ประยุกต์ Wildcard DNS กับ Apache

คราวที่แล้วเขียนเรื่อง Wildcard DNS record ไป เพื่อบอกให้ Bind รู้ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องหรือตรงกับเงื่อนไขให้อ้างอิง domain นั้นโดยตรง สำหรับ How-To ครั้งนี้จะมาเล่าวิธีกการประยุกต์ใช้? Wildcard DNS และการตั้งค่า VirtualHost เพื่อรองรับการเรียกผ่าน subdomain ใดๆ ใครจำเรื่อง DNS Wildcard ไม่ได้ลองมาพิจารณาดู record ดังนี้

example.com.        A    10.11.12.13
*.example.com.    CNAME    example.com.

หาก เรา dig xyz.example.com เราจะพบว่า DNS จะบอกว่า IP เป็น 10.11.12.13 คือ CNAME ของ example.com นั่นเอง คราวนี้หากเราจะเพิ่ม VirtualHost ให้ Apache จะทำได้อย่างไร และต้องการให้ซัพพอร์ทในทุกๆ subdomain มาลองดูวิธีกันนะครับอันดับแรก เริ่มจากการตั้งค่า DNS กันก่อน ในโซนไฟล์ให้เพิ่ม wildcard สำหรับ domain ดังนี้

*.example.com.    IN      A       192.168.1.1

ผม ยกตัวอย่าง domain ที่ชื่อ example.com นะครับ เมื่อกำหนด wildcard ให้กับ DNS แล้วนั่นหมายความว่า subdomain ใดๆ ที่อยู่ภายใต้โดเมน example จะถูกกำหนดเป็น IP 192.168.1.1 ทั้งหมด มาตั้งค่า VirtualHost ให้กับ Apache กันต่อครับ ในไฟล์ VirtualHost ให้เพิ่ม ServerAliase เป็น *.example ดังตัวอย่าง

<VirtualHost *>
ServerName  www.example.com
ServerAlias *.example.com
DirectoryIndex index.html
DocumentRoot /home/www/www.example.com/htdocs
....
</VirtualHost>

จาก ตัวอย่างข้างต้น subdomain ใดๆ ที่อยู่ภายใต้โดเมน example จะมี DocumentRoot อยู่ที่ /home/www/www.example.com/htdocs ตัวอย่างเช่น หากเราเปิด xxx.example.com ก้อจะเปิดไฟล์ index ที่อยู่ในไดเรคทอรี /home/www/www.example.com/htdocs หากต้องการแยก subdomain อยู่คนละ directory สามารถกำหนดเพิ่มได้ในส่วน VirtualHost เรื่อยๆ หากต้องการตั้งค่า VirtualHost เพียงครั้งเดียวเราสามารถใช้ mod_rewrite เพื่อสร้าง redirect ไปยังไดเรคทอรีใดๆ ที่อยู่ใน DocumentRoot ได้ ตัวอย่างเช่น
webmail.example.com??? ชี้ไปที่ http://www.example.com/webmail
scm.example.com??? ชี้ไปที่ http://www.example.com/scm
dm.example.com??? ชี้ไปที่ http://www.example.com/dm
download.example.com??? ชี้ไปที่ http://www.example.com/download
การตั้งค่า ใน VirtualHost เพื่อ redirect ในแต่ละ request ให้เพิ่มข้อมูลดังนี้

RewriteEngine on
RewriteCond %{http_host} .
RewriteCond %{http_host} !^www.example.com [NC]
RewriteCond %{http_host} ^([^.]+)\.example.com [NC]
RewriteRule ^(.*) http://www.example.com/%1/ [R=301,L,QSA]

ใน กรณีที่เราเรียกใช้ subdomain ที่ไม่มีไดเรคทอรีรองรับ เช่น dummy.example.com จะต้องมีไดเรคทอรี dummy อยู่ที่ DocumentRoot หากไม่มีจะพบข้อความ Error 404 ซึ่งเป็นค่า default หากต้องการกำหนด Error Page เฉพาะในแต่ละ VirtualHost สามารถเพิ่มไฟล์แสดงผล Error ในแบบต่างๆ ของเราลงไปได้

