ติดตั้ง Java 8 บน Ubuntu 14.04

Ubuntu 14.04 มี Java 7 ติดตั้งมาให้ ซึ่งเป็น Open JDK 1.7 แต่หากต้องการติดตั้ง Java 8 จาก Oracle ต้องทำยังไง หลายท่านถามคำถามนี้เข้ามา ก็เลยถือโอกาสแนะนำวิธีการติดตั้ง Java 8 บน Ubuntu 14.04 วิธีการติดตั้งแบบง่ายที่สุด คือใช้ PPA ดังนี้

sudo add-apt-repository ppa:webupd8team/java

sudo apt-get update

sudo apt-get install oracle-java8-installer oracle-java8-set-default

เพื่อความแน่ใจ ตรวจสอบสักนิดว่าเป็น Java 8 หรือยังด้วยคำสั่ง

java -version

ชีวิตบน OSX

ใช้ MacBook Air มาจะครบ 1 ปีแล้ว ไม่เคยเขียน Blog เลยว่าผมใช้ software อะไรบ้างบน OSX และบน Ubuntu เลยมาไล่ดูว่าใช้ software อะไรบ่อยๆ บ้าง ได้ตารางดังนี้

แก้ปัญหา ADB ทำงานไม่ได้บน Ubuntu 13.10 64bit

ผมเจอปัญหาเรื่อง ADB (Android Debug Bridge) บน Ubuntu 13.10 64bit โดยปกติเราก็ต้องติดตั้ง ia32-libs แต่ใน Ubuntu 13.10 ไม่มี package นี้แล้ว นั่งหาอยู่นานว่า package นี้หายไปไหน สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าเขาเปลี่ยนชื่อเป็น lib32z1 เอาเป็นว่าถ้าจะใช้งาน ADB บน Ubuntu 13.10 ขึ้นไปและเป็นรุ่น 64bit ให้ติดตั้ง package ดังต่อไปนี้

sudo apt-get install lib32z1 lib32ncurses5 lib32stdc++6

เท่านี้เราก็ใช้งาน ADB ได้แล้วครับ ;)

Simple Screen Recorder จิ๋วแต่แจ๋ว

ผมใช้ Gnome3 มาเกือบ 2 ปีเห็นจะได้ มี feature นึงที่ผมชอบมากคือ Screen Recorder มีมาให้ในตัว กดปุ่มอะไรจำไม่ได้ละ ไฟล์วิดีโอที่ได้เป็น mkv มีเล็กมากๆ สามารถใช้ OpenShot ตัดต่อได้อย่างสบายๆ ไม่กินแรงเครื่องมากนัก แต่พอกลับมาใช้ Ubuntu + Unity ก็พบว่ามันไม่มีน่ะ ต้องหาโปรแกรมอย่าง Record My Desktop มาใช้งาน แต่ไฟล์ที่ได้ก็ยังไม่ใช่ฟอร์แมตที่อยากได้ อยากได้เป็น mkv มากกว่า ก็เลยไปค้นดูใน Ubuntu Software Center ก็พบว่ามี Screen Record อยู่หลายตัว แต่ก็ไม่ตรงใจมากนัก จนไปเจอกับโปรแกรมเล็กๆ ตัวนึงชื่อ Simple Screen Recorder ดูเห่ยๆ หน่อยแต่ไฟล์ที่ได้สามารถบันทึกเป็น mkv ได้ ก็เลยตกลงใช้เลยคับ

ใครสนใจอยากทดลองใช้ ก็ดูวิธีการติดตั้งได้ที่ Webup8 ครับ

มาเล่น Ubuntu MaaS กัน

MaaS หรือ Metal as a Service เป็นเครื่องมือจัดการเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในการ provisioning, config และ deploy application โดยใช้แนวคิดของ Cloud Computing มาประยุกใช้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ ซึ่งเป็นแนวคิดแบบใหม่ในการจัดการเซิร์ฟเวอร์เลยทีเดียว MaaS สามารถใช้งานร่วมกับ Juju ได้ทำให้คุณสามารถใช้ Charm ในการ config และ deploy application ได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

MaaS มีมาตั้งแต่ Ubuntu 12.04 LTS และหลังจากผมเป็นหนูทดลองมา 6 รุ่น 12.04, 12.04.1, 12.04.2. 12.03, 12.10 และ 13.04 ดูเหมือนว่ารุ่น 13.10 มีความสเถียรมากขึ้น และ Juju ก็รุ่นสำหรับ Mac OSX และ Windows แล้วและทำงานได้ดีขึ้นก็เลยได้โอกาสกลับมาเล่น MaaS อีกรอบ (รอบที่ 7)

