in Blog

บันทึกเดินทางในโครงการ OTPC แท็ปเล็ตเด็กป.1

ผมโดนเรียกตัวให้ไป Shenzhen ประเทศจีน ในโครงการ OTPC (แท็ปเล็ต เด็กป.1) อย่างกระทันหัน ก็เลยจำเป็นต้องเก็บของและจำใจไป T_T ทีมคนไทยที่ไป มี เจ๊แคท (ผู้จัดการทีม), พี่คลิม (ผู้พัฒนา LSystem) และผม (ตัวแทนจาก SIPA ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องไปทำไมเหมือนกัน) เจ๊จองตั๋วให้ทีมงานไปลงที่ฮ่องกงก่อนแล้วหาทางไป Shenzhen กันอีกที ประมาณว่าไปตายเอาดาบหน้า ~ โคตรเสี่ยงชีวิตเลยเกิดหลงทางทำไงเนี่ย ผมก็เลยต้องหาแผนที่และข้อมูลต่างๆ เอาไว้กันพลาด เช่น การเดินทาง, ค่าเงิน, เวลา, สภาพอากาศ ฯลฯ เตรียมแลกเงินแต่ก็ไม่ได้แลกเพราะว่าเจ๊แคทยังงงอยู่ว่าจะไปวันไหนดี มีเวลาเตรียมตัวอยู่ 2 วัน ซึ่งตอนแรกคิดว่าได้เลื่อนไปวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2555 แต่ก็โดนเลื่อนมาเป็นวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2555 แทน พี่วิรัตน์โทรหาผมตอนเช้าวันอาทิตย์มาเบรคผมว่าอย่าเพิ่งไปเร็วนักเดี๋ยวเอาซอฟต์แวร์ไปให้ตอนเช้า ผมก็เลยได้นั่งรอ ได้ DVD 1 แผ่น CD 1 แผ่น Thumbdrive 1 อัน SD Card อีก 1 อัน ซอฟต์แวร์การศึกษานี่มันเยอะจริงๆ ครับ 😛 พี่วิรัตน์อาสาไปส่งผมที่สนามบินแถมบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ไปสักวันจันทร์ก็ไม่มีปัญหาอะไรจะได้มีเวลาเตรียมตัวเยอะๆ สำหรับผมยังงงๆ อยู่ว่าทำไมต้องรีบไปจีน รอทางจีนทำ Sample มาให้ใหม่แล้วค่อยส่งเครื่องไปจีนสั่งผลิตก็ได้ เอาเป็นว่าโดนให้ไปก็ต้องทำใจล่ะครับ พอไปถึงสนามบินก็ต้องรออีกเหมือนเดิม เพราะผมไม่มีตั๋ว, หนังสือเดินทาง แถมขึ้นเครื่อง TG หมายเลขอะไรก็ไม่รู้ ของอยู่ที่เจ๊หมดซึ่งต้องรอเจ๊เหมือนเดิม T_T ก็เลยไปกินข้าวอร่อยๆ ที่ S&P กันก่อน ก่อนที่จะไม่ได้กินข้าวอร่อยๆ อย่างนี้อีก เพราะที่จีนกินข้าวกันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ (ผมไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับอาหารการกินที่โน่น)
นั่งเล่นที่ S&P เดินเล่นที่สนามบิน เวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง ใกล้เวลา Check-in เข้าไปทุกที เจ๊แคทกับคลิมก็เดินมาตรงช่อง TG ฝั่งขาออกต่างประเทศ ที่ผมกับพี่วิรัตน์รออยู่ พอเจ๊มาถึงก็เริ่มถกเถียงเรื่องเพลง, เนื้อหา, LO ฯลฯ ที่ยังไม่ครบเรียกได้ว่าดังจนคนรอบข้างหันมามอง ผมก็เลยตัดบทว่า “ผมกลับบ้านล่ะนะ” แต่เจ๊ก็ลากผมเข้าไปในการสนทนาอันดุเดือดจนได้ T_T ผมคิดในใจว่าต้องเจออย่างนี้อีกหลายวัน “ตายแน่ๆ น่าจะเอาที่อุดหูมาด้วย” หลังจากตกลงกันได้ พี่วิรัตน์ยกธงขาวยอมแพ้ ก็เลยได้ไปหาช่อง Check-in เพื่อโหลดกระเป๋า รับตั๋ว พี่วิรัตน์ยังเป็นห่วงพวกเราอยู่ เพราะเดินทางกระทันหันแล้วไปถึงที่ฮ่องกงตอน 2 ทุ่มซึ่งที่โน่นมืดแล้วจะเดินทางลำบาก อีกอย่างไปถึงสนามบินฮ่องกงแล้วจะไป Shenzhen ยังไงก็ไม่รู้ และที่สำคัญที่ฮ่องกงยังพอมีคนพูภาษาอังกฤษบ้าง แต่ที่จีนไม่พูดภาษาอังกฤษเลย T_T ยิ่งทำให้ผมเครียดมากกว่าเดิมอีก เจ๊แคทกับคลิมไปแลกเงิน (ที่คาดว่าจะได้ใช้ที่ฮ่องกงและที่จีน) ส่วนผมได้คุยกับ Stacy พนักงานของทาง SCOPE ซึ่งพูดภาษาอังกฤษฟังไม่ค่อยชัดนักว่าจะส่งข้อมูลการเดินทางมาให้ทาง SMS ถ้าสงสัยอย่างไรก็โทรมาได้ ผมก็บอกได้แค่ว่า “Thank you” แล้วก็รีบจดเบอร์โทรศัพท์ของ Stacy ไว้ในสมุดโน้ต
ถึงเวลาต้องเดินเข้าไปตรวจกระเป๋า ครั้งนี้ผ่านสบายๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องโดนตรวจอะไรบ้าง ก็เลยเอาออกมากองในอีกถาดหนึ่งให้เขาตรวจ หลังจากผ่านการตรวจกระเป๋าไปได้ ก็ถึงด่านที่ผมกลัวมากที่สุดคือ ตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม. นั่นเอง สาเหตุที่ผมกลัวก็คือ ตอนที่ไปทำ Passport พนักงานให้ผมเซ็นต์ชื่ออยู่ 3 รอบ เพราะว่าลายเซ็นต์อ่านรู้เรื่อง (เอ่อก็ผมเซ็นต์แบบนี้นี่นา) ก็เลยต้องบิดข้อมือเซ็นต์อีกหน่อย ทำให้เวลาเซ็นต์ชื่อใน Departure Card จะไม่ตรงกับ Passport มากนัก ผมเดินเข้าไปช่อง e-passport เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ตรวจเยอะ ปรากฏว่า scan passport ไม่ผ่าน 😉 ผมโคตรดีใจเลยโบกมือบ๊ายบายเจ๊บอกเป็นนัยว่าผมไม่ได้ไปแล้วนะ แต่เจ้าหน้าที่ ตม. ก็ใจดีให้ผมไปเข้าอีกช่องนึงที่ใช้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารแทน T_T เจ้าหน้าที่บอกว่าเครื่องตรวจไม่ฉลาดใช้คนตรวจดีกว่าเยอะ ผมก็เลยได้ไปจีนอย่างหน้าชื่นอกตรม ก้มดูหลายเลข Gate ที่ตั๋ว ผมก็ดิ่งไปที่ Gate เลย เริ่มเบื่อและเซ็งชีวิต (เพราะไม่มีตังค์ซื้อของแถว Kingpower เพราะมันแสนจะแพง เห่อๆ) พอเดินถึง Gate เจ๊แคทโทรมาถามว่า “อยู่ไหน ไม่กินข้าวเหรอ” เอ่อผมกินข้าวที่ S&P เดินเล่นทั่วสนามบินรอเจ๊เกือบ 3 ชั่วโมงแน่ะ จากที่นั่งเซ็งๆ หันไปเจอคุณป้าที่นั่งข้างๆก็เลยถามทางซักหน่อย ถ้าไปถึงฮ่องกงแล้วจะไปที่ Shenzhen ได้ยังไง คุณป้าทำหน้างงๆ แล้วเรียกลูกชายมาคุยกับผม ผมก็เลยบอกว่าผมต้องไป Shenzhen ผมจะไปได้ยังไง เพราะ Stacy บอกว่าให้ขึ้น Mini Bus ไป ลูกชายป้าทำหน้างงๆ เหมือนบอกเป็นนัยๆ ว่า “มันไม่มี Mini Bus โว้ย” แล้วบอกต่อว่าให้ใช้บริการ Airport Transport Services แทนผมเริ่มงงๆ แล้วมันขึ้นตรงไหนวะเนี่ยไอ้บริการ Airport Transport Services เนี่ย T_T
