คำถามยอดฮิตในวันสุดฮอท

ข่าวจากโทรทัศน์ได้ผลเสมอ หลังจากที่ SIPA เปิดบ้านใหม่พร้อมแถลงข่าวเรื่องการลดละเลิกละเมิดสิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ใน ประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือองค์กรหรือหน่วยงานให้มาใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สซึ่ง ดูเหมือนไม่ได้จริงจังมากนัก แต่ข่าวการประกาศจับจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก. ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งเวลาเอาไว้ในวันที่ 26 ตุลาคม 2552 นี้ว่าจะปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ภายใต้โครงการ “ป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ปีที่ 2” และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ภายใต้โครงการนี้เช่นกัน? ประกอบกับข่าวทางโทรทัศน์เมื่อเช้าวันนี้ (20 ตุลาคม 2552) และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับได้ประกาศข่าวเรื่องนี้กันตั้งแต่เช้า เล่นเอางานเข้าแต่เช้า ทีมงาน ThaiOpenSource.org รับโทรศัพท์กันแทบไม่ทัน พยายามให้รายละเอียดที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาสอบถาม เอาเป็นว่า มาสรุปคำถามและคำตอบกันอีกรอบครับ

คำถามที่มักพบบ่อย ตลอดทั้งวันนี้ ได้แก่

ถาม : Chantra เป็น Windows
ตอบ : ไม่ใช่ Chantra เป็นแผ่นรวมโปรแกรมโอเพนซอร์สที่ได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับการใช้งาน

ถาม : Chantra เป็นระบบปฏิบัติการ (OS)
ตอบ : ไม่ใช่ อ่านข้างบน :P

ถาม : Suriyan เป็น Windows
ตอบ : Suriyan? เป็นระบบปฏิบัติการมีพื้นฐานมาจากลินุกซ์ชื่อ Club Distro Prompt Edition (PE) 9.05 โดยทีม Thai Loco Team ของ Ubuntu Club ไม่ใช่ Windows

ถาม : SIPA จะไปจับคนใช้ คนซื้อ คนผลิตซอฟต์แวร์ละเมิดใช่หรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ใช่ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ Continue reading

