รายชื่อซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่น่าสนใจ

ว่างๆ ช่วงตกงาน เลยมาลอง list รายชื่อซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจ แบ่งเป็นหมวดหมู่ไว้แล้ว ดังนี้

  • Blogging
  • Bug Tracking
  • CRM
  • Content Management
  • Customer Services
  • Database Management
  • Development Tools
  • Discussion Forum
  • Document Management
  • E-Commerce
  • Education
  • Human Resource
  • Infrastructure
  • Instant Messaging
  • Network Management
  • Photo Management
  • Portal
  • Project Management
  • Security
  • Telephony
  • Ticket Tracking
  • User Management
  • ERP
  • Wiki
  • Platform Stack
  • E-Mail

ผมอาจจะแบ่งละเอียดไปหน่อย เอาเป็นว่าใครอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างก็ดูได้ที่ MindMap Gallery ละกันครับ

จะทะยอย update เรื่อยๆ ครับ สำหรับท่านที่สนใจเป็นไฟล์ในรูปแบบ XMind ก็สามารถ e-mail เข้ามาขอได้ที่ anoochit [at] gmail [dot] com ครับ :)

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมีราคา

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ทั้งๆ ที่เว็บไซต์นี้เกี่ยวกับโอเพนซอร์สอยากให้ท่านได้ลองอ่านแล้วพิจารณาสักนิด ว่าจริงหรือไม่ ซอฟต์แวร์(โอเพนซอร์ส)มีราคา จากอาทิตย์ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งทางด้าน ISV และผู้ประกอบการด้าน Training ผมหยิบเอาปัญหาไปอภิปายเพื่อหาแนวทางแก้ไขซึ่งหลายคนที่ผมพูดคุยด้วยต่าง เห็นตรงกันว่า ซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์สและไม่เป็นโอเพนซอร์สที่อยู่ในกระบวนการธุรกิจ นั้นมีราคา ซึ่งราคาที่ว่านี้ไม่ได้อยู่ที่ 0 บาท ธุรกิจซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ได้มีรายได้จากการบริจาค (Donate) หากรอคนบริจาคซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดก็คงไม่ต้องกินข้าวกันพอดี ถ้าโปรแกรมเมอร์กินหญ้าได้ก็คงปลูกหญ้ากินไปแล้วล่ะครับ หากเคยอ่านบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนเกี่ยวกับ Positive Cycle ท่านคงทราบแล้วว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมือถือ เซิร์ฟเวอร์ หรือแม้กระทั่ง Router อันเล็กๆ ก็ประกอบไปด้วยซอฟต์แวรโอเพนซอร์ส ซึ่งท่านก็ต้องซื้อหามาใช้งาน นั่นทำให้ท่านต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา เอาล่ะหลายคนอาจมองเรื่องราคาในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการแบ่งสัดส่วนราคา ตามราบละเอียดที่ควรจะมี เช่น ค่าพัฒนา ค่าออกแบบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งการกำหนดราคาแบบนี้ใช้ไม่ได้กับซอฟต์แวร์ที่เป็นกล่องๆ ใช้ได้เพียงการกำหนดราคาโครงการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ tailer made เท่านั้น ซึ่งแน่นอนหากใช้ โอเพนซอร์สระยะเวลาในการพัฒนาและราคาต้นทุนจะต่ำ แต่ก็ยังคงมีราคาแต่ราคาที่ว่านี้จะตกไปอยู่ในส่วนของค่าบริการ ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากส่งมอบผลิตภัณฑ์นั้นๆ