พอนั่งได้ซักพักเจ้าหน้าที่ก็เรียกขึ้นเครื่อง ผมไปเที่ยวบิน TG606 เครื่องใหญ่มาก แต่ได้นั่งท้ายลำ โคตรน่าสงสารเลย แต่ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักกีฬารักบี้ทีมอะไรซักอย่าง ดูจากกระเป๋ามาจาก New Zealand ซึ่งดูออกแนวบ้าๆ บอๆ เอาใบไม้ทัดหู ใส่เสื้อคลุมอาบน้ำ (ไม่รู้ไปขโมยมาจากโรงแรมไหน) และที่สำคัญเมามาทั้งแก๊ง ตัวแสบสุดชื่อ “สตีเวน” ทุกคนในทีมเรียก “สตีฟ” ซึ่งไอ้หมอนี่เอาเหล้า Recency ขวดเบ้อเริ้มขึ้นเครื่องด้วย ผมงงมากที่มันเดินผ่าน Gate มาได้ยังไง และที่ร้ายที่สุดคือมันนั่งข้างหลังผม พอขึ้นเครื่องซักพักทั้งแก๊งก็เริ่งส่งเสียงร้องเพลงบ้าๆ บอๆ ตามอาการคนเมา แอร์โฮสเตสและสจ๊วตก็พยายามพูดดีด้วย พี่แกมาบอกผมว่า “ขอโทษนะครับ เที่ยวบินนี้อาจจะขลุกขลักหน่อย เพราะมีนักกีฬารักบี้พลังเยอะอยู่ในวัยฉกรรจ์ขึ้นเครื่องมาด้วย” ผมก็บอกสจ๊วตไปว่า “ไม่เป็นไรมันตลกดี” พี่สจ๊วตแกก็เลยยิ้มๆ บอกรายการอาหารบนเครื่องว่าวันนี้มีอะไรกินบ้าง ผมก็เลยขอพาสต้ามาลองชิม หลังจากกินมือเย็นบนเครื่องผมก็พยายามนอนให้หลับ แต่แก๊งรักบี้ข้างหลังยังไม่หมดฤทธิ์ โค้ชที่นั่งข้างๆ ผมก็มาขอโทษขอโพยพร้อมตักเตือนลูกทีม พอหนักๆ เข้าผู้จัดการทีมใส่สูทก็เดินมาจากฝั่ง Business มาดูความเรียบร้อย แก๊งรักบี้จึงค่อยเงียบเสียงลง ผมถึงนอนหลับได้ เวลาผ่านไปเร็วมากเหมือนหลับๆ ตื่นๆ กัปตันก็แจ้งว่ามาถึงสนามบินฮ่องกงแล้ว อ้าวววว ทำไมถึงเร็วจัง กัปตันแจ้งเวลาท้องถิ่น เพราะเวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (20.30) แจ้งสภาพอากาศที่ฮ่องกงฝนตก อุณหภูมิประมาณ 19 องศา ผมก็จัดการปรับเวลานาฬิกาใหม่ แอร์โฮสเตสแจก Arrival Card ให้เขียนพอเขียนเสร็จ ผมก็พยายามนอนต่อ เรื่องอากาศหนาวเย็นผมไม่ค่อยกลัวเท่าไรนัก กลัวหลงทางมากกว่า หลังจากเครื่องลงจอดก็ได้เวลาหลงทางแล้ว
ผมเดินตามแก๊งรักบี้ไปเรื่อยๆ เดินลงบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ อ้าวเฮ้ย ต้องขึ้นรถไฟใต้ดินเหรอเนี่ย บ้าไปแล้ว ป้ายบอกว่าไป Terminal 1 ออกทุกๆ 1 นาที เอาวะ ผมก็เดินขึ้นรถไฟตามแก๊งรักบี้ไปเช่นเคย พอรถไฟจอด ก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึง ตม. แต่ผมดันไปเข้าแถวผิด เพราะทีมรักบี้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนของ New Zealand เข้าฮ่องกงได้เลย ส่วนเราต้องไปเข้าแถวอีก 2 ล็อกถัดไป คือแถว Visitor ป้ายไฟเขียนภาษาจีนสลับกับภาษาอังกฤษต้องดูดีๆ ไม่งั้นลงช่องครับ พอถึงคิวผมเจ้าหน้าที่ ตม. ถามว่าผมมาทำอะไร ผมก็เลยบอกไปว่าผมจะไป Shenzhen เขาก็ถามว่าไปวันนี้เลยเหรอ ผมก็เลยตอบว่าใช่ เขายังถามอีกว่าไปรถไฟเหรอ ผมงงๆ ก็เลยบอกว่าใช่ ก็เลยผ่านมาได้ด้วยดี ดูระยะเวลาที่อยู่ฮ่องกงได้ โอ้ววว 30 วันแน่ะ ในใจคิดไปถึงดิสนีแลนด์อะไรโน่นเลย หลังจากเดินดุ่มๆ ออกไปเอากระเป๋าที่สายพาน ก็เดินๆ คิดไปว่าแล้วจะไป Shenzhen ได้ยังไง ถ้าไปรถไฟก็ต้องไป Express แล้วต่อ KCR วุ่นไปหมด เจ๊แคทก็เลยไปขอแผนที่และถามทางจากคุณป้าใจดีที่นั่งอยู่ที่เคาเตอร์ขาออก ป้าบอกว่าเดินไป Terminal 2 มีบริการรถรับส่งที่นั่น อืมมม เหมือนจะรอดตายอ่ะนะ ก็เลยถามป้าต่อว่า Terminal 2 เนี่ยไปยังไง ป้าก็เลยบอกว่าเอาแผนที่มา ป้าก็เขียนบอกว่าเราอยู่ตรงไหน เดินไปยังไง เลี้ยวตรงไหน (จริงๆ ดูตามป้ายก็ได้เพราะมีป้ายบอกตลอดทางที่เราเดินไป) เราเดินเลี้ยวไปมาตามที่ป้าบอก พอถึง Terminal 2 ก็พบว่าบริการรถรับส่งมีหลายยี่ห้อมาก เยอะมากๆ เจ๊แคทก็เดินไปถามราคาอยู่หลายช่อง ประมาณว่าเอาราคาต่ำสุด แต่ผมชอบช่อง C03 มากที่สุดเพราะเจ้าหน้าที่ใจดีมาก อธิบายราคาค่าโดยสารได้เข้าใจมาก ที่สำคัญพูดภาษาอังกฤษชัดเป๊ะ แต่เจ๊ต้องการราคาถูกที่สุด T_T เอ้าตามใจเจ๊ละกัน หลังจากซื้อตั๋วเสร็จเจ้าหน้าที่ให้เรานั่งรอ พร้อมแจก Arrival Card ให้อีกใบซึ่งต้องเขียนอีกละ ผมนั่งรอรถที่สงสัยกันว่าเป็น Mini Bus จริงๆ เหรอ แต่มันไม่ใช่ครับ มันเป็นรถ Toyota Alphard สีดำเงาวับ สวยมากๆ พอจะขึ้นรถ ก็มีผู้โดยสารท่านหนึ่งมีปัญหาเรื่องกล่องกระดาษอะไรซักอย่าง เขาพูดกันเหมือนเป็นปัญหาใหญ่มากๆ เหมือนกับว่าจะเอาใส่รถไปไม่ได้ ผู้โดยสารคนนั้นไม่ได้ขึ้นรถแต่มีผู้โดยสารท่านอื่นขึ้นมาแทน ซักพักรถก็ขับออกมาจากสนามบินฮ่องกง ลัดเลาะมาตามขอบหน้าผามองเห็นทะเลในเวลากลางคืน ข้ามสะพานแขวน เห็นแสงไฟตามตึกของฮ่องกง ผมรู้สึกว่าไม่อยากไป Shenzhen เลย อยากอยู่ที่ฮ่องกงนี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าไปถึงที่โน่นแล้วจะเป็นยังไง
คนขับพาเราถึง ตม. ฮ่องกง ซึ่งรถทุกคันต้องเปิดท้าย ส่วนรถของเราเข้าไปจอดตรง ช่องที่ 5 ผมเห็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงผิวขาวตัวเล็กๆ นั่งอยู่ในป้อม คนขับรถบอกให้เอา Passport มา ผมก็ยื่นให้ไป เจ้าหน้าที่น่ารักก็เปิด Passport ดูภาพแล้วมองเข้ามาในรถว่าใช่คนเดียวกันกับในรถหรือเปล่า ผมแปลกใจมากว่าทำไมเจ้าหน้าที่คนนี้ดูเหมือนเป็นวัยรุ่นอยู่เลย แต่ทำงานตอนกะกลางคืนซึ่งดูออกจะหนักเกินไปสำหรับผู้หญิงบอบบางอย่างนี้ (จริงๆ แอบชอบน่ะคับ) หลังจากผ่าน ตม. ฮ่องกง เราต้องเข้าช่อง ตม. จีน ต่อ ซึ่งไม่ห่างกันมากนัก เจ้าหน้าที่ก็ขอดูหน้าตาเหมือนเดิม พอผ่าน ตม. จีน ไปได้ รถก็เข้าจอดที่สถานีอะไรซักอย่าง (จริงๆ เป็นด่านระหว่างฮ่องกงกับจีน ตอนกลางคืนมองไม่ค่อยออกว่าเป็นอะไร) เจ๊แคทโทรหา Stacy ว่ามาถึงแล้ว เราเดินวนไปวนมาไม่รู้จะไปไหน เพราะไปไม่ถูก อีกอย่างมาถึงฝั่งจีนแล้วเตรียมหลงทางได้อย่างเดียว ซักพักมีผู้ชายหน้าตาดีหุ่นบึกๆ เดินตรงเข้ามาหาพร้อมช่วยถือกระเป๋าเดินทาง และมีผู้หญิงอีก 2 คน คือ Stacy เป็นพนักงานด้านธุรกิจต่างประเทศและหลี่เป็นล่ามพูดภาษาไทยได้ (บ้าง) ทำให้ใจชื้นขึ้นเยอะที่มีคนพูดภาษาไทยได้จะได้สื่อสารกันรู้เรื่อง Stacy ถามว่าหิวไหม กินข้าวเย็นกันมาหรือยัง ผมบอกว่าแล้วกินบนเครื่องบิน Stacy ทำหน้างงๆ แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินอาหารจีนต้นตำหรับ เจ๊แคทก็บอกว่ากินอะไรก็ได้บะหมี่ข้างทางก็ได้ แต่ดูสไตล์คนที่มารับเราคงไม่เข้าใจเจตนาของเจ๊แคทและอีกอย่างคนที่นี่ไม่กินอาหารข้างถนนเพราะเขามองว่าไม่สะอาด
คนขับรถพาเราแวะทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูเหมือนเป็นร้านข้าวต้มกลางคืน แต่ข้างในร้านใหญ่มาก พนักงานให้เราเลือกโต๊ะว่าอยากนั่งตรงไหน พอได้โต๊ะแล้วผมก็มองหาน้ำดื่มปรากฏว่าไม่มีน้ำ ไม่มีเหยือกใส่น้ำ มีแต่กาน้ำชา ซักพักพนักงานก็เอาถ้วยมาให้ ห่อพลาสติกมาอย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งซื้อออกมาจากห้างสรรพสินค้า ในห่อมีจานเล็กๆ ถ้วยข้าวเล็กๆ ถ้วยน้ำชา ผมแกะออกจากห่อพลาสติก ซักพัก Stacy ก็รินน้ำชาร้อนๆ ลงมาในถ้วยเกือบล้นแล้วยกถ้วยผมไป ผมงงอยู่พักนึง Stacy ล้างถ้วยให้ซะเอี่ยมเลย แล้วยื่นถ้วยกลับมาให้ผม ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ก็เลยหันไปถามหลี่ว่าทำไมต้องล้างด้วย หลี่บอกว่าต้องล้างด้วยน้ำชาอีกรอบเพราะกลัวว่าไม่สะอาด ชาที่เรากินมีกลิ่นน้ำตาลทรายแดง (จริงๆ กลิ่นมันเหมือนน้ำ EM มากกว่า)เขาผสมน้ำตาลทรายแดงลงไปในชานิดหน่อย พนักงานร้านเอาอาหารมาเสิร์ฟ เป็นโจ๊กกุ้งหม้อใหญ่มาก กินกันได้ซัก 10 คนเลยละมั๊ง ผมกินโจ๊กไปได้ 2 ถ้วยก็ไม่ไหวละ เพราะกุ้งที่เขาใส่ไปเขาผ่าครึ่งแล้วใส่ไปทั้งตัวรวมหัวด้วย เวลากินแกะยากมาก ทำได้อย่างเดียวคือกินมันทั้งตัวนั่นแหละ (จริงๆ เขาต้องแกะเปลือกออกน่ะ) โจ้กที่นี่หอมมาก มีกลิ่นเหล้าจีนกลิ่นข้าวหอม หม้อที่ต้มใช้หม้อดิน Stacy บอกว่าโจ้กแบบนี้เป็นต้นตำหรับทำกันมากกว่า 100 ปีแล้ว ส่วนอาหารอีกอย่างที่ผมสงสัยมากคือผัดพริกกับหมู(นิดหน่อย) แต่พริกหั่นเป็นแว่นๆ เหมือนหั่นผักเลย คือทั้งจานมีแต่พริกเขียวๆ ลองชิมแล้วไม่ค่อยเผ็ดเท่าไร เหมือนกินผักพริกหยวก ผมไม่ค่อยแปลกใจเลยว่า อาหารมื้อแรกนี้ก็เริ่มทำให้ผมต้องทำใจในอาหารมื้อต่อๆ ไป ลืมเล่าว่าที่นี่ใช้ตะเกียบกินข้าวซึ่งโชคดีที่วิชาใช้ตะเกียบของผมพอไปวัดไปวาได้เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร หลังจากกินข้าวเย็น (ตอนเที่ยงคืน) เสร็จ เขาก็พอเราเข้าพักที่โรงแรม Stacy ชี้ให้ดูตึก ว่าพรุ่งนี้เราต้องไปทำงานที่ตึกไหน ซึ่งในทีมคิดว่าต้องไปที่โรงงาน SCOPE หรือสำนักงานของ SCOPE จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ ตึกที่ Stacy ชี้ให้ดูเป็นกลุ่มตึก 3 ตึก ตึกกลางเป็นตึกสำนักงานใหญ่ของ Tencent Stacy บอกเราว่าเราไปทำงานที่ตึกกลาง ทำให้เราตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ทำงานที่ตึกสำนักงานใหญ่ของ Tencent พอมาถึงโรงแรม Check-in ที่เคาเตอร์ก็พบว่าพนักงานที่หน้าเคาเตอร์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่แย่กว่านั้นคืออ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย T_T โคตรเครียดเลย ภาษาใบ้คงเป็นภาษาที่ใช้เอาตัวรอดได้ เราได้ห้องพักที่ชั้น 11 ห้อง 1113 และห้อง 1103 หลี่บอกว่าตอนเช้าลงมาเอาคูปองอาหารเช้าตอน 7.00 น. และ Stacy จะมารับเราตอน 9.00 น.
วันจันทร์ (14/5/2012) ผมตื่นตอนตี 5 ลุกขึ้นมาเดินวนรอบห้อง งงๆ ว่าทำไมตื่นตอนตี 5 วะเนี่ย นั่งนึกๆ คงเพราะว่าเวลาไม่ตรงกัน ก็เลยนอนต่อ ซักพักก็ 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัวลงไปกินข้าวเช้า ผมลงมาพร้อมกับทีมงานพอไปที่หน้าเคาเตอร์ขอคูปองอาหารเจ้า เจ้าหน้าที่ที่เคาเตอร์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แต่ที่ผมอึ้งมากที่สุดคือ เจ๊ควักดิกไทย-จีน เปิดหาคำว่ากินข้าวแล้วพูดเป็นภาษาจีนถึงได้คูปองอาหารเช้ามา (ผมเพิ่งรู้ว่าดิก ไทย-จีน มีประโยชน์มากก็คราวนี้แหละ) นอกจากเราที่มีปัญหาเรื่องภาษาแล้ว ยังมีชาวต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังรอ Check-out เขาบอกว่าที่นี่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้คนที่แย่คือลูกค้า ผมก็เลยบอกว่าโชคดีที่เรามีดิกไทย-จีน เขาก็หัวเราะกันแล้วบอกว่าดีๆ ผมเดินไปที่ห้องอาหาร ห้องอาหารตกแต่งแบบแปลกๆ แต่อาหารที่มีเป็นอาหารจีน เช่น ข้าวผัด ผัดผัก ผัดเต้าหู หมั่นโถว ซาลาเปา ขนมชั้นใส้ถั่วแดง (ไม่รู้เรียกว่าอะไร) เป็นต้น อ้อมี น้ำส้ม ชา กาแฟ น้ำเปล่า มีให้บริการปกติ แต่ไม่เย็นนะ เพราะคนที่นี่ไม่กินน้ำเย็นและไม่มีน้ำแข็งด้วย T_T หลังจากลองชิมอาหารที่โรงแรม ก็พบว่าอาหารที่ผมกินได้คือ ข้าว ข้าวผัด ผัดผัก ผัดเต้าหู หมั่นโถว ซาลาเปา และ น้ำเปล่า 🙂 ก็ถือว่ากินได้เกือบทุกอย่างแหละ หลังจากทานข้าวเสร็จก็ขึ้นไปรอเวลา 10.00 น. เพื่อไปทำงาน