อายมั๊ย? ที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดฯ

ซื้อ Windows Vista ชุดนึงครับ! เสียงเด็กน้อยลูกครึ่งไทย-เยอรมัน? พนักงานขายทำหน้างงๆ แล้วหยิบกล่อง Vista ยื่นให้เด็กน้อยพร้อมเรียกให้ไปชำระสินค้า เด็กน้อยเดินอมยิ้มออกมาจากร้านขายคอมพิวเตอร์พร้อมกับกล่อง Windows Vista ที่เขาต้องการ แต่พนักงานขายกลับมองตามหลังแล้วเปรยขึ้นว่า ซื้อแผ่นละ 50 บาท ก็ได้ตั้งหลายโปรแกรม จนทำให้พนักงานขายอีกคนต้องพูดแย้งขึ้นว่า เด็กคนนั้นทำถูกแล้ว! อายเด็กมั๊ย? ที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องขำขัน ที่เราทุกคนขำไม่ออก เพราะเด็กตัวเล็กๆ ยังรู้จักเลือกและรู้จักใช้ หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือจงใจละเมิดลิขสิทธิ์โดยการคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง และแคร๊ก (crack) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่มีมาอย่างต่อเนื่องและนานมากกว่า 10 ปี จนทำให้ประเทศเราหลงลืมคำว่าสัญญาอนุญาติ คำว่าลิขสิทธิ์ ไป หลายหน่วยงานพยายามที่จะให้คนไทยจดสิทธิบัตร, ลิขสิทธิ์ และทรัพสินทางปัญญาที่ทว่าตนเองก็ละเมิดสิทธินั้นเช่นกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์ที่มีราคาแพง ซึ่งแพงกว่าค่าคอมพิวเตอร์ที่คุณซื้อเสียอีก ทำไมไม่เสียเงินแค่ 50-250 บาทเพื่อซื้อโปรแกรมพร้อมแคร๊ก ที่สามารถใช้งานได้จนกระทั่งคอมพิวเตอร์เสียหรือใช้งานได้จนกระทั่งคุณตาย แล้วสิทธิ์ที่บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ที่อนุญาติให้เราคุ้มค่าแล้วหรือกับเงิน ที่ต้องลงทุนไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คำถามเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วก็หายเงียบไปพร้อมกับกระแสและกาลเวลาแล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือน เดิม มีแผ่น Windows Vista มั๊ย มี crack มั๊ย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจทำให้คนที่คิดว่า ไม่เป็นไรน่า เขาก็ใช้กัน ใครๆ ก็ก๊อปทั้งนั้น ไม่มีใครใช้ของแท้หรอก ฯลฯ ทำให้ประเทศไทยเราตกอยู่ในสายตาของประเทศมหาอำนาจ แต่สายตาที่มองมากลับชิงชังแกมรังเกียจ ใครจะกล้ามาลงทุน ใครจะกล้ามาสร้างสิ่งใหม่ๆ ในประเทศไทย ทำแล้วคุ้มหรือไม่ที่จะโดนก็อป เงินที่ลงทุนไปกับธุรกิจซอฟต์แวร์ทั้งเรื่องคน เรื่องการพัฒนา กลับขายได้ราคาต่ำติดดิน รายได้ที่ได้กลับไหลไปสู่แหล่งจำหน่ายซอฟต์แวร์ละเมิด ภาครัฐพยายามกระตุ้นให้มีการลงทุนทางด้านธุรกิจซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ให้นักลงทุนมาตั้งบริษัท สร้างงาน สร้างรายได้ แต่รายได้เหล่านั้นที่บริษัทจะสร้างผลกำไร กลับกลายเป็นการเสียภาษีให้กับรัฐแถมโดนปล้นจากอาชญากรทางด้านซอฟต์แวร์ ที่ตามก็อปและตามแคร๊ก พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นนิสัยที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากผู้ใหญ่ไปสู่เด็ก จากครูอาจารย์ไปสู่นักเรียนนักศึกษา แล้วคุณคิดว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่ตัวของคุณเอง ใช่ครับ อยู่ที่ตัวของคุณเอง ที่จะเป็นคนกำหนด เด็กน้อยลูกครึ่งน่ารักคนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ควรศึกษา การเริ่มต้นใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่ละเมิดด้วยตัวของคุณเองเป็นจุดเริ่มต้นที่จะ ทำให้ประเทศนี้รอดพ้นคำครหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อยากทำเอาท์ซอร์ส สร้างมาตรการป้องกันการละเมิดให้กับคนอื่น แต่ตัวเองยังละเมิดอยู่ทุกวัน ใครเล่าจะแก้ปัญหานี้ได้ คำตอบอยู่ที่ตัวของคุณเองหลายคนต่างก็พยายามรณรงค์ให้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพน ซอร์ส ไม่ใช่เพราะความต้องการที่จะใช้ แต่จำต้องใช้เพราะจะโดนจับ จะถูกปรับ ต้องเสียเงิน หากคุณทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วทำไมยังละเมิด! ใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องทำตามสัญญาอนุญาติอย่างเคร่งครัดเท่านี้ คุณก็ไม่ต้องเสี่ยงอีกต่อไปแล้ว หลายคนคิดว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการนำเอาไปใช้ Continue reading

ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เด็กไทยฉลาด?

เคยได้ยินคนระดับที่ปรึกษาองค์กรใหญ่ๆ หลายคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงเรียน/สถานศึกษาใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนไม่เป็นไร เด็กจะได้ฉลาด ไม่มีใครมาตามจับหรอก เพื่อการศึกษา ฯลฯ แต่ไม่เห็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาเข้าโครงการ Microsoft Education Alliance มากนัก เพราะอะไร? ทั้งๆ ที่โครงการเหล่านี้เอื้อประโยชน์กับสถานศึกษาที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพ ทางการศึกษาสร้างความฉลาดในการใช้งานซอฟต์แวร์ สร้างความฉลาดในการศึกษาหาความรู้ ยังจำลางๆ ได้ว่ามีนักศึกษาไทยคว้ารางวัล Imagine Cup มาได้ถือว่าเป็นเกียรติประวัติกับตัวนักศึกษาเอง และเกียรติประวัติประเทศไทยที่ได้ประกาศตัวเองแล้วว่ามีกึ๋น แต่กึ๋นและรางวัลที่ได้มา มาจากการใช้ซฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย

มี หลากหลายโครงการเพื่อสถาบันการศึกษาได้เรียนรู้และศึกษาการใช้งานซอฟต์แวร์ อย่างถูกวิธี และลดการละเมิดมีหลายโครงการ มีโครงการหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร และการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน (DAE : E-Private School) โรงเรียนเอกชนจะได้รับผลิตภัณฑ์ที่สั่งซื้อ และสิทธิในการใช้โปรแกรมด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ตลอดจนการ Download โปรแกรมมาใช้งานเพื่อการศึกษา ซึ่งสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิพิเศษ ได้ใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft Windows Vista Enterprise Upgrade และ Microsoft Office 2007 Enterprise และซอฟต์แวร์ทางด้านการศึกษาอย่าง Microsoft Math, Microsoft E-Learning, Microsoft Digital Literacy, Microsoft Learning Essentials และ MS Office Communicator 2007 การเข้าร่วมโครงการที่มีประโยชน์ เหล่านี้ทำให้เด็กไทยฉลาด ไม่ใช่การใช้ซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์

คงไม่ต้องบอกว่าสิทธิ ประโยชน์ของการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์มีอะไรบ้าง คิดแบบเร็วๆ ก็มี trojan, malware, virus, rootkit และค่าปรับจากการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับ ดูแล้วไม่ดีเลย แล้วเด็กไทยจะฉลาดอย่างไร? พยายามเขียนโปรแกรมดัก memory address เพื่อ by pass การใส่รหัสลงทะเบียนหรือ? บางสถานศึกษาสอนให้นักเรียนแคร๊กซอฟต์แวร์ โดยทำเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติของการติดตั้งโปรแกรม เห็นอย่างนี้จะบอกเด็กๆ ที่กำลังเป็นอนาคตของชาติไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้อย่างไร?

การ ที่หลายฝ่ายเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการชักชวน เข้าร่วมโครงการอย่าง Microsoft Education Alliance, DAE : E-Private School, Students to Business, Imagine Cup, DreamSpark ช่วยให้เด็กและผู้ใหญ่เข้าใจเรื่องสิทธิและลิขสิทธิ์มากขึ้น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากซอฟท์แวร์ที่ถูกต้องตาม กฎหมาย สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสถาบันการศึกษา ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนซอฟท์แวร์รุ่นใหม่ได้ สร้างความฉลาดในทางสร้างสรรของเด็กไทยเกิดขึ้นได้แน่นอน ดีกว่าสอนให้เด็กละเมิดลิขสิทธิ์อย่างตั้งใจ

บริการ Print on-demand กับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

เทคโนโลยีการพิมพ์ในปัจจุบันพัฒนาไปมากไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร หรือแม้กระทั่งเครื่องเข้าเล่มอัตโนมัติ หลายคนอาจใฝ่ฝันว่าอยากจะมีหนังสือสักเล่มเป็นของตัวเองที่ไม่ใช่หนังสือทำ มือกระดาษเปื่อยๆ แต่เป็นหนังสือที่มีรูปเล่มสวยงามปกอาร์ทมัน วางจำหน่ายตามแฝงหนังสือ ให้เราเดินผ่านแล้วอมยิ้มแล้วคิดในใจว่า “หนังสือกูวางแผงแล้วโว้ยยย” แต่ในความเป็นจริงนักเขียนอิสระที่ต้องการมีหนังสือของตนเองแล้ววางแผง หนังสือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากคุณไม่เก่งเรื่องภาษาและเรื่องที่คุณนำมาเขียนไม่โดนใจคนอ่าน หรือไม่เข้าตลาด ไม่เข้ากลุ่มเป้าหมาย ไม่เข้ากระแส หนังสือของคุณก็ไม่ได้พิมพ์อย่างแน่นอน (ผมโดนมาแล้วตั้ง 2 เล่มแน่ะ) ดังนั้นการพิมพ์หนังสืออกมาจำหน่ายในแต่ละครั้งมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งระยะเวลาและตัวนักเขียนเอง หากจะต้องทำหนังสือที่ต้องวางแผงเร็ว เพื่อให้ทันกับช่วงเหตุการณ์พิมพ์ครั้งเดียวแล้วไม่พิมพ์อีกเลยก็เป็นเรื่อง ที่ต้องชั่งเวลากันพอสมควร รู้สึกว่าจะนอกเรื่องไปหน่อย แต่อยากให้หลายๆ ท่านเห็นอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ในเรื่องของการพิมพ์หนังสือผ่านทางโรงพิมพ์หรือสำนักพิมพ์บ้างพอสังเขป