หลายท่านอาจเห็นแย้งว่า ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต้องฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นั่นคงไม่ใช่หากซอฟต์แวร์เปล่านั้นเกิดขึ้นเองได้ ไม่ต้องมีคน contribute หรือไม่มีใครพัฒนาหรือเป็นคนต้นคิด อย่างนั้นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สคงไม่มีค่าใช้จ่าย หากแต่ซอฟต์แวร์เกิดขึ้นเองไม่ได้ ดังนั้นโมเดลธุรกิจเริ่มแรกเพื่อเป็นการจุนเจือนักพัฒนาและ contributor คือการบริจาค (Donate) แล้วก็พัฒนาซอฟต์แวร์ไปเรื่อยๆ ตามโอกาสจะเอื้ออำนวย เอาล่ะในแต่เชิงธุรกิจทำเช่นนั้นไม่ได้ รายได้ที่ได้จากการบริจาคต้องมากพอที่จะเลี้ยงพนักงานในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นการพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ในรูปแบบธุรกิจจึงต้องมีราคา ซึ่งราคาไม่ใช่ 0 บาทดังเหตุผลข้างต้น เอาล่ะการทำเช่นนี้หากจะเรียกว่าหยิบฉวยโอกาสและข้อดีต่างๆ ของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาปรับใช้ในธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ ISV จะต้องพึงระรึกเสมอว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณพัฒนาต่อยอดหรือหยิบเอามาทำตลาดนั้นมา จากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้เริ่มต้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การ contribute งานกลับเข้าไปยังต้นน้ำยังเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นก็เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมาแล้วหากจะจำหน่ายก็ควรพิจารณาในเรื่อง ของราคาต่างๆ ให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

การกำหนดราคาซอฟต์แวร์ถือว่า เป็นปัญหาโลกแตกในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐเองพยายามกำหนดราคากลางของซอฟต์แวร์รวมไปถึงคุณสมบัติเบื้องต้น ที่พอเหมาะพอควรกับซอฟต์แวร์นั้นๆ ซึ่งราคาบางอย่างเหมาะสมกับซอฟต์แวร์แพคเกจ แต่ไม่เหมาะสมกับซอฟต์แวร์แบบ tailer made ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป สำหรับผู้ใช้อย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงอดคิดไม่ได้ว่าทำไม ราคาซอฟต์แวร์มันถึงได้แพงอย่างนั้น ให้ฟรีได้มั๊ย ฯลฯ การพิจารณาความคุ้มค่าในเรื่องการลงทุนจัดซื้อซอฟต์แวร์ต่างๆ อย่างหนักซึ่งวิธีการคิดง่ายๆอย่าง TCO ก็เป็นวิธีคิดที่ดีเช่นกัน เอาล่ะผมคงไม่ได้เชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยากให้ผู้ใช้หรือลูกค้าเป็นผู้เลือกน่าจะเหมาะสมกว่า ประเด็นในเรื่องราคาคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบ้านเรา เพราะลูกค้าเองก็ต้องการซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติที่ทำงานได้และราคาที่รับ ได้ คงไม่ใช่ 0 บาท หรือราคาที่อื้มไม่ถึง การเปิดรับในเรื่องการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไม่ว่าจาก ISV หรือจากซอฟต์แวร์ต้นน้ำก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้อีกเช่นกัน

โอเพนซอร์สไม่ใช่ซอฟต์แวร์ทางเลือก

ช่วง 2-3 เดือนมีนี้มีข่าวดีในเรื่องการการลดราคาซอฟต์แวร์หลายตัวทั้งไทยและเทศ ที่บอกว่าทั้งไทยและเทศหลายคนอาจคิดว่า “คิดหรือว่าเขาจะลดจริง” จากที่สืบราคามาลดจริงๆ ครับที่เป็นเพียงแคมเปนจ์เริ่มแรกเพื่อกระตุ้นการซื้อซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมาย และการหันมาใช้ซอฟต์แวร์ของคนไทยบ้าง มหกรรมลดราคาซอฟต์แวร์ตั้งแต่ 30-50% โดยหวังว่าจะช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลง 20% และจะสามารถลดการละเมิดได้ถึง 50% ในอีก 2 ปีข้างหน้า นั่นมายความว่าตารางลำดับประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์จากอันดับต้นๆ จะต่ำลงไปเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ การเจรจากับผู้ผลิตซอฟต์แวร์นำโดย SIPA ให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพิ่มจำนวนซอฟต์แวร์และเพิ่มสิทธิพิเศษให้มากขึ้นจะส่ง ผลดีกับผู้ใช้ที่จะมีโอกาส “เอื้อมถึง” ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฏหมายเสียที สำหรับแคมเปนจ์นี้มีถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้นครับ รายละเอียดต่างๆ ติดตามได้ที่เว็บไซต์ SIPA ได้