โครงสร้างเน็ตเวิร์คที่ผมใช้เป็นแบบนี้ เอาคร่าวๆ เราจะมี MaaS Controller + Region 1 ตัว และ Node อีก X ตัว ผมหาได้แค่ 3 เครื่องเอามาทดลองจากแผนภาพผมพยายามแยก เน็ตเวิร์คออกจากเน็ตเวอร์ภายในเพราะเราจะใช้วิธีการ PXE Boot เพื่อ register node, config และติดตั้ง Ubuntu Server เพื่อรอใช้งานร่วมกับ Juju

เริ่มที่เครื่อง MaaS Controller ก่อน NIC มี 2 ขา ขานอกต่อออกเน็ตได้และอยู่ในวงเดียวกับเครือข่ายภายใน ส่วนอีกขาต่อกับเครื่อง Node 3 เครื่อง ใช้ Ubuntu 13.10 Server amd64 ติดตั้ง MaaS Controller ดังนี้ เมื่อบูตเครื่องเลือก Multiple Server Install with MAAS

รอโปรแกรมอ่านแผ่นตอบคำถามโน่นนี่จากนั้นตัวติดตั้งจะถามว่าจะติดตั้งเครื่องนี้จาก MaaS Server หรือติดตั้ง MaaS Server ใหม่ลงเครื่องนี้ ก็เลือกอันที่ 2 ครับ

ติดตั้งไปเรื่อยๆ เครื่องจะแจ้งหมายเลข ip address และ service endpoint ของ api ให้ตรวจสอบและติดตั้งให้เสร็จ จากนั้นให้ config เน็ตเวิร์คขาในให้เป็น static ip แล้วสร้าง superuser ให้กับ MaaS ดังนี้

sudo maas createsuperuser

จากนั้นติดตั้ง maas-dhcp และ maas-dns เพื่อให้ MaaS Server เป็นตัวจัดการเรื่อง dhcp และให้เครื่อง Node boot ผ่าน network เข้ามา เปิดเบราเซอร์ไปที่ Web Console ของ MaaS Server (172.16.29.147) ดังนี้ http://172.16.29.147/MAAS ใส่ username, password ตามที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ เปิดไปที่ user preference เพิ่ม ssh key ให้เรียบร้อย

เปิดไปที่ Setting กำหนด รุ่นของ Ubuntu ที่ต้องการใช้งาน แนะนำให้เลือก Ubuntu 12.04 เอาไว้เนื่องจาก Charm ส่วนใหญ่อิง Ubuntu 12.04 ครับ อ้ออย่าลืมกำหนด repo ใกล้บ้านไว้ด้วย

ตั้งค่า Cluster Controller เพิ่ม NIC ขาในให้คุม DHCP

จากนั้นมาตั้งค่า config ในไฟล์ /etc/maas/import_pxe_files ดังนี้

RELEASES="precise saucy"
ARCHES="i386/generic amd64/generic"
LOCALE="en_US"
IMPORT_EPHEMERALS=1

และ ในไฟล์ /etc/maas/import_ephemerals ดังนี้

DATA_DIR="/var/lib/maas/ephemeral"
RELEASES="precise saucy"
ARCHES="i386/generic amd64/generic"

สาเหตุที่ต้องมาแก้ไขไฟล์ทั้ง 2 เพื่อกำหนดรุ่นของ Ubuntu และ architecture ที่เราต้องการจริงๆ ต้องการ precise, saucy ทั้ง i386 และ amd64 จากนั้นใช้คำสั่ง

maas-import-pxe-files

เพื่อสั่งให้ download ไฟล์สำหรับใช้ boot ผ่าน network หรือที่เรียกว่า pxe boot เมื่อดาวน์โหลดไฟล์สำหรับ boot เสร็จโปรแกรมจะดาวน์โหลด ephemeral image ต่อ ประมาณ 1.2GB ได้แก่ precise i386, amd64 และ saucy i386, amd64 ถ้าใช้เฉพาะ amd64 ก็ไปแก้ config ข้างต้นได้ครับ รอจนดาวน์โหลดเสร็จ