เอา ล่ะมีโรงพิมพ์สมัยใหม่มีบริการ POD หรือ Print On Demand ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่นักเขียนอิสระสามารถสร้างสรรผลงานหนังสือทำมือสุดสวย ได้เช่นกัน ซึ่งคุณสามารถเลือกกระดาษ เลือกรูปเล่ม ฯลฯ นั่นทำให้การจัดพิมพ์หนังสือสักเล่มไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ว่าแต่ว่ามันเกี่ยวข้องกับโอเพนซอร์สหรือซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างไร? ทุกวันนี้เรายังต้องเดินไปร้านเหล่านี้กันมั๊ยครับ? นั่นคือคำถาม คำตอบง่ายๆ ไม่ต้องก็ได้ ส่ง e-mail หรือแผ่น CD ไปให้ก็ได้ แล้วก็รอตรวจงาน ก็แค่นั้น อืมม… แหมรู้สึกจะง่ายไปหน่อย เดี๋ยวจะลองยกตัวอย่างโรงพิมพ์หนึ่งที่ผมเองชอบมาก แต่ไม่ได้ใช้บริการสักที โรงพิมพ์นี้มีบริการแบบ POD ด้วยครับ ซึ่งแนวคิดง่ายๆ คือสมัครสมาชิกบนเว็บไซต์ ส่งไฟล์ผ่านหน้าเว็บโดยไฟล์ที่ส่งเป็นไฟล์ Microsoft Word, PDF, Zip ก็ได้ ระบบจะส่งไฟล์ พร้อม Memo ถึงสำนักพิมพ์ว่าจะให้ทำอะไรกับไฟล์เหล่านี้ สำนักพิมพ์จะเห็นงานของลูกค้าแต่ละคนเป็นถังๆ แยกกันไป ไม่ปนกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่แล้วล่ะว่า เจ้าหน้าที่คนไหนว่างก็จัดการงานลูกค้าที่ส่งไฟล์เข้ามาได้เลย ไม่ว่าจะสั่งพิมพ์ จัดทำรูปเล่ม จัดเลย์เอาท์หน้า ทำต้นฉบับ ฯลฯ แต่ที่น่าตื่นเต้นมากกว่านั้น ทางโรงพิมพ์สุดเจ๋งนี้สนับสนุนให้ลูกค้าส่งไฟล์ในรูปแบบ PDF ครับ ซึ่งเป็น PDF ที่สั่งพิมพ์ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า GhostScript ซึ่งเจ้า GhostScript นี้จะทำหน้าที่เป็นตัวจัดการเอกสารจาก Microsoft Word, WordPad ให้เป็นเอกสาร PDF ได้อย่างง่ายดาย และใช้งานเจ้า PDF นี้ไปจัดการ Layout ในโปรแกรมอื่นๆ ต่อได้เลย เจ๋งมั๊ย เอาล่ะ หากนักเขียนอิสระชอบจัดรูปแบบหน้าหนังสือของตัวเองแล้วล่ะก็สามารถพิมพ์ออก มาเป็น PDF แล้วอัพโหลดไปให้ทางโรงพิมพ์ได้เลย ทีนี้ก็เหลือเพียงหน้าปก การเลือกคุณภาพของกระดาษ และรูปแบบรูปเล่ม ที่จะต้องติดต่อกับโรงพิมพ์ให้ออกแบบและจัดพิมพ์ให้ Continue reading