แต่จั่วหัวในเรื่องของซอฟต์แวร์ไทย ราคา 90 บาท ทำได้จริงหรือ? ได้ทรายข่าวจาก บริษัทซีเนียร์ คอม จำกัด ได้สร้างแคมเปนจ์ใหม่โดยเป้าหมายเดียวกันคือธุรกิจ SMEs ซึ่ง สนช. และบริษัทซีเนียร์ คอม จำกัด นำรูปแบบลิขสิทธิ์แบบแชร์แวร์มาประยุกต์ใช้ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งาน ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องได้เช่นกัน โดยซอฟต์แวร์ที่นำทัพมาจำหน่ายเพียง 90 บาทนี้ ได้แก่ ระบบบัญชีทั่วไป และบริหารงานบุคคลและเงินเดือน พร้อมคู่มือใช้งาน และในปลายปีนี้จะมีโปรแกรมการขายและลูกค้าสัมพันธ์ และโปรแกรมงานบริการชุดใหม่ ออกตามมา ในหลายภาคส่วนพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์โดนการแก้ปัญหาที่ ต้นตอในเรื่องของราคา ทำให้มีความคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ซึ่งก็ขอให้เป็นเช่น นั้น Continue reading

ทำไมนักศึกษาควรพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ตอนที่ 2

คราวที่แล้วได้อธิบายเหตุผล 3 ข้อที่คุณได้แน่นอนจากการพัฒนาหรือเข้าร่วมโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไป แล้ว สำหรับบทความในตอนนี้เป็นวิธีการนำเสนอหรือใช้ประสบการณ์ที่ได้รับในการ สมัครงาน ถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่สิ่งแรกที่คุณจะต้องได้รับคือประสบการณ์จากการศึกษา นั่นคือคุณจะต้องจบการศึกษาเนื่องจากผู้จ้างงานจะพิจารณาคุณสมบัติทางการ ศึกษาเป็นอันดับแรก หากท่านเคยทำงานที่อื่นมาก่อนการพิจารณาคุณสมบัติทางการศึกษาจะน้อยลงไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้จ้างงานจะพิจารณา) สำหรับการเขียน resume นำเสนอตัวคุณเอง และประสบการณ์การพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ส่งที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาการจ้างงานคือ ทักษะ, ประสบการณ์, การอ้างอิง และข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ลองมาดูกันกันครับ

บริษัทส่วนใหญ่จะมีเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ ตรวจสอบ resume อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วน HR หรือเจ้าหน้าที่ส่วนงานที่คุณจะต้องเจ้าไปทำดังนั้นการนำเสนอข้อมูลด้าน ทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะต้องทำเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเขียนลงใน resume แล้วคุณจะเขียนอะไรลงไป? หากนึกไม่ออกให้คุณนึกถึงคำถามต่อไปนี้ คุณใช้ระบบควบคุมเวอร์ชั่นชื่ออะไร? ใช้ IDE อะไร? ภาษาที่คุณถนัดหรือเคยเขียน? ใส่ความชำนาญเขาไปในแต่ละทักษะจะทำให้ resume ของคุณบ่งบอกถึงตัวคุณเองได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ใช้ git และ mercurial เป็นระบบ version control นอกจากทักษะด้านการใช้เครื่องมือคุณยังสามารถเพิ่มข้อมูลด้านทักษะอื่นๆ จากการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สได้อีก เช่น สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้, ทำงานร่วมกับอาสาสมัครได้เป็นจูงใจการทำงานของอาสาสมัคร, เขียนระยะเวลาหรือประสบการณ์การ maintainance ซอฟต์แวร์ที่คุณร่วมพัฒนา Continue reading

ทำไมนักศึกษาควรพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

เรื่องของเรื่องไม่ได้ตั้งใจอยากเขียนเรื่องนี้ อีกอย่างหัวข้ออาจออกแนวสมัครงานแต่บทความที่จะเขียนต่อไปนี้น่าจะมี ประโยชน์กับนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาหรือศึกษาอยู่ได้เป็นอย่าง ดี บทความนี้มีแรงบันคาลใจหลายอย่างที่ปัญหาที่พบในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ทั้งที่เป็นโอเพนซอร์สและไม่เป็นโอเพนซอร์ส เดี๋ยวคงได้แจงรายละเอียดให้ได้ทราบกันอีกที หากพูดถึงซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหลายคนก็มักจะคิดถึงเรื่องไม่มีค่าใช้จ่าย ฟรี พัฒนาต่อได้ ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ผู้ใช้ ในแง่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น นักเรียน หรือนักศึกษาที่พัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สจะได้อะไรบ้าง มีประโยชน์ในการหางาน หรือโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานมีมากน้อยเพียงไร ในแง่มุมนี้ยังไม่มีใครกล่าวถึงกันมากนัก บทความนี้จึงขออธิบายและสรุปจากประสบการณ์ของนักพัฒนาในชุมชนโอเพนซอร์สและ รวมถึงผู้เขียนเอง

หากมาพิจารณาว่าผู้ว่าจ้างหรือบริษัทมองเห็น ประโยชน์จากประสบการณ์ที่ได้จากโอเพนซอร์สหรือเปล่า? คำตอบคงขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างหรือบริษัทนั้นๆ แต่หากคุณเคยทำงานร่วมกับโครงการโอเพนซอร์สมาบ้าง โอกาสที่จะได้รับการจ้างงานก็มีสูงมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มาลองดูเหตุผลลึกๆ และประโยชน์ที่จะได้จากการร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส Continue reading

ถ้าไม่มีคนริเริ่มอย่างโอเพนซอร์ส อย่างอื่นก็ไม่เกิด

ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Grand Openning Science Park ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่ The Mall โคราช ซึ่งงานนี้เป็นงานเปิดตัว Science Park และหน่วยงานอื่นๆ ใน Science Park ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานพอสมควร แต่ที่น่าตกใจคือไม่ค่อยมีการเปิดตัวของกลุ่มผู้ประกอบการซอฟต์แวร์มากนัก กลับมีเพียงแต่งานด้านเกษตรกรรมและงานด้านนวตกรรมยานยนต์ซึ่งเล่นทำให้ผม กร่อยเลย งานวันแรก ฯพณฯ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเปิดงาน เหมือนท่านอยากจะดูว่า Science Park ที่นี่มีอะไรบ้าง บังเอิญได้สนทนากับท่านสัก 2-3 ประโยค ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีคนริเริ่มอย่างโอเพนซอร์สอย่างอื่นก็ไม่เกิด โอเพนซอร์สเป็นฐานการพัฒนาอีกหลายอย่าง ซึ่งผมแปลกใจมากที่ท่านพูดกับผมแบบนี้แทงใจมากครับ ที่ผ่านมาผมพยายามเขียนบอกเล่าในเว็บไซต์นี้และพยายยามกระตุ้นเตือนเสมอว่า เราสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับซอฟต์แวร์ได้ ทำไมเราต้องเป็นผู้ตามอยู่เสมอ ทั้งด้าน open source software หรือแม้กระทั่ง propietary software ก็ตาม

สิ่ง ที่ผมจะบอกก็คือในประเทศไทยมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในประเทศน้อยลงมาก ที่น้อยลงก้อเพราะความสนใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบโอเพนซอร์สนั้นไม่น่า เย้ายวนใจอีกต่อไป อีกอย่างการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แต่ทำรายได้จากการบริการนั้น หมายความถึงต้องทำงานหนักถึง 2 เท่า ซึ่งไม่ยากและไม่ง่ายเลยที่จะมีคนมาทำแบบนี้ ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้เกิดการหยิบยืมเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีอยู่แล้วมา แต่งหน้าปั๊มตรา ออกจำหน่ายกันเกลื่อนกลาด และสร้างวัฒนธรรมในลักษณะนี้มายาวนานถึง 7 ปี ผมคงไม่ได้บอกว่า 7 ปีนั้นเป็นเวลาสั้นๆ นะครับ แต่ด้วยการเดินตามๆ กัน และไม่มีใครที่คิดจะเป็นผู้สร้างนั้นน่าเป็นห่วงมาก ผมพยายามศึกษาและทดลองจากชุมชนโอเพนซอร์สในประเทศไทย 2-3 ชุมชน ซึ่งพบว่ากระแสการอยากพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สนั้นน้อยมาก น้อยจนน่าตกใจ ผมมักจะถาม @gumara ว่าทำยังไงดี ทำอย่างไรถึงจะมีพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพราะเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก เรื่องการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาใช้งานนั้นง่ายกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สจริงไหมครับ

