่ใช่แค่กรรรมการที่มาจากหลากหลายที่ บางท่านอยู่ภาคเหนือ บางท่านอยู่ภาคใต้ บางท่านอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขับรถมากกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อมาดูผลงานมาตัดสินให้คะแนน นอกจากนี้ยังมีเจ้าของกิจการธุรกิจซอฟต์แวร์และแอนิเมชั่นเดินปะปนกับคณะกรรมการ เข้ามาดูผลงาน และพร้อมที่จะ “จ้างงาน” ในโครงการที่เขาเหล่านั้นสนใจ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีครับ
สำหรับ NLC ผมได้เข้าไปดูนิดเดียว เป็นการแข่งขันที่สนุกทุกครั้งที่เข้ามาดู ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาส “ออกข้อสอบ” สำหรับการแข่งขัน NLC ด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อสอบก็ไม่ได้ยากและไม่ได้ง่าย สามารถคัดกรอง “คนที่ใช่” สำหรับสายงานเกี่ยวกับ “Linux Server” และ “Linux Desktop” ได้เลยทีเดียว ซึ่งการแข่งขันมีทั้งประเภทบุคคลทั่วไปและประเภทนักเรียน/นักศึกษา สนุกดีครับ อ้อ…สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมงาน เหลือเวลาอีก 2 วันเท่านั้น ห้ามพลาดนะครับ 🙂

Health care กับ Cloud

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับกระทรวง ICT, EGA, CAT, TOT และผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ เรื่อง Government Cloud ประเด็นที่ผมสนใจไม่ได้เกี่ยวกับ Goverment Cloud ที่ให้บริการ Software และ Data อย่าง Mail.go.th ที่ผมสนใจคือเรื่อง Health care กับ Cloud ที่ทางผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ เล่าให้ฟัง จากงานของเขาเองที่ร่วมมือกับกลุ่มประเทศในแถบยุโรบเพื่อผลักดันเรื่องข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อการบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจรนั่นหมายความว่า ถ้าคนไข้ไปรักษาที่โรงพยาบาลไหน หมอจะทราบรายละเอียดของคนไข้ ทราบประวัติสุขภาพ? ประวัติการรักษา การให้ยา แพ้ยา การใช้ยา ของคนไข้ได้ เพื่อประสิทธิภาพการรักษา และการควบคุมโรค (กรณีเกิดโรคระบาด) กลุ่ม EU ไม่ได้สนใจเรื่องการพัฒนาด้าน Software as a Service มากนัก แต่เน้นเรื่องการพัฒนา Service Adaptor หรือ Service APIs และ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การใช้ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ สำหรับ Government Cloud ในบ้านเรา ผมยังไม่ทราบทิศทางว่าเป็นอย่างไร แต่ผมชอบคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่ว่า “หลายๆ ที่มักคิดถึงเรื่อง Hardware, Software ฯลฯ แต่ไม่ได้แก้ปัญหา ทราบเป้าหมายที่แท้จริง และความต้องการที่แท้จริงในการทำ Government Cloud” ซึ่งเป็นอะไรที่โดนใจผมมากครับ 🙂

อบรม Open Source Fast Track Programme

ข่าวฝากประกาศ ~ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขอเชิญผู้ประกอบการธุรกิจซอฟต์แวร์เข้าร่วมโครงการ อบรมหลักสูตร ?เสริมสร้างทักษะการใช้ Open Source Software เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการ? ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนสร้างนวัตกรรมซอฟต์แวร์ใหม่ หลักสูตรที่จะจัดขึ้นมีจำนวนทั้งหมด 8 หลักสูตร ดังนี้

  1. Open Source Collaborative Development Environment
  2. Enterprise Linux System Administration
  3. Java Enterprise Application Development
  4. Enterprise PHP Development with ZendFramework
  5. PostgreSQL Enterprise Database Administration
  6. Tablet & Mobile Programming with Android Platform
  7. Software as a Service (SaaS) and Cloud Programming
  8. Alfresco Enterprise Content Management