พอ 9.00 น. Stacy ส่ง SMS หาเจ๊แคทว่ามาถึงแล้ว เราก็ลงไปชั้นล่างเพื่อขึ้นรถ คนขับรถคนเดิมเปิดเพลงจีนฟังดูเพราะดี เขาพาเรามาที่ตึก Tencent QQ พอจอดปุ๊บเขาก็ถาม Stacy ว่าตึกนี้ใช่มั๊ย Stacy งงๆ แล้วก็บอกว่าอีกตึกนึง (อ้าววววว) แต่ไม่ไกลมากอยู่ติดๆ กัน เขียนว่า Tencent เหมือนกัน เราลงจากรถก็พบว่าฝนตกปรอยๆ เรารีบวิ่งเข้าไปในตึก มองดูลิฟว่าไปชั้นไหน ผมถามหลี่บอกว่าไปชั้นไหนมือก็กดลิฟ แต่หลี่บอกว่าไม่ใช่ๆ ผมก็งงๆ แล้วพาผมมาที่ลิฟอีกตัวนึง แล้วเขาก็ขี้ไปที่ป้ายข้างบน แล้วบอกว่าต้องใช้ตัวนี้ ไปชั้น 21 ผมถึงเข้าใจว่าลิฟแบ่งเป็นชั้นคือชั้นต่ำและชั้นสูง ลิฟตัวที่เราขึ้นต้องเป็นชั้นสูงเท่านั้น ไม่งั้นไปไม่ถึงชั้น 21 พอประตูลิฟเปิดออก ผมก็เห็นหุ่น Android สีเขียว เขียนป้ายว่า MID มีป้ายสีฟ้าตัวอักษรสีน้ำเงินเข้มว่า Rockchip อ้าวเฮ้ย ทำไมมาที่ Rockchip ล่ะ ผมถามว่า Stacy เราไม่ได้ SCOPE เหรอ Stacy บอกว่าเราต้องทำงานที่นี่ ผมงุนงงกับคำตอบ ได้แต่เดินตามไปที่ห้องประชุมใหญ่ของ Rockchip ผมงงมากว่าเราจะมาที่บริษัททำ CPU อย่าง Rockchip ทำไม ทำไมไม่ไปที่ SCOPE และที่สำคัญคือเราเอาซอฟต์แวร์มาให้แล้วทำไมต้องมาที่ Rockchip ผมรอคนอื่นๆ มากันครบ พบว่ามีเจ้าของบริษัท SCOPE คุณหลิว และเจ้าของบริษัท Rockchip มาด้วย (ผมจำชื่อไม่ได้) คุณหลิวบอกว่าวันนี้เราจะมาประชุมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ใช้เวลากันให้คุ้มค่าเพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที จากนั้นแกก็เดินออกจากห้องไป ผมไม่ค่อยเข้าใจที่คุณหลิวพูด แต่หลี่อธิบายว่า “มาที่นี่มาประชุมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหา ให้ใช้เวลาทำความเข้าใจปัญหาเร็วๆ จะได้ทำงานต่อได้” น้องหลี่พยายามอธิบายเป็นภาษาไทยแบบงงๆ ซึ่งทำให้ผมงงมากขึ้น เจ้าหน้าที่ของ SCOPE ผมเข้าใจว่าเป็นทีมวิศวกร แต่จริงๆ ไม่ใช่ แต่เป็น Director ฝ่าย Quality Control ชื่อคุณเผิง เปิด Microsoft Word ขึ้นมา เอกสารเป็นไฟล์ที่ผมส่งให้ คุณ Rocky เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม (เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ซึ่งผมสงสัยว่าจะเปิดขึ้นมาทำไม ก็พบว่ามีคำตอบแต่ละข้อเป็นภาษาจีนตัวแดงๆ อยู่ข้างล่าง เวรละจะอ่านออกมั๊ยเนี่ย T_T
ผมนั่งงงๆ ว่าให้บินมาที่นี่ เดินทางแสนยากลำบากเพื่อมาดูคำตอบตัวแดงๆ ของพวกเอ็งเนี่ยอ่ะนะ ผมคิดในใจว่า SCOPE คงยังไม่ได้ทำอะไรแน่นอน ก็เป็นจริงอย่างที่ผมคิด ผมพยามทำความเข้าใจว่าทำไมผมต้องมาที่ Rockchip แล้ววิศวกรของ Rockchip มานั่งกันอยู่ในห้องนี้ทำไม พอพี่สาวคนสวย (แฮะๆ) จาก Rockchip พูดภาษาอังกฤษว่าเราจะมาทำความเข้าใจปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกัน ผมก็เลยถึงบางอ้อเลย Rockchip เป็นคน Build ROM ICS ให้ SCOPE แน่ๆ และ Tablet ของ SCOPE ใช้ Chip ของ Rockchip แน่นอนไม่งั้นไปพากันมาที่นี่หรอก พอพี่สาวคนสวยเริ่มอ่านคำถามข้อ 1 เรื่อง Full Screen ทีม Rockchip ก็อธิบายคำตอบเป็นภาษาจีน (ตัวแดงๆ ของเขานั่นแหละ) ว่า ICS ทำ Full Screen ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะทำก็เขียน App ให้เรียกจาก RK29SDK ได้ ผมก็เลยหยิบเครื่อง Ainol ให้ดู (ผมสงสัยอยู่แล้วว่าที่มาที่จีนก็เพราะเรื่อง Android 4.0 ICS Full Screen แน่ๆ เลย และก็เป็นไปตามคาด) ผมอธิบายให้พี่สาวฟังว่าทำไมต้อง Full Screen (ถึงแม้ว่าจะดูเป็นเหตุผลงี่ง่าก็ตาม) แต่เขาก็รับฟังและวิศวกรของ Rockchip เริ่มสุมหัวกันถกปัญหานี้ ผมก็เลยถามหลี่ว่าเขาคุยอะไรกัน หลี่บอกว่าเขากำลังหาทางแก้ปัญหา เขามีทางแก้ปัญหาหลายวิธีกำลังปรึกษากันอยู่ ซักพักวิศวกรคนหนึ่งหน้าตาออกจีนๆ หัวโตๆ ก็บอกว่าเขาทำให้ได้
พอพี่สาวอ่านข้อ 2 ซึ่งอ้างอิงเรื่อง Full Screen จากข้อ 1 คือถ้าทำให้ Full Screen ตลอดจะไม่สามารถใช้ปุ่ม Navigation Bar ข้างล่างซ้ายได้ เพราะ Navigation Bar จะหายไปถาวร สามารถทำเป็น Full Screen Mode ได้หรือไม่ เป็น Normal Mode, Full Screen, Smart Fullscreen ทีมวิศวกร Rockchip เริ่มงงๆ เพราะทำ Full Screen ได้แล้วยังต้องทำ Full Screen Mode Setting ให้ด้วยเหรอ เขาไม่เข้าใจ ผมก็เลยเอาเครื่อง Ainol ให้ทีมวิศวกรของ Rockchip ดู พร้อมอธิบายตัวอย่างของแต่ละโหมดว่าเป็นยังไง ทำไมต้องทำแบบนี้ ฯลฯ ในข้อนี้เขาบอกว่าจะพยายามทำให้ ส่วนข้ออื่นๆ ก็เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควร เช่น ติดตั้งโปรแกรมต้องมีรหัสผ่านถึงจะติดตั้งได้ ขอสิทธิ์ root และ adb ในการพัฒนา ฯลฯ ประชุมกันจนถึงเที่ยงก็ได้เวลากินข้าว Stacy เผิง และหลี่ พาเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารแถวๆ นั้น ซึ่งร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นร้านที่ดูมีราคาแพง แต่พนักงานบริษัทที่นี่เดินเข้าไปกินกันอย่างหน้าตาเฉย แถมร้านแบบนี้มีเยอะมาก พอถามหลี่ก็ได้ความว่า ร้านอาหารที่นี่เป็นแบบนี้หมด ไม่มีร้านข้างทาง ไม่เหมือนเมืองไทย เพราะที่นี่อาหารข้างทางเขามองว่าไม่สะอาด ต้องเป็นร้านแบบนี้เท่านั้น จริงๆ ก็ไม่มีอาหารข้างทางเลยซักร้าน ไม่มีรถเข็นแบบบ้านเราให้เห็นเลย มีแต่ร้านไสตล์หรูๆ โต๊ะไม้ใหญ่ๆ มีกระจกตรงกลางหมุนได้รอบเหมือนโต๊ะอาหารจีนทั่วไป ซึ่งตามธรรมเนียมเหมือนเดิมก็คือ ล้าง ช้อน ถ้วยข้าว ถ้วยชา และตะเกียบเช่นเคย 🙂 ผมสังเกตว่าถ้วยชามห่อพลาสติกมาเหมือนเดิมอีกละ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก เพราะหิวข้าวแล้ว ต้องใช้วิชาตะเกียบคีบเร็วเพราะไม่งั้นกินไม่ทันคนอื่นๆ 😛