โอเพนซอร์สไม่ใช่ซอฟต์แวร์ทางเลือก

ช่วง 2-3 เดือนมีนี้มีข่าวดีในเรื่องการการลดราคาซอฟต์แวร์หลายตัวทั้งไทยและเทศ ที่บอกว่าทั้งไทยและเทศหลายคนอาจคิดว่า “คิดหรือว่าเขาจะลดจริง” จากที่สืบราคามาลดจริงๆ ครับที่เป็นเพียงแคมเปนจ์เริ่มแรกเพื่อกระตุ้นการซื้อซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมาย และการหันมาใช้ซอฟต์แวร์ของคนไทยบ้าง มหกรรมลดราคาซอฟต์แวร์ตั้งแต่ 30-50% โดยหวังว่าจะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลง 20% และจะสามารถลดการละเมิดได้ถึง 50% ในอีก 2 ปีข้างหน้า นั่นมายความว่าตารางลำดับประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์จากอันดับต้นๆ จะต่ำลงไปเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ การเจรจากับผู้ผลิตซอฟต์แวร์นำโดย SIPA ให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพิ่มจำนวนซอฟต์แวร์และเพิ่มสิทธิพิเศษให้มากขึ้นจะส่ง ผลดีกับผู้ใช้ที่จะมีโอกาส “เอื้อมถึง” ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมายเสียที สำหรับแคมเปนจ์นี้มีถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้นครับ รายละเอียดต่างๆ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ SIPA ได้

แต่จั่วหัวในเรื่องของซอฟต์แวร์ไทย ราคา 90 บาท ทำได้จริงหรือ? ได้ทรายข่าวจาก บริษัทซีเนียร์ คอม จำกัด ได้สร้างแคมเปนจ์ใหม่โดยเป้าหมายเดียวกันคือธุรกิจ SMEs ซึ่ง สนช. และบริษัทซีเนียร์ คอม จำกัด นำรูปแบบลิขสิทธิ์แบบแชร์แวร์มาประยุกต์ใช้ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งาน ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องได้เช่นกัน โดยซอฟต์แวร์ที่นำทัพมาจำหน่ายเพียง 90 บาทนี้ ได้แก่ ระบบบัญชีทั่วไป และบริหารงานบุคคลและเงินเดือน พร้อมคู่มือใช้งาน และในปลายปีนี้จะมีโปรแกรมการขายและลูกค้าสัมพันธ์ และโปรแกรมงานบริการชุดใหม่ ออกตามมา ในหลายภาคส่วนพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์โดนการแก้ปัญหาที่ ต้นตอในเรื่องของราคา ทำให้มีความคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ซึ่งก็ขอให้เป็นเช่น นั้น Continue reading

Knowledge Capsule กับการศึกษาองค์ความรู้ใหม่ๆ

เมื่อต้นเดือนได้มีโอกาสไปงาน MICT สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งเป็นงานแสดงนวตกรรมใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยี รวมทั้งโอกาสการสร้างงานจาก เทคโนโลยีทางด้านไอที แต่ในบทความนี้คงไม่ได้กล่าวถึงด้านไอทีหรือเทคโนโลยีอะไร แต่อยากบอกว่าได้อะไรจากการไปร่วมงานในครั้งนี้มากกว่า หัวใจของงานนี้มีหลายอย่างแต่สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจกลับเป็น Knowledge Capsule ที่มีชายแก่ๆ เป็นกราฟิก 3 มิติยืนพูดอยู่ในนั้น หาสังเกตดีๆ ชายแก่คนนั้นคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ตอนที่มีอายุมากแล้ว กราฟิก 3 มิติเล่าชีวประวัติของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นภาษาไทย ผมคิดว่าเข้าใจง่ายมาก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในชายแก่ 3D นี้คือแนวทางการศึกษาในสิ่งที่เค้าสนใจ และแหวกแนวกว่าคนอื่น สูตรสมการและทฤษฎีสัมพันธภาพอันโด่งดังของชายแก่คนนี้คงไม่เป็นที่กังขามาก นักในแง่ฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ชายแก่ตนนี้อธิบายแนวทางการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเขานั้นน่า สนใจมาก ผมคงไม่สามารถอธิบายในความหมายได้มากไปกว่าความรู้สึกประทับใจใน Knowledge Capsule ถึงแม้ว่าคนที่เข้าไปชมบูธนี้จะน้อยมากๆ แต่เพียงประโยคที่ว่า “มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้น ที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต” ทำให้ผมอึ้งไปได้นานเลยทีเดียว