หลักสูตรเรียนลัด ประยุกต์ใช้งานได้เลย ไม่มีที่ไหนอบรมให้ได้อย่างนี้อีกแล้ว รีบสมัครด่วน! รับจำนวนจำกัด อย่ารอช้าคลิกสมัครเข้าร่วมโครงการได้เลยตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.sipa.or.th/ossfasttrack

บริจาคเลือด

ผมเป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยานิดหน่อย แต่ไม่ได้กลัวของแหลมๆ นะครับ หลังจากเมื่อปีที่แล้วผมเป็นไข้เลือดออกครั้งแรกในชีวิตและโดนดูดเลือด 4 หลอดทุกๆ เช้า ทำให้ผมรู้สึกหายกลัวเข็มไปได้ระยะนึง เพราะยังไงก็ไปไหนไม่รอดอยู่แล้ว หลังจากนั้นผมก็พยายามฝืนที่จะไม่กลัวเข็มฉีดยาอีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไป The Mall โคราชเพราะนัดแฟนที่นั่น ไปกินอะไรอร่อยๆ แล้วก็ดูหนังซักเรื่อง แล้วค่อยเดินทางกลับกรุงเทพฯ พอกิน Hotpot เรียบร้อยจนอิ่ม เดินไปดูรอบหนัง ข้างหน้า Fitness Fist มีหน่วยรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่ แฟนผมท้าว่ากล้าบริจาคเลือดหรือเปล่า เพราะเขาเคยบริจาคเลือดมาแล้ว ผมก็เลยนึกสนุกอยากลองบ้างและอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ผมก็เลยเดินไปกรอกใบสมัคร เจาะเลือดตรวจเบื้องต้น เพื่อดูว่าเลือดใช้ได้หรือเปล่า ซึ่งโชคดีที่ความเข้มข้นของเลือดของผมอยู่ปานกลาง 14.4 (ผมนอนดึก) สามารถบริจาคเลือดได้ ก็เลยได้ขึ้นเขียง เอ้ยขึ้นเตียง
ขนะที่ผมนอนอยู่บนเตียงเตรียมเจาะ แฟนผมแซวว่าเข็มที่ใช้เจาะใหญ่เท่าหลอดกาแฟ ก็ทำให้ผมถอดใจนิดหน่อยและในใจก็พยายามนึกว่าหลอดกาแฟนี่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดไหน แล้วถ้าเข็มเท่าหลอดกาแฟจิ้มลงไปในเนื้อนี่ผมจะเจ็บมากมั๊ย ด้วยความไม่ประมาทเลยหันไปถามเจ้าหน้าที่ว่า “ขอโทษครับ เข็มที่จะเจาะเนี่ยใหญ่เท่าหลอดกาแฟเลยเหรอ” เจ้าหน้าที่ที่เป็นคนเจาะเลือดคงจะกลั้นหัวเราะ แล้วบอกผมว่าเข็มไม่ได้ใหญ่มากขนาดนั้น “แค่หลอดดูดนมเปรี้ยว” ว่าแล้วก็เอาแท่งยางมาให้บีบเล่นแล้วก็โดนรัดต้นแขนอยากรวดเร็ว เหมือนว่ากลัวผมจะโดดหนีอะไรทำนองนั้น เจ้าหน้าที่คนเดิมเดินกลับมาพร้อมถุงและเข็มเตรียมจะเจาะ เขาก็ชวนคุยว่ามาเจาะครั้งที่เท่าไรแล้ว ผมตอบอบ่างภาคภูมิใจมากว่า “ครั้งแรกในชีวิต เพราะอยากรู้ว่าเป็นยังไง” พอสิ้นเสียงผมก็โดนเข็มเจาะไปเรียบร้อยแล้ว ผมยังไม่ได้ทันตั้งตัวเลย แฟนผมเอามือถือเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนก็เดินเข้ามาพร้อมกล้องดิจิตอล มาถ่ายภาพเก็บเอาไว้ เพื่อทำเป็นเกียรติบัตร รู้สึกเหมือนไปเที่ยวเลยแฮะ