จากนั้นให้คุณทะยอยเปิดเครื่อง Node ทีละเครื่องแล้วสั่งให้ Boot ผ่าน LAN ถ้าจะให้ดีตั้งค่า boot order ไว้อันดับแรกๆ เมื่อเครื่อง Node boot ก็จะได้รับ IP Addres ที่เครื่อง MaaS Controler จ่ายมาพร้อม Boot ผ่านเน็ตเวิร์ค สถานะของ Node เมื่อ boot และ config ค่าเบื้องต้นเสร็จเราจะเรียกว่า Commisioning เมื่อผ่านสถานะนี้ จะเข้าสถานะ Ready และจะมีข้อมูลของ Node อยู่ในหน้า Node จากนั้นเครื่อง Node จะ Sleep ในกรณีที่เครื่อง Node สนับสนุน Wake on LAN เราจะสามารถปลุกเครื่อง Node ได้เมื่อสั่ง Start ที่หน้า Web Console หรือสั่ง Juju bootstrap ถ้าเครื่อง Node ไม่มีคุณสมบัติที่ว่านี้ ต้องเปิดเครื่องเองอีกรอบเพื่อเข้าสู่สถานะ Ready อีกครั้ง คุณจะพบว่าเครื่อง Node ติดตั้ง Ubuntu Server เรียบร้อยหมดแล้ว

ลืมบอกไปว่าถ้าเราใช้ pxe boot แบบปกติ MaaS จะติดตั้ง Ubuntu Server ผ่าน net install ซึ่งจะช้ามาก ให้เรากำหนดให้ใช้ ephemeral image เป็นตัวติดตั้งจะเร็วกว่ามาก วิธีการง่ายๆ ก็คือไปหน้ารายการ Node แล้วเลือกทั้งหมด แล้วกำหนดให้ใช้ fast installer จากนั้น reboot เครื่อง Node อีกรอบ คราวนี้็ MaaS จะติดตั้ง Ubuntu Server ให้เร็วมากขึ้น กลับไปดูหน้า Web Console เราจะพบว่าเรามี 1 Node แล้ว ทีนี้ทะยอย Boot เครื่อง Node มาเรื่อยๆ จนครบ

จากนั้นก็ติดตั้ง Juju ตามปกติ ตั้งค่าใช้ MaaS ในไฟล์ ~/.juju/environments.yaml

  • maas-server เอาค่า IP Addres หรือ FQDN มาใส่
  • maas-oauth เอา MaaS Key มาใส่
  • admin-secret กำหนดรหัสผ่านที่คุณจำได้ เอาไว้ config application ตอน deploy

จากนั้นใช้คำสั่ง

juju switch maas

เพื่อเปลี่ยนไปใช้ config ของ MaaS จากนั้นก็ใช้คำสั่ง bootstrap ตามปกติดังนี้

juju bootstrap

ให้รอสักพัก Juju จะไปหา Node สักเครื่องแล้วติดตั้ง MongoDB เพื่อใช้เก็บค่าสถานะของ node ที่อยู่ใน cluster ถ้ากลับไปดูที่หน้า Web Console เราจะพบว่า Juju ยึดเครื่องเราไปแล้ว 1 ตัว

เมื่อใช้คำสั่ง juju status ก็จะพบว่ามี Node พร้อมทำงานแล้ว

จากนั้นก็ใช้ Juju deploy application ตามปรกติ ถ้าใช้ command line แล้วดูยุ่งยากก็สามารถติดตั้ง Juju GUI เอาไว้ใช้งานได้ครับ :)

 

ต่อมือถือ Android กับ Ubuntu ผ่าน MTP

ผมใช้มือถือ Nexus มาได้ 1 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถรับ-ส่ง ไฟล์ผ่านสาย USB ได้ เนื่องจาก Android 4.x ใน Nexus ใช้การเชื่อมต่อผ่านโปรโตคอล MTP และ PTP เท่านั้น ทำให้การใช้งานเครื่อง Nexus ของผมต้องผ่าน ddms หรือไม่ก็ Airdroid สำหรับท่านที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows อาจไม่ส่งผลกระทบเท่าไร แต่ท่านที่ใช้ Ubuntu ก็คงต้องมาหาทางแก้ไขกัน ใน Ubuntu มีเครื่องมือหลายอย่างในการรับส่งไฟล์ผ่าน MTP เช่น Go-Mtpfs, Gvfs เป็นต้น แต่ทั้งหมดก็สร้างปัญหา หรือที่เรียกว่าใช้งานไม่ได้มาเกือบ 1 ปี แต่ Gvfs และ libmtp ก็ทะยอยแก้ปัญหามาเรื่อยๆ สำหรับท่านที่อยากลอง สามารถติดตั้งเพื่อทดสอบกันได้ จาก PPA ของนักพัฒนา ดังนี้