สำหรับ ปรัชญาของ Free Software สิ่งที่ RMS ต้องการ คือ การสร้างสังคมในอุดมคติ แต่สังคมนั้นไม่ได้อยู่ในสังคมจริงๆ ที่เราใช้ชีวิตกันอยู่นี้ สังคมที่ว่านี้คือ “ชุมชนนักพัฒนาซอฟต์แวร์” นั่นเอง การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านซอฟต์แวร์แล้วให้กับสังคมหรือชุมชนใช้ แก้ไข ปรับปรุง และแจกจ่ายได้ กลายเป็นต้นแบบวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบใหม่ๆ หลากหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น Apache, SAMBA, Linux รวมไปถึง Distribution อื่นๆ และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เราใช้กันอยู่ จากชุมชนผู้พัฒนาที่ต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ออกมาให้ผู้อื่นได้มีโอกาสใช้ อย่างเสรี กลายเป็นประโยชน์มหาศาลในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ ซึ่งหมายรวมไปถึง นวตกรรมใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน จากช่วงเวลาที่ผ่านมา 26 ปีมานี้ เราเห็นการเติบโตทางด้านซอฟต์แวร์พุ่งสูงขึ้นตลอดเกือบทุกปี และการยอมรับการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สขององค์กรก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในต่างประเทศการศึกษาสิ่งใหม่เป็นเรื่องที่ไม่ได้แตกต่างจาการเรียนรู้ เรื่องง่ายๆ อย่างเป็นไข้ก็กินยาลดไข้ ในหลายประเทศใช้กลวิธีในการศึกษาเพื่อให้ประชากรมีสังคมการเรียนรู้อยู่ตลอด เวลา เป็น “มนุษย์คู่มือ” เป็น “หนอนหนังสือ” นั่นหมายความว่าการศึกษาสิ่งใหม่ๆ จะทำได้ง่ายมากขึ้น Continue reading

ทำไมนักศึกษาควรพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ตอนที่ 2

คราวที่แล้วได้อธิบายเหตุผล 3 ข้อที่คุณได้แน่นอนจากการพัฒนาหรือเข้าร่วมโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไป แล้ว สำหรับบทความในตอนนี้เป็นวิธีการนำเสนอหรือใช้ประสบการณ์ที่ได้รับในการ สมัครงาน ถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่สิ่งแรกที่คุณจะต้องได้รับคือประสบการณ์จากการศึกษา นั่นคือคุณจะต้องจบการศึกษาเนื่องจากผู้จ้างงานจะพิจารณาคุณสมบัติทางการ ศึกษาเป็นอันดับแรก หากท่านเคยทำงานที่อื่นมาก่อนการพิจารณาคุณสมบัติทางการศึกษาจะน้อยลงไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้จ้างงานจะพิจารณา) สำหรับการเขียน resume นำเสนอตัวคุณเอง และประสบการณ์การพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ส่งที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาการจ้างงานคือ ทักษะ, ประสบการณ์, การอ้างอิง และข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ลองมาดูกันกันครับ

บริษัทส่วนใหญ่จะมีเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ ตรวจสอบ resume อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วน HR หรือเจ้าหน้าที่ส่วนงานที่คุณจะต้องเจ้าไปทำดังนั้นการนำเสนอข้อมูลด้าน ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะต้องทำเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเขียนลงใน resume แล้วคุณจะเขียนอะไรลงไป? หากนึกไม่ออกให้คุณนึกถึงคำถามต่อไปนี้ คุณใช้ระบบควบคุมเวอร์ชั่นชื่ออะไร? ใช้ IDE อะไร? ภาษาที่คุณถนัดหรือเคยเขียน? ใส่ความชำนาญเขาไปในแต่ละทักษะจะทำให้ resume ของคุณบ่งบอกถึงตัวคุณเองได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ใช้ git และ mercurial เป็นระบบ version control นอกจากทักษะด้านการใช้เครื่องมือคุณยังสามารถเพิ่มข้อมูลด้านทักษะอื่นๆ จากการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สได้อีก เช่น สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้, ทำงานร่วมกับอาสาสมัครได้เป็นจูงใจการทำงานของอาสาสมัคร, เขียนระยะเวลาหรือประสบการณ์การ maintainance ซอฟต์แวร์ที่คุณร่วมพัฒนา Continue reading

ทำไมนักศึกษาควรพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

เรื่องของเรื่องไม่ได้ตั้งใจอยากเขียนเรื่องนี้ อีกอย่างหัวข้ออาจออกแนวสมัครงานแต่บทความที่จะเขียนต่อไปนี้น่าจะมี ประโยชน์กับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาหรือศึกษาอยู่ได้เป็นอย่าง ดี บทความนี้มีแรงบันคาลใจหลายอย่างที่ปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ทั้งที่เป็นโอเพนซอร์สและไม่เป็นโอเพนซอร์ส เดี๋ยวคงได้แจงรายละเอียดให้ได้ทราบกันอีกที หากพูดถึงซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลายคนก็มักจะคิดถึงเรื่องไม่มีค่าใช้จ่าย ฟรี พัฒนาต่อได้ ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ผู้ใช้ ในแง่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น นักเรียน หรือนักศึกษาที่พัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สจะได้อะไรบ้าง มีประโยชน์ในการหางาน หรือโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานมีมากน้อยเพียงไร ในแง่มุมนี้ยังไม่มีใครกล่าวถึงกันมากนัก บทความนี้จึงขออธิบายและสรุปจากประสบการณ์ของนักพัฒนาในชุมชนโอเพนซอร์สและ รวมถึงผู้เขียนเอง

หากมาพิจารณาว่าผู้ว่าจ้างหรือบริษัทมองเห็น ประโยชน์จากประสบการณ์ที่ได้จากโอเพนซอร์สหรือเปล่า? คำตอบคงขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างหรือบริษัทนั้นๆ แต่หากคุณเคยทำงานร่วมกับโครงการโอเพนซอร์สมาบ้าง โอกาสที่จะได้รับการจ้างงานก็มีสูงมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มาลองดูเหตุผลลึกๆ และประโยชน์ที่จะได้จากการร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส Continue reading

Wikibook, Free Knowledge ที่แท้จริง

เห็น SIPA จะออกหนังสือ 3 เล่มใหม่ซึ่งออกเป็นหนังสือเล่มๆ และออกเป็น wikibook ซึ่งในกรณีหลังน่าสนใจมากครับ wikibook เป็น on line Free Knowlegde อย่างแท้จริง ซึ่งหนังสือบางเล่มน่าสนใจมาก (ของต่างประเทศนะครับ) wikibook เป็นแหล่งค้นหาความรู้อีกแหล่งหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากจะมีหนังสือที่ชุมชนช่วยกันเขียนยังมีหนังสือที่ไม่ได้การตีพิมพ์แต่ ตั้งใจสื่อสารออกมาในรูปแบบ wiki การอ่านหนังสือใน wikibook คงเทียบไม่ได้กับการอ่านบน scribd หรือ issu เนื่องจากการนำเสนอข้อมูลคนละแบบสีสรรค์คงได้ไม่เท่ากับสื่อมัลติมีเดียแบบ นั้น แต่การอ่านและการเขียนร่วมกันสามารถสร้างสรรค์องค์ความรู้ได้มากมายกว่า อย่างแน่นอน สำหรับหนังสือทั้ง 3 เล่มของ SIPA คงจะมาอยู่ใน wikibook นี้หละครับ สำหรับท่านที่ชอบหนังสือเป็นเล่มๆ พกพาได้สะดวกก็คงต้องอดใจรอที่แผงหนังสือครับ สำหรับวันเวลาการวางแผงนี่ยังไม่มีข่าวออกมาครับ

ไหนๆ ก็เขียนเรื่อง wikibook มาแล้วมาดูสถานะของ wikibook ภาษาไทยกันดีกว่าครับ ผมสังเกตมา 2 วันว่า wikibook ภาษาไทยไม่ค่อยได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ท่องเว็บคนไทยสักเท่าไร สังเกตจากจำนวนหนังสือ 750 เรื่องแต่ส่วนใหญ่มีการเขียนเพียง 25% ของเนื้อหาของผู้เขียนแต่ละท่านตั้งใจไว้ สรุปแล้วไม่ค่อยมีความก้าวหน้าด้านเนื้อหา และผู้เข้าชมสักเท่าไรครับ 2 วันมานี้ผมอ่านและเขียน wikipedia และเขียนหัวข้อสำหรับ wikibook ไว้สัก 2 เล่ม คิดว่าจะได้เขียนเร็วๆ นี้ครับ หากไม่มีงานอื่นมาแย่งเวลาผมไปนะครับ (ตอนนี้ผมค้างงาน thaiopensource.org กับ bloodmoon ไว้ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ)