Alias /error/ "/home/www/www.example.com/htdocs"
ErrorDocument 400 /error/invalidSyntax.html
ErrorDocument 401 /error/authorizationRequired.html
ErrorDocument 403 /error/forbidden.html
ErrorDocument 404 /error/fileNotFound.html
ErrorDocument 405 /error/methodNotAllowed.html
ErrorDocument 500 /error/internalServerError.html
ErrorDocument 503 /error/overloaded.html

เท่านี้คุณก็สามารถตั้งค่า DNS แบบ Wildcard เพื่อเชื่อมต่อกับ Apache VirtualHost ได้แล้ว ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ

ทำ Ubuntu Repository ใช้เองแบบดูดีหน่อย

สืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาลีนุกซ์ฉบับกระเป๋า เมื่อปีที่แล้ว เขียนโครงการไว้นานทำออกมาได้ 2 release แล้วเลิกทำครับ เพราะเข้าใจว่าการ remaster มาผิดทาง เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดถึงมันก้อแล้วกันครับ หลายเดือนที่ผ่านมาได้ทดลองประกอบ Ubuntu จนพอเข้าใจบ้างแล้วว่าจะทำ ลีนุกซ์ในแบบฉบับของผมทำได้ยังไง เอาละมาถึงข้อใหญ่ในการทำ repository เพื่อการสนับสนุนซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ใน โครงการพัฒนาลีนุกซ์ฉบับกระเป๋า กันครับ จากโครงร่างของ repositry ของ Advance Packaging Tool (APT) ทำให้ทราบว่าการแบ่ง รุ่นในแต่ละเวอร์ชั่นทำโดยการสร้างฐานข้อมูลของ Package ในไดเรคทอรี dists ซึ่งใน dists นี้ก้อจะมี ไดเรคทอรีที่เป็นชื่อแต่ละเวอร์ชั่นอยู่ ในนั้นก้อจะมีไฟล์ฐานข้อมูล Package อยู่ เอาล่ะ คราวนี้ผมก้อแก้ปัญหาในเรื่อง repository กลาง และ การซัพพอร์ทในแต่ละเวอร์ชั่นของโครงการพัฒนาลีนุกซ์ฉบับกระเป๋าได้แล้ว
แนวความคิดในการทำ repository แบบนี้สามารถประยุกต์ใช้ในองค์กรได้ เช่น ฝ่าย IT สามารถทำ repository เล็กๆ เก็ยไฟล์โปรแกรมใหม่ๆ ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าใช้ได้ดี หรือ จัดทำ แก้ไข ใหม่ แล้วเอาไปใส่ไว้ให้เพื่อนๆ พนักงานได้ apt-get ไปใช้กันได้ในสำนักงาน ขั้นตอนง่ายๆ ในการทำ repository มีไม่ยากครับ คือ เอา .deb ของเรานี่แหละไปใส่เอาไว้ที่ไดเรคทอรีที่เก็บไฟล์ deb เอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น pool/main เป็นต้น แล้วสร้างฐานข้อมูล Package ออกมาให้เก็บไว้ในไดเรคทอรีในแต่ละเวอร์ชั่น Continue reading ทำ Ubuntu Repository ใช้เองแบบดูดีหน่อย