เพิ่ม PPA ของ Gvfs

sudo add-apt-repository ppa:langdalepl/gvfs-mtp

sudo apt-get update

จากนั้นสั่ง Upgrade

sudo apt-get upgrade

จากนั้น reboot เครื่อง แล้วลองเสียบเครื่อง Nexus ของคุณดูครับ จะพบว่า Ubuntu จะ Mount MTP Device ขึ้นมาให้พร้อมใช้งาน ;)

Ubuntu Phone ยังไม่มาแต่ Live Wallpaper มาแล้ว

สำหรับคนที่รอ Ubuntu Phone มาสถิตใน Nexus ของคุณคงต้องรอถึงปลายเดือนหน้า(เดือนกุมภาพันธ์) สำหรับใครที่อยากสัมผัส Ubuntu ไม่ยากครับเพราะมี Live Wallpaper สำหรับ Android ออกมาให้ดาวน์โหลดไปเล่นกันแล้ว สนับสนุนทั้งอุปกรณ์มือถือและแท็บเล็ต

 

ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store ครับ

Canonical ออก Ubuntu Phone OS

Mark Shuttleworth โชว์ Ubuntu Phone ที่ประเทศอังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมาพร้อมเปิดตัว Ubuntu Phone OS พร้อมลุยในตลาด Mobile

สำหรับ Ubuntu Phone OS ตัวอย่างระบบปฏิบัติการติดตั้งบนเครื่อง Galaxy Nexus การใช้งานในงานแบบ Swipe เป็นหลัก ซึ่งมีตั้งแต่การ Swipe ซ้าย Swipe ขวา Swipe บน Swipe ล่าง ซึ่งรวมเอาข้อดีการใช้งานในสไตล์ Windows 8 และ Blackberry ดูวิดีโอข้างล่าง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีสำนักข่าวหลายแห่งรายงานเกี่ยวกับ Ubuntu Phone OS อย่างเช่น TheVerge

และสำนักข่าวที่พลาดไม่ได้คือ Engadget

สำหรับหลายๆ ท่านที่เผ้ารอที่จะทดสอบ Ubuntu บน Galaxy Nexus ของท่าน ตัว Source Code จะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ สำหรับ Mobile Device ที่สามารถติดตั้ง Ubuntu Phone OS ได้ ควรจะมีคุณสมบัติขั้นต่ำดังนี้

  • Dual-core A9 ARM Processor
  • 1GB of RAM
  • 4GB Flash Storage + SD
  • 800×400 WVGA Screen
  • Multi-touch

สำหรับท่านที่ต้องการประสิทธิภาพ กรณีที่ต้องการเอาไปต่อกับ Dock และใช้เป็น Ubuntu Desktop ควรจะมีฮาร์ดแวร์คุณสมบัติขั้นต่ำดังต่อไปนี้

  • Quad-core A9 ARM Processor
  • 1GB of RAM
  • 32GB Flash + SD
  • Minimum of 720p screen resolution
  • Multi-touch

สำหรับท่านที่เป็นนักพัฒนาที่ต้องการพัฒนา App บน Ubuntu Phone OS ตอนนี้มี SDK ให้ใช้งานแล้ว สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Ubuntu App Developer