เราเดินกลับไปที่ตึก Tencent ผมนึกสงสัยว่า Tencent มีรูปนกเพนกวิ้นเหมือน QQ โปรแกรม Chat เนี่ยเขาทำโปรแกรม Chat เหรอ ผมก็เลยถามหลี่เพื่อความกระจ่าง หลี่ทำหน้าตาตื่นเต้นส่วน Stacy ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ผมก็เลยบอกว่าที่ประเทศไทยเล่น QQ เหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ หลี่ก็เลยบอกว่า Tencent ทำ QQ โปรแกรม Chat นั่นแหละ แต่ไม่ได้ทำโปรแกรม Chat อย่างเดียว แต่มีบริการอื่นๆ อีกเยอะเลย ผมก็เลยถามเล่นๆ ว่าจำหมายเลข QQ ได้มั๊ย เขาก็บอกว่าจำไม่ได้ต้องเปิดโปรแกรมถึงจะรู้ พอกลับถึงห้องประชุมเราก็ต้องย้ายห้องไปอีกห้องหนึ่ง เป็นห้องประชุมเล็กของวิศวกร Rockchip ที่นั่นมีคนหน้าตาคุ้นๆ อยู่คนนึง เอาสะกิดผม 2 รอบ ผมงงๆ เพราะผมจำไม่ได้ จนคลิมบอกว่า Rocky ไง จำไม่ได้เหรอ ผมถึงจำได้ Rocky ถามผมว่าประชุมตอนเช้าเป็นยังไงบ้าง แก้ปัญหาได้หมดมั๊ย ผมไม่ค่อยเข้าใจว่า Rocky จะคาดคั้นให้แก้ปัญหาให้เสร็จภายในวันเดียวได้อย่างไร เพราะ Rockchip เพิ่งจะเข้าใจปัญหาเมื่อเช้า -_-” เอาเป็นว่าเราก็โดนย้ายห้องไปอยู่ห้องสำหรับลูกค้าของ Rockchip ซึ่งอยู่อีกปีกนึงของตัวตึก เดินกันจนงงเลยล่ะครับ พอเข้าห้องได้บรรยากาศก็เริ่มเครียดเพราะ Rocky พยายามให้ทีมปิดงานให้เสร็จเร็วๆ แต่ปัญหาคือวิศวกร Rockchip เพิ่งเข้าใจปัญหา ส่วนโปรแกรมที่จะติดตั้งก็ยังไม่ได้ทดสอบทั้งหมด ที่สำคัญ LSystem และ Learning Object ของกระทรวงศึกษายังไม่เรียบร้อย สรุปว่ายังไม่มีอะไรเสร็จเลยซักอย่าง ทั้งทีมไทยและทีมจีน T_T นี่มันนรกชัดๆ
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่ามาเสียเที่ยวแหงๆ เพราะไม่มีอะไรเสร็จเลยซักอย่าง แล้วจะมาทำไมเนี่ย ซักพักเจ๊ก็ร่างโครงร่างของโครงการบนกระดานไวท์บอร์ด ว่ามีอะไรบ้าง เขียน progress งาน และ feature ไหนที่ยังไม่เรียบร้อย และเป็นไปตามคาดคือ โปรแกรมด้านการศึกษารวม Learning Object เสร็จไปแค่ 40% เท่านั้น เนื่องจากแก้ไขกันบ่อยมากปรับโน่นเติมนี่ไม่เสร็จซักที ทั้งๆ ที่มาจีนกันแล้วยังต้องแก้ไขกันอยู่อีก ผมพยายามสรุปเรื่องโปรแกรมการศึกษาที่ทางกระทรวงศึกษาดาวน์โหลดมาให้กับเจ๊แคท ทดสอบและสรุปให้ได้ว่าตัวไหนเอาไม่เอา ผมดูโปรแกรมพวกนี้มาครั้งนึงแล้วก็ขอเป็นคนสรุปเอง ได้ APK เตรียมเอาไปให้ทีมวิศวกร Rockchip ยัดลงไปใน ROM เราได้เครื่องต้นแบบเพื่อทดสอบการแสดงผลแบบ Full Screen เกือบๆ ตี 3 ได้ทดสอบกันนิดหน่อย ผมเอาเครื่องไปทดสอบที่โรงแรม 3 เครื่อง ซึ่งคิดว่าน่าจะเสียบเข้าเครื่องแล้วใช้ adb ได้ ปรากฏว่าทำไม่ได้ เพราะไม่เห็น device ว่าเป็นอะไร แต่ Mass Storage ใช้งานได้ปกติ พอเปิดโปรแกรมที่เราให้ทาง Rockchip ฝังเข้าไปใน ROM ก็พบว่า ผมลืมไปว่าต้องมีโปรแกรมอีกชุดใหญ่ที่ต้องใช้กับ LSystem และ Content ของ LSystem ต้องใช้โปรแกรมพวกนี้
วันอังคาร (15/5/2012) ผมพยายามสรุปปัญหาที่พบและพยายามคุยกับ วิศวกรของ Rockchip อีก ผมต้องทำงานซ้ำคือทดสอบและให้ทางวิศวกรของ Rockchip เอาไปใส่ใน ROM อีกรอบ ซึ่งทาง Rockchip เองก็ดูจะหัวเสียที่ทำงานไม่เสร็จซักที และผมก็เป็นพวกอาการหลงๆ ลืมๆ ซะด้วย จนทาง Rockchip หาทางปิดรายการ App ที่จะต้องฝังลงใน ROM เพราะเดี๋ยวจะไม่เสร็จซักที ผมก็ List รายชื่อ App ที่ต้องติดตั้งเพิ่มลงไปอีก 4 ตัว ส่วนเจ๊แคทก็ลากกระดานไวท์บอร์ดมาจากไหนอีกก็ไม่รู้มาเขียนรายชื่อ App เอาไว้ตรวจสอบกัน ซึ่งเมื่อคืนผมแทบจะไม่ได้นอนผมก็เบลออีกเช่นเคย โดยเจ๊แคทแว๊ดใส่อยู่หลายรอบ แต่ปัญหาก็เกิดจนได้ เนื่องจากไฟล์ APK ที่เราส่งให้ทาง Rockchip มี lib ที่เป็น propietory อยู่ ซึ่งทางวิศวกรของ Rockchip ปฏิเสธที่จะทำให้ เพราะถ้ามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เขารับผิดชอบไม่ไหว เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งกินเวลากว่า 6 ชั่วโมงกว่าจะหาข้อสรุปได้ ซึ่ง Rocky และเผิงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ “อัน” วิศวกรที่ดูแลเรื่อง ROM ทำให้ เรื่องนี้ลามไปถึงประธานของ Rockchip ซึ่งได้ข้อสรุปมาสั้นๆ ว่า ให้ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบเอง ทำให้ “อัน” หมดข้อกังวลในเรื่องนี้และยอมทำให้ แต่ยังบอกอีกว่าทำได้เท่าที่ทำได้ ผมทำงานกับอัน ชอบประโยคนึงที่เขาพูดและมันกินใจผมมาก เขาพูดว่า “คุณเห็นผมเป็นเทวดาหรือยังไง ผมเสกให้คุณไม่ได้หรอกนะ” เป็นอะไรที่โดนใจมากๆ เพราะงานที่เกี่ยวกับ ROM หรือที่ต้องแก้ไข OS นี่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่บอกว่าจะเอาวันนี้พรุ่งนี้มันเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ 5 วัน แต่ “อัน” คนนี้ก็ทำให้ผมประทับใจได้หลายอย่าง สไตล์การทำงานและการกัดไม่ปล่อยของเขาทำให้ผมประทับใจมาก
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทาง Rockchip ไม่เคยรู้มาก่อนว่า Android SDK ได้ค่า External Storage มาผิดเพราะทาง Rockchip ไม่ได้แก้ไขใน AOSP เพราะ AOSP มากจาก Android 4.0.2 ซึ่งใช้ใน Galaxy Nexus และ Galaxy Nexus ไม่มี External Storage ค่าที่ได้จึงเหมือนเดิมตลอดคือ /mnt/sdcard หมายถึง Internal Storage อีกบล็อกหนึ่ง แต่เครื่อง Tablet ที่ Rockchip ออกแบบมี SDCard ดังนั้นค่าที่ได้จะไม่ใช่ /mnt/sdcard เมื่อเสียบ SD Card ลงไปแล้ว เรื่องนี้ทำให้อันต้องดู Code ของ AOSP กันใหม่เลยทีเดียว ว่าทำไมมันถึงได้ค่าอย่างนั้นออกมา หลัวจากนั่งดูโค้ดด้วยกันก็พบว่ามันผิดจริงๆ และผิดมานานแล้วด้วย อันเดินไปถามอีกแผนกที่ดูแลเรื่อง AOSP และ Kernel ก็ไม่ได้คำตอบอะไร บอกแค่ว่าถ้าจะตรวจสอบ Stage ของ SDCard ต้องเขียนเอาเอง อันไล่โค้ด Java จาก Source Code ของ AOSP มาให้ 3 บรรทัด แล้วบอกว่าให้เขียนแบบนี้ แก้ได้เท่านี้ แก้จาก AOSP ไม่ได้จริงๆ ทำให้ LSystem ที่คลิมพัฒนาต้องมาแก้ไขโค้ดอีกยกใหญ่ ส่วนโปรแกรมที่เป็นปัญหามากคงเป็นโปรแกรม Flipbook ซึ่งทาง Rockchip และ SCOPE ปวดหัวกันมาก เพราะนอกจากจะกิน Resource แล้วยังแสดงผลและทำงานได้ช้ามาก ซึ่ง SCOPE พยายามบีบให้ Rockchip ช่วยแก้ไขให้ ส่วนทาง Rockchip ก็บอกว่าแก้ให้ไม่ได้ เพราะไม่มี Source