โอเพนซอร์สและการจัดการความรู้

ผมคลุกอยู่กับโอเพนซอร์สมาเกือบ 10 ปีเห็นจะได้ ทั้งเป็นคนพัฒนาแอพลิเคชั่นให้คนอื่น contribute ต่อและ contribute ซอฟต์แวร์คนอื่น ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นและเกิดทุกๆ ครั้งที่พัฒนาหรือใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส นั่นคือ ใช้อย่างไร พัฒนาอย่างไร ฯลฯ หากหาคำตอบไม่ได้ ก้อโพสไว้ในเว็บบอร์ดมีคนมาตอบบ้างไม่มีคนมาตอบบ้างเรียกกว่ารอกันจนมี ผู้รู้มาตอบบ้างก้อมี บางกระทู้ก้อไม่มีใครมาตอบเลยก้อมี
กระดาน สนทนาเป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สมายาวนานมาก รองจาก IRC แต่การตั้งคำถาม เพื่อต้องการได้รับคำตอบ ก้อไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยอ่าน Cathedral & The Bazaar มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Eric Redmond เขียนถึงวิธีการตั้งคำถามอย่างไรให้มีคนมาตอบ และตอบได้ตรงประเด็น ซึ่งผมมองว่าคนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามด้วยความไม่รู้ และ อยากได้คำตอบมากกว่าการโพสคำถาม และคำตอบที่แก้ปัญหานั้นๆ ได้กลับจมลึกอยู่ก้นกระดานสนทนาหากอยากรู้ต้องไปงมหากันเอาเอง ทำให้วิธีการการแลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สนั้นทำได้ยากมากขึ้น
ความ รู้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge) ความรู้ชัดแจ้งคือความรู้ที่เขียนอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร เช่น คู่มือปฏิบัติงาน หนังสือ ตำรา ส่วนความรู้แฝงเร้นคือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ถอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบางครั้งก็ไม่สามารถถอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นความรู้แฝงเร้น อยู่ในคนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง จึงต้องอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน ซึ่งความรู้แบบความรู้แฝงเร้นนี้เป็นองค์ความรู้ที่พบเห็นมากที่สุดและสำคัญ มากที่สุดในชุมชนโอเพนซอร์ส ซึ่งยากต่อการเขียนบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำได้เพียงแค่โพสคำถามและรอคำตอบเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในการบริหารจัดการความรู้และการบันทึกองค์ความรู้นั้นๆ Continue reading โอเพนซอร์สและการจัดการความรู้

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 3 : รับมือกฏหมาย

ผมได้เขียนเหตุผลและรายละเอียดของกฏหมายฉบับนี้ไปในตอนที่แล้วเยอะมาก ซึ่งในตอนสุดท้ายก้อไม่อยากเขียนให้ยาวมากนัก เพราะเดี๋ยวจะเบื่อกันซะก่อน เอาเป็นว่าผมจะสรุปให้เลยก้อแล้วกันครับว่าใครจะต้องทำอะไรยังไงบ้าง กฏหมายฉบับนี้ระบุว่าผู้ให้บริการจะต้องเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งผู้ให้บริการในที่นี้หมายรวมถึง ISP องค์กร บริษัท ร้านเน็ต และหมายรวมถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตกับบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดด้วย หากทราบว่าคุณอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการเหล่านี้ก้อคงหนีไม่รอดครับ หากไม่ปฏิบัติโดนปรับ 500,000 บาทครับโดนปรับกันง่ายๆ แบบนี้เลย อ้อเจ้าหน้าที่ที่หวังว่าจะไปดำเนินการปรับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หวังเก็บสแปร์ทำไม่ได้นะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องมีหมายศาลก่อนดำเนินการใดๆ
การเก็บข้อมูลจราจร ทางคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้จะต้องมีข้อมูล ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร คือ IP Address ต้นทาง ปลายทาง คำสั่ง และ ข้อมูลที่ส่งไป เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบคดีของเจ้าหน้าที่และเป็นหลักฐานในการ ยืนยันตัวผู้ประทำผิดได้ การมีกฏหมายคอมพ์นี้ ทำให้ผู้ให้บริการระมัดระวังตัวมากขึ้น นอกจากการจัดเก็บ log แล้วผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างร้านอินเตอร์เน็ต ยังต้องเก็บข้อมูลลูกค้าด้วย เช่น ชื่อ-สกุล รหัสบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น ในปัจจุบันร้านเน็ตหลายร้าน รวมถึง TOT, True Coffee ก้อได้ออกมาทำให้เป็นตัวอย่างโดยการลงทะเบียนบัตรและผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก่อน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ครับ ขอปรบมือให้ดังๆ เลย Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 3 : รับมือกฏหมาย