อยากเขียนให้ยาวกว่านี้แต่เขียน ไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกหดหู่ใจครับ เพราะหน่วยงานเอกชนก้อจ้องแต่แสวงหาผลกำไร ส่วนภาครัฐก็หวังแต่ผลประโยชน์ไม่ได้มีการส่งเสริมหรือกระตุ้นอย่างจริงจัง จริงใจ ทุกวันนี้ผมเฝ้าหวังว่าคนที่อยู่ในชุมชนโอเพนซอร์สที่เป็น user จะกลายมาเป็น power-user ส่วน power-user ในปัจจุบันจะกลายมาเป็น developer ในชุมชน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับชุมชนและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เขาใช้ต่อไป ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่หวังได้ในตอนนี้

พัฒนาซอฟต์แวร์เป็นโอเพนซอร์สทำไม?

คนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ที่น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยเปิดเผยโค้ด เป็นคำพูดจากเพื่อนที่อยู่แดนไกลถึงประเทศอินเดีย เขาชอบประเทศไทยเพราะคิดว่าการทำงานด้านซอฟต์แวร์กับคนไทยสบายใจมากกว่าการ พัฒนาซอฟต์แวร์กับคนประเทศอื่นๆ ผมไม่ทราบว่าทำไม แต่คำถามที่เพื่อนของผมมักถามจนผมมองเห็นว่าเป็นประเด็น คือ พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม? นั่นสิ คำตอบคงหลากหลาย บ้างก้อว่า เอามันส์ ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพื่อการค้า หวังรวย ฯลฯ ทุกๆ คำตอบที่ได้ยินมาไม่เห็นมีคำตอบไหนที่โดนประเด็นและจุดมุ่งหมายของการพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สเลยสักคำตอบเดียว คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม?

เบื้องหลัง ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่พัฒนามาจากนักพัฒนาหลายคน อย่างมากก็นับพันคน โครงการใหญ่ๆ อย่าง Linux Kernel, Debian, Fedora เป็นต้น ขอยกตัวอย่างเฉพาะ Real Open Source Software นะครับ ด้วยกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้หลายคนมองเห็นข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ลองไปอ่านในหนังสือ The Cathedral and the Bazaar ของ ESR ดูนะครับ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก propietary เป็น open source มันมีเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน ส่วนใหญ่เหตุผลเหล่านี้มักถูกลืมเลือน ทุกวันนี้คำว่าโอเพนซอร์ส (Open Source) กลายเป็นจุดขายทางการตลาด เอาจุดเด่นของโอเพนซอร์ส มาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นกระแสเสียมากกว่า แล้วคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร? Continue reading

Community V.S. Commercial เลือกอย่างไรดี

ก่อนบทความนี้ทำใจให้เป็นกลางและเปิดใจรับในสิ่งที่ผมกำลังจะบอกเล่าว่าทำไม คุณควรเลือก Commercial หรือควรเลือก Community ผมมองดูความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะอยู่ใน platform ใดๆ Windows, Linux, Mac หรือ Solaris สิ่งที่หลากหลายบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ในแนวทางโอเพนซอร์สมักจะทำคือการ เปิดให้ซอฟต์แวร์ของตัวเองเป็นโอเพนซอร์ส 1 เวอร์ชัน ส่วนอีกเวอร์ชันนึงขาย แต่ก้อไม่เสมอไปเพราะเวอร์ชันที่เป็นโอเพนซอร์สบริษัทเหล่านั้นก้อยังสามารถ หารายได้จากการซัพพอร์ทได้อีกเช่นกัน หลายๆคนอาจเคยได้ยินเรื่อง Duel Licensing หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาติแบบคู่ คือเป็นโอเพนซอร์สและเป็น commercial ด้วย วิธีการแบบนี้มีเยอะให้เห็นจนชินตา เอาเป็นว่าอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ เราเป็นผู้บริโภค เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในแบบใด Pure Open Source หรือ Commercial Open Source