Code ซึ่งผมพยายามหาทางออกตรงกลาง คือ “ถอดออก” ซะ เพราะยังไงก็แก้ไม่ได้อยู่แล้ว เถียงกันไปมาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ให้ลองนึกภาพวิศวกร Rockchip 4 คน กับทีมงานของ SCOPE อีก 4 และทีมไทยอีก 2 คนส่งเสียงดังโหวกเหวก เหมือนทะเลาะกัน บรรยากาศแบบนี้นี่มันนรกชัดๆ อีกเรื่องเป็นเรื่อง Adobe Flash Player Plug-in ซึ่งไม่สามารถยัดลงไปใน ROM ได้และยังหาทางแก้กันไม่ได้ ส่วน Full Screen อันทำให้ได้แล้วแต่ Default เป็น Normal Mode ยังไม่ใช่ Smart Full Screen ต้องแก้ใหม่ และวันนี้งานก็ยังไม่คืบไปเท่าไรนัก กลับโรงแรมตอนตี 3 อีกเหมือนเคย คืนนั้นผมพยายามหาทางแก้ปัญหาช่วยอันให้ปิดงานเรื่อง ROM ให้เร็วที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นได้ Build ROM กันทุกวันแน่ๆ
วันพุธ (16/5/2012) วันนี้เราไปที่ Rockchip สายมาก เกือบเที่ยงเพราะไม่มีรถมาส่งต้องเดินไปเอง ระหว่างทางก็แวะทานข้าวเที่ยงเลย เมื่อคืนผมพบว่ามีบางอย่างผิดพลาด มี APK บางตัวต้องการ Package อื่นๆ อีกซึ่งโปรแกรมจะถามและดาวน์โหลดเพิ่มเติมจาก Market ผมต้องกลับไปให้อันเอาใส่เพิ่ม ส่วน LSystem ก็แก้ไขจนเกืยบเรียบร้อยแล้ว แค่รอ LSystem Data จากเจ๊แคทเท่านั้น วันนี้เผิงดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ส่วน Stacy มีงานเข้ามาจากออสเตรเรีย ส่วนผมพยายามตรวจสอบความเรียบร้อยของ App เพราะต้องเอา APK ไปให้อันใส่เพิ่ม ซึ่งอันก็บ่นๆ นิดหน่อยแต่ก็ทำให้ ผมก็บอกว่าผมมันสมองน้อย สมองเล็กเหมือนถั่ว จำอะไรไม่ค่อยได้ หลงๆ ลืมๆ ทีมวิศวกรของ Rockchip ก็หัวเราะ เพราะผมหลงๆ ลืมๆ อย่างนั้นจริงๆ บรรยากาศวันนี้ดูเหมือนจะคลี่คลายไปให้ทางที่ดี แต่งานก็ยังไม่เสร็จเท่าไร พอถึงตกเย็นเผิงก็ออกอาการแปลกๆ พูดคำว่า “Data” ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง นั่นหมายความว่า บรรยากาศของความเครียดกลับมาอีกครั้ง เพราะงาน “ส่วนใหญ่” ยังไม่เสร็จ และวันนี้เจอปัญหากับ LSystem อีก 1 ปัญหาคือ Intent ไม่ออก Crash อย่างเดียว ปัญหานี้ทีมวิศวกร Rockchip ก็ช่วยเราไม่ได้มาก ผมเองต้องหา adb มาติดตั้งที่เครื่อง Windows ภาษาจีน แล้วใช้ Windows ทำงานกับ adb ครั้งแรกในชีวิต พยายาม debug จาก logcat แล้วไม่เจอปัญหาร้ายแรง แต่ปัญหานี้คุ้นเคยมาก เพราะเคยเจอมาก่อน คือ WebView บน ICS มีปัญหากับ Tag DIV ทำให้ Touch Event ลงไปไม่ถึง ก็เลยต้องแก้ LSystem กันยกใหญ่ ส่วนทาง SCOPE ก็ต้องการปิดงานให้เสร็จ เขาก็ทำ List รายการ App เพื่อให้เรา Confirm และเซ็นต์ชื่อกันเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก วันนี้ทำงานกันจนเกือบตี 4 เป็นอะไรที่วุ่นมาก
วันพฤหัส (17/5/2012) วันนี้เรามาที่ Rockchip กันตอน 10.00 น. ผมรู้สึกเหมือนกลายเป็นพนักงานมากกว่านายจ้างซะอีก วันนี้ต้องรอเจ๊แคทแก้งานอีกเหมือนเดิม รอปิด LSystem Data เหมือนเดิม วันนี้เป็นวันที่เราได้ ROM ที่มี Smart Full Screen Mode เป็นค่า Default ตั้งแต่เปิดเครื่อง เพราะคลิมไปแกะคอนฟิกเจอ และอันเองก็เห็นด้วยกับวิธีการนี้ ก็เลยจัดการเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น ตกเย็น LSystem Data ก็เสร็จเรียบร้อย ทีม QC ของเผิงก็ได้ Sample แรกเพื่อทดสอบอย่างจริงๆ จังๆ และถือว่างานเกือบเสร็จสมบูรณ์ เย็นวันนั้นมีนัดกินข้าวกับประธานของ SCOPE และ Rockchip ฉลองความสำเร็จ แต่ในใจผมยังมีเครื่องคาใจหลายอย่าง และยังกังวลอีกหลายเรื่อง รวมทั้งการตรวจรับ Tablet 2,000 เครื่องด้วย ซึ่งทั้งประธานของ SCOPE และ Rocky ต่างสงสัยว่าทำไมกรรมการตรวจรับ 11 คนถึงไม่มาที่ประเทศจีน และพยายามเคลียข้อสงสัยเรื่อง TOR และ Factory Testing และใครกันแน่ที่จะเป็นกรรมการตรวจรับและทำ Factory Testing แต่เจ๊แคทยืนยันว่าให้ผมทำหน้าที่กรรมการตรวจรับซึ่งเป็นไปไม่ได้และไม่ถูกต้องตามกระบวนการ เพราะเมื่อร่าง TOR กรรมการตรวจรับจะถูกแต่งตั้งตอนนั้นเพื่อพิจารณา TOR ร่วมกับกรรมการสรรหา ไม่อย่างนั้นจะตรวจรับได้อย่างไร เพราะผมไม่ได้เป็นกรรมการตรวจรับและไม่ได้ถูกแต่งตั้งมาตั้งแต่ต้น
วันศุกร์ (18/5/2012) วันนี้เรามาที่ Rockchip เหมือนเดิม ผมทราบว่ากรรมการตรวจรับทางประเทศไทยไม่มาที่โรงงานอย่างแน่นอน และวันนี้ต้องรอ Confirm กับประธานกรรมการตรวจรับที่ประเทศไทยว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ ถ้าไม่มาจะทำอย่างไร ซึ่งข้อสรุปจะได้ตอนบ่าย วันนี้เราก็เลยพยายามดูใน TOR ที่เพิ่งได้รับเมื่อคืน ว่ามีอะไรในนั้นบ้าง และประเด็นปัญหาของ Factory Testing ว่ามีอะไรบ้าง ทำให้เจอข้อสงสัยมากมาย การทดสอบที่แปลกประหลาดบางอย่างไม่มีใน TOR และบางอย่างก็ไม่ชัดเจน ซึ่งทำให้วันนี้วุ่นเรื่องนี้กันทั้งวัน วันนี้เป็นวันที่ผมหัวเสียสุดๆ
วันเสาร์ (19/5/2012) วันนี้เรามาที่ Rockchip เหมือนเดิม พยายามหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น โปรแกรม System Info อ่านค่าจากตัวเครื่องมาไม่ตรง เช่น ความเร็ว CPU, RAM, Internal Storage ฯลฯ ซึ่งใช้โปรแกรมอะไรมันก็ไม่ตรงอยู่แล้ว คือจะเอาให้ได้เป๊ะๆ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเครื่องยี่ห้อเอาโปรแกรม System Info ดูค่าที่ได้ยังไม่ถูกต้องเลย แต่เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นให้ตรวจรับไม่ผ่านได้ซึ่งดูงี่เง่ามาก แต่ยังไงก็ต้องแก้ไข ซึ่งปัญหานี้วนกลับมาที่ Rockchip ให้ทางนี้ช่วยแก้ปัญหา ซึ่งวิศวกรของ Rockchip ก็งุนงงกับปัญหานี้เช่นกัน เพราะโดยปกติ โปรแกรม System Info จะอ่านค่าได้ต่ำกว่าค่าที่แท้จริงอยู่แล้วและประเด็นนี้ดูงี่เง่ามาก แต่เขาก็แก้ไข ROM ให้ใหม่ เพื่อให้อ่านค่าได้ถูกต้อง