ตั้งค่า Record แบบ Wildcard ให้ DNS

ผมมีปัญหาเกี่ยวกับ DNS บ่อยมากแล้วคนที่ดูแลเกี่ยวกับ DNS ก้อไม่ใช่ผมซะด้วย จริงๆ เรื่องของเรื่องคือไม่ค่อยได้วางแผนเรื่อง DNS สักเท่าไร วันดีคืนดีก้อคิดจะตั้ง sub domain ใหม่ขึ้นมา ไม่ตั้งค่า Virtual Host บน Apache ไม่เท่าไรครับ เพราะตัวเว็บเซิร์ฟเวอร์เราแก้ไขเองได้ แต่ DNS Server นี่สิมันอยู่คนละเครื่อง กว่าจะรอ Admin มาช่วยจัดการก้อช้าไปซะแล้ว จะแก้ปัญหายังไงดี วิธีง่ายๆ เราสามารถใช้ Wildcard สำหรับ domain record ได้ครับ มาดูตัวอย่างกัน
สมมุติว่าผมมี domain ชื่อ sexy.com แต่ sub domain ของผมไม่ค่อยคงที่สักเท่าไร วันดีคือดีก้ออยากจะมี subdomain เช่น gumara.sexy.com, bigtux.sexy.com เป็นต้น แต่ไม่อยากไปยุ่งกับ DNS ให้มันยุ่งยากมากนัก ไปตั้งค่าเพียง Virtual Host ของ Apache อย่างเดียวก้อพอ เราก้อใส่ Wildcard เข้าไปข้าหน้าแบบนี้เลยครับ *.sexy.com เอ้าไม่ได้ล้อเล่นนะครับ

sexy.com.       A           10.11.12.1
*.sexy.com.     CNAME       sexy.com.

ทีนี้จะให้ใคร dot อะไร sexy.com ก้อได้แล้วครับ 🙂

มาสร้างเอกสารบน Writer อย่างเซียนกันเถอะ

ผมเคยเข้าอบรมการใช้งาน Microsoft Office เฉพาะ Word ในราคา 3,600 บาท เพื่อเรียนวิธีการใช้งาน Microsoft Word อย่างถูกต้อง ซึ่งตอนนั้นเสียเงินเข้าไปอบรมได้ฟังบ้าง ไม่ได้ฟังบ้าง แต่ก้อพอจะเข้าใจว่าเราควรจะจัดการเอกสารได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงร่างเอกสารผ่าน View แบบ Layout การกำหนด Style ต่างๆ เอาเป็นว่าคอร์สที่ลงเรียนแทบจะเปลี่ยนวิธีการใช้งาน Microsoft Office ของผมเลยทีเดียว แต่ก้อยังใช้ได้ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ก้อสามารถใช้งานฟังก์ชั่นอัตโนมัติต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่วบ้างละกัน
ผม เริ่มมาจับ Star Office แต่ภาษาไทยก้อไม่ได้เรื่องเท่าไร และไม่ได้อยู่ในความสนใจผมมากนัก จนกระทั่ง Open Office 2.3 เจ้าปัญหาทำให้ผมต้องบังคับตัวเองว่าทำอย่างไร จึงจะใช้ความรู้ที่ได้มาจากการอบรมใช้งาน Microsoft Word มาประยุกต์ใช้กับ Open Office 2.3 ได้ เอาเป็นว่า Open Office 2.3 สร้างปัญหาให้ผมอยู่เกือบปีเลยทีเดียวเฉพาะงานเอกสารปกตินะครับ ไม่รวมสิ่งต่างๆ ที่ก่อปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน เอาเป็นว่าเมื่อวานนี้ผมอดหลับอดนอนอีกครั้งเพื่อค้นหาวิธีการที่เหมาะสม รวดเร็ว และประยุกต์ใช้ได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งเทคนิคพิสดาร หรือใช้ Marcro ต่างๆ ให้มันยุ่งยาก ถ้าคุณอยากรู้ค่อยๆ ศึกษากันทีละขั้นตอนนะครับ ผมจะพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง วิธีการใช้งาน Microsoft Word และวิธีการใช้งาน Open Office Writer ในสไตล์ผม เอาล่ะก่อนที่เข้าเนื้อหากัน ผมจะเล่าว่าผมทำอะไรกับ Microsoft Word ได้บ้างและผมจะแนะนำวิธีการทำแบบนี้ใน Open Office Writer ซึ่งสิ่งที่ผมใช้งานบ่อยๆ และชอบใช้เป็นพิเศษใน Microsoft Word ได้แก่
1. จัดโครงร่างเอกสร้างโดยใช้ Layout View ซึ่งใน Open Office ไม่มี Layout View มีแค่ Print Layout และ Web Layout เท่านั้น
2. กำหนดรูปแบบหน้าเอกสาร
3. กำหนด Style เปลี่ยนแปลง Style รูปแบบตัวอักษร การจัด Paragraph เป็นต้น
4. สร้างเนื้อหาข้อมูลสำเร็จอย่างการทำสารบัญต่างๆ เช่น สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ เป็นต้น
5. กำหนดรูปแบบการแสดงเลขหน้า เช่น ก ข ค…? 1 2 3… เป็นต้น
Continue reading มาสร้างเอกสารบน Writer อย่างเซียนกันเถอะ