เก็บตกเรียน Ubuntu กับสำนักความปลอดภัยฯ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้ช่วยวิทยากร และช่างภาพจำเป็นเนื่องจากที่ฝ่ายเวลาไปบรรยายหรือไปฝึกอบรมมักจะไม่มี ภาพถ่ายที่ระลึกก็เลยได้ไปถ่ายภาพให้ วันนี้เป็นคลาสเรียน Ubuntu กับสำนักความปลอดภัยฯ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ครับ ซึ่งบรรยากาศเป็นกันเองมาก ผู้เรียนไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านกับสิ่งใหม่อย่าง Ubuntu แต่กลับอยากเรียนรู้ที่จะใช้งานให้เป็น ส่วนผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายก็หาวิธีการว่าจะทำอย่างไร หากกรมฯ สั่งซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาแล้วไม่มี Windows ติดมาด้วยและไม่ต้องการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็เลยเกิดการจัดอบรมให้กับตัวแทนศูนย์ในเรื่องการใช้งาน Ubuntu ขึ้น ผู้เข้าอบรมเป็นตัวแทนศูนย์ในแต่ละจังหวัดซึ่งในอนาคตอันใกล้จะต้องได้ใช้ Ubuntu อย่างแน่นอน ทางส่วนกลางก็เลยวางแผนอบรมซะเลย :) การอบรมแบ่งเป็น 2 วัน วันแรกเป็นเรื่อง Ubuntu และวันที่สองเป็นเรื่อง LibreOffice บรรยากาศการอบรมสนุกมาก ไม่เครียด แรงต้านซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ค่อยมี มีแต่คนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกิจกรรมจัดได้น่ารักมากๆ ครับ ผมชอบมากๆ ต้องขอขอบคุณผู้จัดงาน ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ และหวังว่าหน่วยงานของท่านจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ ในอนาคต ขอบคุณจริงๆ ครับ


ลงทะเบียน


ของแจกภายในงาน


ผู้เรียนวันนี้


ของแจกสุดน่ารัก


วิทยากรคุ้นๆ มั๊ย


ของแจกวิทยากร


แนะแนวทางแก้ปัญหา


ผู้เรียนทุกคนได้ Storage บน Cloud ฟรี!


แก้ปัญหาการตั้งรหัสผ่าน คือว่ามันยาวไป “จำไม่ได้”


TA เดินสองฝั่งเลย


วิทยากรวันนี้


ตัวนี้ของผมนะ จองๆ

 

5 ขั้นตอนหลังติดตั้ง Ubuntu 11.10

???Ubuntu 11.10 Oneiric Ocelot ออกแล้วหลังติดตั้งคงต้องมาปรับแต่งกันอีกนิดหน่อยเพื่อความสมบูรณ์ในการใช้งาน วันนี้จะมาแนะนำขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องใช้ดังนี้

  • GIMP
  • Inkscape
  • VLC
  • Shutter
  • Sound Converter
  • Sound Juicer
  • Easy Tag
  • Font Thai
  • MP3 Codec, Flash Player, Mozilla Plugin

เอาเท่านี้ก่อนละกัน :) หลังจากติดตั้ง Ubuntu 11.10 ในโหมดภาษาไทย ตัวโปรแกรมจะ config keyboard ภาษาไทยให้อัตโนมัติ หากท่านใดที่ติดตั้งในโหมดภาษาอังกฤษต้องไป config เพิ่มเอาเองนะครับ

1. หลังติดตั้งให้อัพเกรดซักรอบ

อัพเดท package cache ก่อนด้วยคำสั่ง

sudo apt-get update

?จากนั้นสั่งอัพเกรดด้วยคำสั่ง

sudo apt-get upgrade

2. ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan เพิ่มเติม

ติดตั้งคลังซอฟต์แวร์ของ Suriyan ใช้คำสั่ง

sudo wget http://pub.thaiopensource.org/suriyan-repo/pool/main/s/suriyan-repository/suriyan-repository_1.1-4_all.deb

จากนั้นติดตั้งคลังซอฟต์แวร์เพิ่มเติมด้วยคำสั่ง

sudo dpkg -i suriyan-repository_1.1-4_all.deb

อัพเดท package cache อีกรอบด้วยคำสั่ง

sudo apt-get update

3. ติดตั้ง Font ภาษาไทยเพิ่มเติม

ติดตั้ง Font ภาษาไทยเพิ่มเติมโดยใช้คำสั่ง

sudo apt-get install ttf-ftpi ttf-sarabun-new ttf-sipa-dip ttf-tepc ttf-thai-siampradesh ttf-thaifont-abc ttf-sarabun-new

4. ติดตั้ง Multimedia Codec เพิ่มเติม (กรณีที่ลืมกดให้ติดตั้งพร้อมกับตอนที่ติดตั้ง)

sudo apt-get install ubuntu-restricted-extras ubuntu-restricted-addons

5. ติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการเพิ่มเติม

sudo apt-get install gimp inkscape shutter vlc soundconverter sound-juicer easytag

เท่านี้ก็ได้ Ubuntu 11.10 ที่ตรงกับความต้องการละ :)