ผมได้บัตรประจำตัวผู้บริจาคเลือดสีชมพู เข้าใจว่าเป็นบัตรของคนที่มีเลือดกรุ๊บ B ด้านหลังบัตรมีคำแนะนำเกี่ยวกับการบริจาคเลือดให้อ่าน มีบันทึกการบริจาคเลือดด้วย ของผมครั้งที่ 1 รพ.มหาราช นม. 14.4 เท่เลยครับ 🙂 เจ้าหน้าที่เอาแท่งยางมาให้บีบเล่นเพื่อเร่งจังหวะการบีบตัวของเส้นเลือดให้ลงในถุงเร็วขึ้น ผมก็เลยเร่งสปีดทำเวลาให้เต็มถุงเพราะอยากไปดูหนังเร็วๆ ซึ่งคิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน หลังจากเอาเข็มออกก็รู้สึกว่า ตัวเย็นๆ เบลอๆ เจ้าหน้าที่ถามว่าไหวมั๊ย ตอบได้อย่างเดียวว่าตอนนี้ผมรู้สึก เบลอมากๆ เขาก็เลยให้ผมยึดเตียงนอนต่อ เอาแอมโมเนียมาให้ดมและแน่นอนผมเกลียดกลิ่นแอมโมเนียมากๆ ซึ่งมันไม่ค่อยจะได้ช่วยผมมากนัก หลักจากรู้สึกดีขึ้นก็เลยลงจากเตียง กินน้ำ ขนม ผมไม่กินนมเพราะเหมือนจะเป็นนมเปรี้ยว หยิบยาบำรุงมาซองหนึ่ง แล้วเดินไปนั่งที่เบาะของโรงหนัง ผมมองทางเข้า “ลีนคาราโอเกะ” ก็พบว่าผมมองอะไรไม่เห็น มันค่อยๆ มืด เสียงที่ได้ยินเริ่มไม่ได้ยิน จากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวอะไรเลย หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดภาษาละตินข้างๆ หู ซึ่งผมพยายามจับใจความแต่ก็จับใจความไม่ได้ว่าเขาพูดว่าอะไร แล้วก็ได้ยินเสียงแฟนผมเรียกชื่ออยู่ 3 ครั้ง ผมก็รู้สึกปวดที่เอว ต้นแขนซ้าย เพราะเป็นตะคริวจนต้องร้องโอยๆ พอได้สติก็เลยพยุงตัวนั่ง พบว่าผมเหงื่อออกเยอะมากเหมือนไปวิ่งมาเลย และรู้สึกงงๆ ที่แฟนผมทำหน้าตาตื่น พอนึกขึ้นได้ อ้าวเป็นอะไรไปเนี่ย สงสัย “เป็นลม” อย่างแน่นอน แฟนผมก็เลยแซวว่าบริจาคเลือดนิดเดียวทำเป็นลมไปได้ ว่าแล้วก็ควานเอามือถือในกระเป๋าผมถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกอีกหลายภาพ

ผมเข้าใจเลยว่าอาการของคนที่เสียเลือดมากอย่างรวดเร็วอาการเป็นยังไง อาการหน้ามืดแล้ววูบไปเฉยๆ เป็นยังไง ก็เลยคิดว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าต้องบริจาคเลือดอีก เพราะอยากรู้ว่าจะวูบอีกมั๊ย ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และรู้สึกตื่นเต้นดี อ้อผมได้เกียรติบัตรหน้าตาอย่างนี้ครับ

มีรอยช้ำตรงข้อพับนิดหน่อยและรู้สึกดีขึ้นบ้าง