มาวาดมนุษย์หิมะด้วย Inkscape กัน

มาวาดภาพเวกเตอร์ด้วย Inkscape กันอีกรอบครับ คราวนี้มาหัดวาดมนุษย์หิมะกัน ด้วยเส้นตรงและเส้นโค้งง่ายๆ ครับ เทคนิคที่ใช้ในงานวาดครั้งนี้มีไม่มากครับ คือรูปสี่เหลี่ยม รูปวงรี รูปสี่เหลี่ยม รูปทรงกระบอก รูปทรงกรวย และการประยุกใช้รูปทรงพื้นฐานมาประกอบเป็นรูปทรงอื่นๆ
เริ่มต้นด้วยการวาดวงกลม 2 วงซ้อนกันโดยวงกลมที่เป็นส่วนหัว ซ้อนทับวงกลที่เป็นส่วนลำตัว ใส่ลูกตาวงรีสีดำ 2 ดวง ดังภาพ

Continue reading มาวาดมนุษย์หิมะด้วย Inkscape กัน

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 2 : อาชญากรร้ายไซเบอร์

Hacker อาชญากรร้ายแห่งโลกไซเบอร์
หากพูดคำว่า Hack หรือคำว่า Hacker หลายๆ คนมองเห็นภาพเลยว่าเป็นคนไม่ดี เป็นอาชญากร หรือเป็นพวกที่มีนิสัยชอบเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่นเพื่อแอบดู ข้อมูล หรือล้วงความลับในองค์กร แล้วนำไปก่อความเสียหาย เช่น ขโมยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน ลบชื่อผู้ใช้งานในระบบ อาจรุนแรงถึงขั้นเข้าไปลบข้อมูลในระบบ แต่ผมอยากให้ทำความเข้าใจคำว่า Hacker ในอีกรูปแบบหนึ่ง คนที่เรียกตัวเองว่า Hacker ในสมัยก่อนคือคนที่ชอบเรียนรู้ ศึกษา ในทุกๆ เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระบบคอมพิวเตอร์หรือบ่งบอกกลุ่มคนที่พัฒนาระบบ ปฏิบัติการ ในยุคนั้น Hacker มีพฤติกรรมอย่างหนึ่งเรานิยามสั้นๆ ว่า “play with claverness”
อะไรก้อตามที่ทำแล้วเกิดความรู้หรือนำความรู้มาทำสิ่งแปลกใหม่ หรือศึกษาสิ่งเรานั้นแล้วสามารถประยุกต์ไปในอีกด้านหนึ่งได้ เราเรียกว่า “Hack” คนที่ “play with claverness” เราเรียกว่า “Hacker” ตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ที่มองภาพได้ง่ายๆ เช่น การทำเบียร์แบบดั้งเดิมแต่ไม่ค่อยถูกปากคนสมัยใหม่สักเท่าไรเพราะใช้ข้าวบา เล่ แต่กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งคิดค้นหมกมุ่นอยู่กับการผสมผสานหาความแปลกใหม่ของ เบียร์ จนได้เบียร์ออกมาเป็นเบียร์ที่ทำจากข้าวเจ้า เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า “play with claverness” คือ “Hack สูตรเบียร์” คนที่คิดหรือทำก้อเรียกว่า “Hacker” ได้เหมือนๆกัน