เอาล่ะถ้าเราคิดกันเล่นๆ การที่ผลิตซอฟต์แวร์ออกมา 2 เวอร์ชั่น รุ่นหนึ่งเป็น Open Source สำหรับชุมชน สำหรับลุกค้าหน้าใหม่ สำหรับคนอยากลอง อีกรุ่นหนึ่งเป็น Commercial สำหรับองค์กรที่อยากใช้จริงๆ จังๆ ผู้มีกระเป๋าหนัก? ผู้ที่ต้องการซัพพอร์ท ฯลฯ 108 เหตุผลที่จะเอามาอ้างกันนะครับ มีอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่าคิดคือเรื่อง TCO (Total Cost Ownership)? ที่ถูกนำมาเป็นจุดตัดสินใจของลูกค้า เอาล่ะอย่างน้อยก้อเรื่อง feature และ price performance ล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากได้ Open Source Mail Solution สักตัวหนึ่งเขามี feature เยอะมากประมาณว่าเห็นแล้วอยากใช้เลยล่ะ แต่ทางบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและรับ Implement มีทางเลือกให้ คือ Community Version และ Commercial Version ซึ่งแน่นอนต้องมีตารางเปรียบเทียบ feature และการบริการต่างๆ อย่างแน่นอน ซึ่งก้อรู้อยู่แล้วว่าอันที่เสียเงินมันย่อมดีกว่า และ feature คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ มีบาง feature ก้อแทบไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยก้อมี เอ้าแล้วจะเลือกอย่างไร? หากมองที่ TCO ผมจะยกตัวอย่างโอเพนซอร์ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลตัวหนึ่งก้อ แล้วกันครับ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ตัวที่ว่านี้คือ MySQL คงจะคุ้นๆ นะครับ Continue reading

โอเพนซอร์สวงจรหมุนเชิงบวกกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์

คิดว่าจะไม่มาเขียนเรื่องนี้อีกก้ออดไม่ได้ครับ เพราะว่าแนวคิดในบ้านเรามันออกจะขัดกับแนวคิดโอเพนซอร์สและหลักปรัชญาที่ควร จะเป็นเสียมากซึ่งผมมองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในบ้านเราจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากการดาวน์โหลดโค้ดแล้วปะยี่ห้อใหม่ขายหรือทำได้เท่าที่มีคนทำให้ ไม่เกิดสิ่งใหม่ไม่เกิด innovation ใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายที่อยู่ใน Software Park ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tailor-Made หรือรับจ้างทำของตั้งแต่ต้นเริ่มจากศูนย์ บางรายก้อ reuse โครงการของอีกที่นึงมา modified ให้ใช้ได้กับอีกที่หนึ่ง บางรายก้อใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์นี่แหละเอาไปทำให้ดูค้า เช่น เว็บไซต์ ระบบงานเอกสาร ระบบคลังความรู้ ฯลฯ เอาล่ะคุณน่าจะมองเห็นภาพของธุรกิจอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใมนบ้านเราบ้างนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ อ้อ อันนี้ไม่รวมถึงพวก partner จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาตินะครับ ฮะๆ ธุรกิจซอฟต์แวร์ในบ้านเรามีคู่แข่งเยอะจริงๆ