ข้อ ดีของการเขียนสไตล์ wiki คือใครๆ ก็เขียนได้ ใครๆ ก็แก้ไขได้ แต่เท่าที่ผมดูใน wikibook กลายเป็นว่าใครๆ ก็วางโครงเรื่องได้ ส่วนเนื้อหาก็ค่อยมาว่ากันอีกที กลายเป็นว่าพากันมาวางหัวเรื่องแล้วรอคนเขียนซะงั้น ก็แปลกดีครับ เอาเป็นว่าอยากให้ท่องคำว่า “อยากได้อะไรก็ต้องทำเอง” ของ mk เข้าไว้ ซึ่ง “โดน” มาก จะรอคนอื่นมาเขียน มาทำให้ คงเป็นไปไม่ได้ครับ หากไม่มีคนเริ่มเดินก่อนเป็นตัวอย่าง ก็คงไม่มีคนเดินตามต่อไปเรื่อยๆ ล่ะครับ ผมติดตามเรื่อง Free Knowledge มาสักระยะหนึ่งซึ่งคิดว่าแนวคิดแบบนี้ทำให้เราพัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น ใครมีความรู้ความสามารถเอามาถ่านทอดให้คนที่สนใจได้อ่าน ได้ศึกษา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีครับ การจะไล่อ่านตามกระทู้ หรืออ่านตาม blog ของเหล่า bloger ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการเขียนและการสร้างสรรค์ความรู้ร่วมกัน wikibook เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ

วิกิตำรา – http://th.wikibooks.org

ผลทดสอบประสิทภาพ Ubuntu 8.10, Linux Mint 6 และ gOS 3.1

gOS และ Linux Mint เป็นดิสทริบิวชั่นที่เป็นที่จับตามองซึ่งทั้งคู่พัฒนามาจาก Ubuntu โดยทั้งคู่พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ gOS มาพร้อมกับ WINE และ Google Grear ซึ่งเน้นความง่ายในการใช้งานเชื่อมโยงกับ Web 2.0 ในขณะที่ Linux Mint มาพร้อมกับชุดปรับแต่งพร้อมใช้เน้นความง่ายในการใช้งานทางด้านเดสท็อป โดยใช้ user interface ที่เหมือนกันทั้งชุด แถม driver, plug-ins, media codec และ package อื่นๆ หากถามเรื่อง performance ก้ออาจจะสงสัยกันอยู่ว่าลินุกซ์ 2 ตัวนี้เมื่อเปรียบเทียบกับ ubuntu ต้นฉบับแล้วตัวไหนดีกว่ากัน มาลองดู performance test ของ Ubuntu 8.10, gOS 3.1 และ Linux Mint 6 กันครับ

สำหรับการทดสอบ เราใช้โน๊ตบุค Lenovo ThinkPad T400 ใช้ CPU Intel Core 2 Duo T9600 ความเร็ว 2.80GHz ฮาร์ดดิสก์ความจุ 160GB ใช้ชิบประมวลผลกราฟิก Intel GMA 4500 แสดงผลความละเอียดหน้าจอที่ 1440×900 pixels มาดู Linux ที่ใช้ทดสอบแต่ละตัวกันบ้างครับเริ่มที่ Ubuntu 8.10 ใช้ Kernel เวอร์ชั่น 2.6.27, X Server 1.5.2, xf86-video-intel 2.4.1, Mesa 7.2 และ GCC 4.3.2 ใน gOS 3.1 Gadgets ใช้ Kernel เวอร์ชั่น 2.6.24 , GNOME 2.22.2, X Server 1.4.0.90, xf86-video-intel 2.2.1, Mesa 7.0.3-rc2, and GCC 4.2.4. และ Linux Mint 6 ใช้ package จาก Ubuntu 8.10 ซึ่งข้อมูลพื้นฐานเหมือนกันกับ Ubuntu 8.10 Continue reading