วันอาทิตย์ (20/5/2012) วันนี้เรามาที่โรงงาน SCOPE ของจริง เพื่อทำ Factory Testing วันนี้ก็ดูวุ่นวายเหมือนเดิม เพราะต้องทำ Factory Testing แบบตามมีตามเกิด เพราะวันนี้เป็นวันหยุดของพนักงาน และบางส่วนของโรงงานก็ล็อก ประเด็นสำคัญคือเราต้องทำตาม Testing Method ที่ระบุไว้ในเอกสาร ซึ่งดูวุ่นวายมากๆ เช่น ทำการทดสอบกับ 10 เครื่องที่สุ่มมาจากแต่ละกล่อง มีวิธการทดสอบที่แปลกประหลาด แต่วันนี้ก็เป็นวันที่ใช้พลังมากพอสมควร เพราะต้องเดินขึ้นดาดฟ้าตึกเพื่อทดสอบ GPS ในขณะที่ฝนกำลังจะตก เสี่ยงกับการโดนฟ้าฝ่า เสี่ยงกับการโดนไฟดูดจาก Volt Adjustment ฯลฯ กว่าจะทดสอบเสร็จก็เกือบตี 1 วันนี้หลี่ต้องมานอนกับเจ๊แคทเพราะต้องไปส่งคลิมตอนเช้าพร้อมกับเครื่องทดสอบอีก 10 ตัวเพื่อให้กรรมการตรวจรับ(ตัวจริง) ทางไทยดูข้อมูลและทำการทดสอบกับ 10 เครื่องที่สุ่มมาเพื่อพิจารณาว่าผ่านหรือไม่ผ่านทาง SCOPE จะได้ส่งเครื่องในวันอังคารจะได้ไม่ส่งเครื่องไปเก้อหรือไปดองไว้ที่คาโก้ของสนามบิน
วันจันทร์ (21/5/2012) วันนี้เป็นวันพักผ่อนที่ได้พักผ่อนนอนยาวๆ วันนี้ตื่นตี 5 ออกไปส่งคลิมพร้อมกับหลี่ ที่บริษัทขนส่งตงตงอะไรซักอย่าง อยู่แถวๆ ห้างสายรุ้ง (Rainbow Department Store) ซึ่งบริษัทนี้ก็คือบริษัทที่มีพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ (อยู่ที่ช่อง C03 ที่สนามบินฮ่องกงนั่นเอง) สัญลักษณ์คือ E&E พนักงานใส่เสื้อสีเขียว ซึ่งเป็นไปตามคาด คลิมโดนโวยเรื่องกล่องกระดาษเหมือนคนที่สนามบินเมื่อวันอาทิตย์โดนไม่มีผิด แต่มีหลี่ช่วยอธิบายคนขับจึงยอม เพราะเป็นกล่องเปล่าอีกอย่างเครื่องอยู่ในกระเป๋าเป้ดังนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหา ผมไม่ได้ถามว่าหลี่พูดอย่างไรให้คนขับยอมให้คลิมขึ้นรถไปได้ แต่ก็โชคดีมากๆ ที่มีหลี่คอยช่วยเหลือเรื่องภาษา ผมกับหลี่โบกรถ Taxi กลับมาที่โรงแรม ผมได้นอนพักผ่อนยาวๆ ได้ดูโทรทัศน์ประเทศจีน ได้ดูการ์ตูนเซนต์เซย่าภาษาจีน ให้ความรู้สึกที่แปลกดี วันนี้เหมือนเจ๊จะมีนัดสัมภาษณ์อะไรซักอย่างกับประธานของ SCOPE และ Rockchip ผมต้องรอจนกระทั่ง 3 โมงเย็นกว่าจะได้รู้ว่าไม่ต้องไปไหนแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนจริงๆ ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย ไม่ได้ไป Shenzhen Window of the World ไม่ได้นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ได้นั่งรถเมล์ ฯลฯ เป็นการเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไร เพราะมาถึงก็ทำแต่งาน งาน งาน แล้วก็งาน แต่วันนี้ได้เดินไปที่ห้างสรรพสินค้าอะไรซักอย่าง คล้ายๆ กับ Big C มีอยู่ 2 ชั้นเดินไป เดินมา ก็แก้เครียดได้ดี ได้กินข้าวร้านอาหารธรรมดาๆ ก็รู้สึกอร่อยดี แต่ไม่ได้ไป Shenzhen Window of the World อ่ะ T_T
วันอังคาร (22/5/2012) วันนี้เป็นวันที่ต้องกลับประเทศไทย วันนี้ผมตื่นมาแต่เช้ามองดูบรรยากาศรอบๆ โรงแรมผ่านทางหน้าต่างห้อง มองดูตึก Tencent QQ เพราะคงไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว เพราะผมมี Visa เข้าประเทศจีนได้แค่ครั้งเดียว อีกอย่างยังเสียดายที่ไม่ได้ไป Shenzhen Window of the World T_T ผมเสียเวลาเก็บของไม่มาก เพราะเมื่อคืนเก็บของเกือบหมดแล้ว อาบน้ำ สระผม นอนเล่น ดูโทรทัศน์ ฟังเพลงจาก QQ Web เล่นเกมส์ รอเวลา 10.00 น. เพื่อเดินทาง พอ Check-out ห้องพักที่โรงแรมได้ ก็ขึ้น Taxi ไปห้างสายรุ้งเช่นเดิม และเจ๊แคทก็โดนโวยจากพนักงานบริษัทขนส่งเหมือนเดิม เรื่องกล่อง Tablet นั่นแหละ เพราะเจ๊อยากหอบกลับไปเอง ทำให้เราโดนไล่ไปขึ้นรถอีกคัน ซึ่งไปจอดที่ด่าน ตม. เท่านั้น ไม่พาเราข้ามมาฝั่งฮ่องกง เราต้องเดินแบกของเข้า ตม. เองให้เจ้าหน้าที่ ตม. จีนและฮ่องกงตรวจ กว่าจะออกมาได้ก็กินเวลาเกือบชั่วโมง และที่สำคัญเราออกผิดประตู ออกมาทางท่ารถ Bus เข้าฮ่องกง ซึ่งเราเจอพนักงานบริษัทขนส่งพอดี ผมก็เลยถามว่าจะไป Airport ที่ฮ่องกงได้ยังไง ผมเอาตั๋วให้ดูว่าเราไม่ได้โกหก พนักงานบริษัทขนส่งคนนี้ก็ติดต่อหารถให้เรา และบอกว่าอีก 40 นาทีให้รอก่อน ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องรอครับ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงรถ Toyota Alphard สีดำสนิทก็มารับเราที่ท่ารถ Bus คนขับเป็นคนมีอายุหน่อยและใจดีมากๆ ถามเราว่าไป Airport ใช่มั๊ย เขาก็ขับรถเรื่อยๆ ให้เราดูวิวสองข้างทางในตอนกลางวันว่าฮ่องกงตอนกลางวันก็สวยไม่แพ้ตอนกลางคืน ลุงขับรถเข้ามาจอดที่ Terminal 1 ขาออกให้เรา ผมขอบคุณคุณลุงที่มาส่งเรา แกยิ้มให้แล้วบอกว่ายินดี 🙂 ผมล่ะซึ้งเลยครับ