เอาล่ะจากการโหมโรง เมื่อหลายปีก่อนเกี่นสกับโอเพนซอร์สได้มีการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไป ใช้งานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์แบบจ้างทำของ หรือการบริการแบบครบวงจรอย่างธุรกิจบริการพื้นที่เว็บไซต์ รับทำเว็บ ฯลฯ เท่าที่สังเกตจากช่วงเปลี่ยนผ่านของ CMS รายหนึ่งในต่างประเทศ ไม่ต้องอ้อมค้อมละกัน จาก Mambo ไปเป็น Joomla การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นสร้างผลกระทบหลายอย่างซึ่งไม่ได้เป็นผลกระทบทางตรง แต่เป็นทางอ้อม คือแนวทางการพัฒนา component ของ Mambo ก่อปัญหาเกิดช่องโหว่ของ component หลายตัวทำให้เกิดการ crack เว็บครั้งใหญ่โดยการยิง script ไปยังเว็บต่างๆ ที่ใช้ Mambo เรียกได้ว่าเจ็บตัวกันไปหลายรายเลยทีเดียว และที่แน่นอนผู้ประกอบการหลายรายในไทยก้อโดนโวยจากลูกค้าที่ส่งมอบงานไปแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายก้อได้มาปรึกษาผมเช่นกัน (ไม่ขอเอ่ยชื่อละกันนะ) ถามไปถามมาปรากฏว่าผู้ประกอบการเองก้อยังไม่เข้าใจการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ โอเพนซอร์ส และยังไม่เข้าใจโอเพนซอร์สเสียด้วยซ้ำซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เขาเพียงบอกกับผมว่ามันมีให้ดาวน์โหลดมาใช้ มันง่ายดี แต่ไม่รู้ทำไมโดนแฮ็ก Continue reading

โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์

ไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้เพราะเรื่องโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวก สมบูรณ์ หรือ Completeness Positive Cycle for Open Source Software นี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ออกจะขวางโลกธุรกิจ ขวางโลกในมุมมองของคนในธุรกิจซอฟต์แวร์พอสมควร เพราะธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไปใช้หรือนำไปจำหน่ายมักเน้น ไปในแนวทางธุรกิจในแบบที่เห็นแก่ตัว บางคนก้อเรียกให้สวยหรูว่ามันเป็น Business Model อย่างหนึ่ง ซึ่งผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไร หากคุณยังนึกภาพไม่ออกผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ทำความเข้าใจกัน

สมมุติ ว่ามีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่มหนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพน ซอร์ส (ใช้ License แบบโอเพนซอร์ส) แต่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชุมชนนั้น หยิบเอาซอฟต์แวร์นั้นไปเปลี่ยนชื่อและจำหน่าย โดยที่ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาก้อยังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย และกลุ่มคนกลุ่มนั้นก้อไม่คิดที่จะซัพพอร์ทชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเลยแม้แต่ น้อย หากซอฟต์แวร์มีปัญหาก้อจะโยนกลองให้ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาแก้ไขกันต่อไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและน่าละอายมากที่คนไทยเราก้อทำธุรกิจหากินกับ ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเช่นนี้เหมือนกับตัวอย่าง

น่าเสียดายที่องค์กร ที่ทำหน้าที่ผลักดันเรื่องโอเพนซอร์สในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น องค์กรด้านการศึกษา และ องค์กรด้านภาครัฐ ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของความสำคัญและคุณค่าของซอฟต์แวร์มากนัก ทำให้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในความคิดของบ้านเราเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกหรือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งความคิดแบบนี้ส่งผลเสียแต่ชุมชนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สโดยตรง เอาล่ะโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์เป็นอย่างไร ผมขออธิบายสั้นๆ และไม่ขอลงในรายละเอียดมากนักนะครับ เรามาเริ่มจากจุดเริ่มต้นกันอีกครั้งหนึ่งที่มีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่ม หนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์ส โดยชุมชนและนักพัฒนาซัพพอร์สซึ่งกันและกันโดยการร่วมกันพัฒนา หาบัก แก้บัก สร้างองค์ความรู้ ฯลฯ นวตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นจากชุมชน เนื่องจากความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกันทำให้ซอฟต์แวร์นั้นต้องมีการ พัฒนาอยู่เสมอ นวตกรรมใหม่นี้ถือว่ามีเจ้าของร่วมกันคือชุมชนและนักพัฒนา หากเรามองในรูปแบบวงกลมเราจะได้วงกลมที่ซ้อนทับกัน Continue reading