ที่สนามบินฮ่องกง บอกได้อย่างเดียวว่าใหญ่มากๆ มีป้ายบอกทุกที่ที่เดินผ่านรับรองไม่หลงแน่นอน แต่สนามบินที่นี่ออกแบบแปลกๆ เพราะชั้นแต่ละชั้นดูเหมือนขาดๆ เกินๆ เหมือนจงใจให้เรา focus เฉพาะที่ที่เราจะไป เช่น Terminal 1, Terminal 2, Arrival, Departure, HKIA ฯลฯ ดังนั้นเราต้องเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ เช่น ผมต้อง Check-in ที่ TG ช่อง Q อยู่ Terminal 2 ดังนั้นต้องเดินไปที่ Terminal 2 พอไปใกล้ๆ Terminal 2 เขาก็มีป้ายบอกทางต่อว่าไปช่อง Q ได้ที่ไหน ก็เดินตามป้ายไปครับ พอถึงช่อง Q ก็พบว่าพนักงาน TG ที่นี่แปลกๆ ดูเหมือนไม่ใช่คนไทย ซึ่งก็ไม่ใช่คนไทยครับ เป็นคนฮ่องกงแต่พูดภาษาอังกฤษคล่องเลย เรา Check-in ก่อนเวลาก็เลยไม่รู้ว่าจะไปออก Gate ไหน ต้องดูจาก Monitor เอา ซึ่งที่นี่ข้อมูล Gate อัพเดทเร็วมากครับ ผมกับเจ๊เดินไปกินข้าวที่ร้านอาหารเวียดนามชั้นบนของ Terminal 2 แล้วก็เดินดูสินค้าที่ขายใน Terminal 2 จากนั้นก็เดินลัดเลาะไป Terminal 1 ที่สนามบินฮ่องกงมี Wifi Free ให้ใช้ แต่สัญญาณจะแรงในบางจุดต้องหาที่นั่งเหมาะๆ แล้วจะมีสัญญาณพอที่สามารถใช้อ่านเมล์ได้เปิดเว็บได้ ผมเดินสำรวจเส้นทางจนเกือบ 5 โมงเย็น ก็เดินไปดู Monitor เพื่อดู Gate ว่าออก Gate ไหน ซึ่งโชคดีที่ได้ไป Gate หลัก ไม่ต้องไป Gate 501-50X เพราะต้องนั่งรถออกไปอีกตึกหนึ่ง พอผ่านด่านตรวจกระเป๋า ผ่าน ตม. ก็ผ่านเข้าเขต Duty Free ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมๆ มีร้านค้าอัดกันอยู่ในสนามบิน ผมเดินดู Monitor อีกรอบว่า Gate ยังเหมือนเดิมอีกไหม ส่วนเจ๊ขอเดินไปช็อปปิ้ง อย่างที่ผมบอกข้อมูล Gate ที่นี่อัพเดทไวมาก แค่เดินผ่าน ตม. มา Gate ก็เปลี่ยนแล้ว แต่หลายเลขไม่ไกลกันมาก จาก 43 เป็น 45 ผมรอเจ๊ตรงทางลงไปตรงรถไฟฟ้าใต้ดิน (นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินอีกแล้ว) โชคดีที่เจ๊เดินมาก่อนหน้าผม ก็เลยบอกเจ๊ไปว่า Gate เปลี่ยนนะเจ๊จาก 43 ไป 45 ไม่ไกลกันมาก หลังจากขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ถึง 1 นาที รถไฟก็จอดที่ท่าตรง Gate ที่เราจะขึ้นพอดี (ช่วง Gate 40) แต่ต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปอีก 3 ชั้น แล้วเดินต่อไปอีกหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างทางเดินไป Gate มีร้านขายของเช่นเคย ราคาก็ไม่แพงมากนัก (เงินฮ่องกงนะ) ถ้าแปลงเป็นเงินไทยก็หลายตังค์เหมือนกัน ผมเดินเล่นระหว่าง Gate เดินเล่นไปเรื่อยๆ รอเวลา 6.25 น. สิ่งที่แปลกของ Gate ที่สนามบินฮ่องกงคือ Gate คือประตูจริงๆ คือใช้เดินผ่านเข้าไปที่ตัวเครื่องบิน ไม่ได้แบ่งเป็นห้องๆ เหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้คนหลง Gate เดินมายัง Gate ที่ถูกต้องได้รวดเร็วมาก และทำให้สนามบินดูโล่งกว้างมากๆ
ขากลับขึ้นเครื่อง TG ดูเหมือนเครื่องลำเล็กแต่ได้นั่งตรงกลางเครื่องก็รู้สึกดีหน่อย อาหารเย็นวันนี้เป็นข้าวหมูอบ, ข้าวเขียวหวานไก่ ผมเลือกข้าวเขียวหวานไก่เพราะอยากลองชิมเขียวหวานไก่ของ TG มานานละ รสชาดใช้ได้เลยครับเสียดายที่ไม่ได้กินข้าวหมูอบสงสัยครั้งหน้าพลาดไม่ได้ครับ ขากลับได้นอนพัก ไม่มีทีมรักบี้บ้าพลังมากวนใจ มีแต่ความรู้สึกสบายๆ ดีใจที่ได้กลับบ้านกลับประเทศไทย คิดถึงข้าวผัดกุ้งที่ S&P คิดถึงสนามบินสุวรรณภูมิ คิดถึงประเทศไทย คิดถึงมากๆ ครับ พอลงเครื่องได้ก็ต้องผ่าน ตม. ประเทศไทย ผมก็เลยเดินไปที่ e-passport เหมือนเดิม ว่าตรวจได้หรือยังซึ่งก็พบว่ายังตรวจไม่ได้เหมือนเดิม T_T ก็เลยเดินเข้าช่องให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจเหมือนตอนออกจากประเทศไทย สงสัย passport ใหม่เกินไป พอผ่าน ตม. ปุ๊บก็เข้าไปรอเอากระเป๋าที่สายพาน พอได้กระเป๋าก็หาทางออกละครับ ส่วนเจ๊ติดศุลกากรข้อหาเอา Tablet เด็ก ป.1 เป็นลังเข้ามาจากเมืองจีน แต่ไม่ได้เสียตังค์ค่าภาษีแต่อย่างใดเห็นว่าเคลียกันเรียบร้อยก็ถือว่าโชคดีไป ผมเดินวนไปวนมาในสนามบินสุวรรณภูมิ อยากขึ้นไปกินข้าวที่ S&P ให้หนำใจ แต่ก็ง่วงนอนอยากกลับไปพักผ่อนที่อพาร์ทเม้นมากกว่า ก็เลยตัดสินใจนั่งรถ Taxi กลับอพาร์ทเม้น พอมาถึงก็นอนหลับยาว ตื่นมาอีกทีก็เที่ยงของวันพุธแล้วนอนได้สะใจมากๆ ครับ 🙂
วันพฤหัส (24/5/2012) เข้าไปทำงานที่ SIPA พบว่าทำงานที่ Rockchip มีความสุขกว่ากันเยอะเลย
การเดินทางครั้งนี้ต้องขอบคุณ

  • เสธฯ ต่าย ที่บังคับให้เราไปจีน ต้องทะเลาะกับเมียเรื่องค่าเดินทาง+เงินกินอยู่ ของเราในจีน
  • พี่วิรัตน์ คอยช่วยเหลืออยู่ที่ประเทศไทยทำให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น
  • เจ๊แคท, คลิม ผมถือว่าครั้งนี้เป็นการร่วมงานอย่างเป็นทางการครั้งแรก ครั้งต่อไปผมไม่ไปจีนแล้วนะไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย
  • Stacy ผมรู้ว่าเธอคนนี้ทำงานหนักมากหลังจากที่ทีมเราไปถึงจีน อดหลับอดนอนกับเรา บางวันไม่ได้กลับบ้าน (ผมรู้นะ)
  • หลี่ ชื่อภาษาไทย “จอมขวัญ” ชื่อภาษาจีนอะไรซักอย่างที่แปลว่า “หิมะ” น้องพยายามแปลภาษาให้ ถึงแม้ว่าภาษาไทยไม่แข็งแรงมากแต่ก็พยายามช่วยเหลือเราเสมอ
  • เผิง ผมบอกได้คำเดียวว่า เขาคือ Director of Quality Control ตัวจริง ถ้าคุณภาพไม่ผ่าน เผิงไม่ให้กลับบ้าน ได้อยู่ถึงตี 3 ทุกวัน เห่อๆ
  • คนขับรถ ชื่ออะไรจำไม่ได้ มีเพลงเพราะๆ ให้ฟัง (โดยเฉพาะเพลงป้าเบิร์ดเวอร์ชั่นภาษาจีน) มีความจริงใจให้เสมอ เล่นมุกได้ฮามาก อ้อเรื่อง 200 หยวนด้วยผมยังไม่ได้ใช้บริการเลยอ่ะ
  • หลิวเผ่ย เพื่อนคุยผ่านกระดาษ ผมเพิ่งเคยคุยกับคนจีนผ่านกระดาษได้สนุกเท่ากับหลิวเผ่ยคนนี้
  • อันซื่อกวน ผมท่องชื่อนี้ตลอดทางกลับประเทศไทย เพราะผมจำได้แค่ eng.azg linux kernel 3.0.8+ ผมเชื่อแล้วว่าทำไมทุกคนเห็นคุณเป็นเทวดา
  • ทีมวิศกรที่ Rockchip สอนผมหลายอย่าง ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับผมเสมอ ขอบคุณจากใจจริง ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนไม่ได้นอนหลายวัน
  • ประธาน SCOPE, ประธาน Rockchip ช่วยเหลือเราในทุกเรื่อง ให้ทีมงานเก่งๆ ระดับเทวดามาทำงานกับเรา
  • น้องแว่นและลุงคนขับรถบริษัทตงตงอะไรซักอย่าง ที่ด่าน ตม. เซิ่นเจิ้น – ฮ่องกง ที่ช่วยเหลือเราคนไทยที่ชอบหลงทาง

 

  • Related Content by Tag