ในทุกวันนี้สื่อ ใช้คำว่า Hacker ผิดเพี้ยนไป ทำให้เข้าใจว่า Hacker เป็นพวกนอกกฏหมายเสียทั้งหมด แหมถ้าเป็นอย่างนั้นคนที่ Hack ระบบปฏิบัติการ สร้างระบบปฏิบัติการ หลายๆ คนในยุค 80 ก้อคงโดนคุกกันซะทุกคนกระมัง หลายคนอาจไม่ทราบว่า Bill Gate เป็น Hacker และ Linus ก้อเป็น Hacker เหมือนกัน เอาล่ะในเมื่อภาพของ Hacker ถูกมองในแง่ลบ ทำให้มีการพยายามแบ่ง Hacker ผู้ที่แสนดีและ Cracker ผู้ที่ชอบทำลาย แต่ก้อยังไม่สำเร็จ สื่อก้อยังคงทำให้ Hacker ติดภาพลบอยู่ดี ท้ายที่สุดก้อมีคนพยายามแบ่ง Hacker เป็น “White Hat” กับ “Black Hat” แบ่งแยกกันไปเลย เอาล่ะ เมื่อสื่อนิยามคำว่า Hacker ไปในทางลบแล้ว ผมก้อคงจะนิยามตามนั้น แต่ที่กล่าวมาข้างต้นอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว Hacker แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?
เอาล่ะย้อนกับมาที่อาชญากรที่เรียกว่า Hacker (Black Hat) มักก่อคดีในเรื่องขี้ขโมยและชอบทำลายเสียเป็นส่วนใหญ่ ในประเทศไทยเคยมีคดีจับกุม Hacker ได้เช่นกัน หากยังจำคดี “ปล้นเหยียบเมฆ” กันได้ Hacker หนุ่ม Hack เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ยักใหญ่แล้วทำการ เปลี่ยนมูลค่าและจำนวนบัตรเติมเงินที่จะออกมาจำหน่าย โดยข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็น 10 เท่าของมูลค่าจริง เช่น บัตร 100 บาทก้อจะถูกแก้ไขเป็น 1000 บาท เป็นต้น แล้วนำไปเร่ขายบนอินเตอร์เน็ต จากคดีดังกล่าวทำให้ Hacker คนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ “แฮกเกอร์มือหนึ่งของไทย” นี่ก้อเป็นตัวอย่างความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจน Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 2 : อาชญากรร้ายไซเบอร์

สร้างภาพ reflect แบบ Web 2.0 ด้วย Inkscape

วันนี้มาเขียนเทคนิคการใช้ Mask ในการทำภาพ reflect แบบเว็บ 2.0 โดยใช้ Inkscape นึกภาพไม่ออกก้อเลื่อนไปดูภาพสุดท้ายเอาละกันนะครับ 🙂 เทคนิคที่ใช้เป็นการ Mask ภาพ 2 ภาพโดยสร้างภาพ Gradient ไว้หนึ่งภาพแล้วใช้ภาพนี้เป็น Mask ของภาพตัวอักษร ขั้นตอนการทำมีดังนี้

Continue reading สร้างภาพ reflect แบบ Web 2.0 ด้วย Inkscape

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 1 : รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนปัจจัยที่ 7 รองจากไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตก้อทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว หากเรามามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาอินเตอร์เน็ตในช่วงแรกๆ แทบจะไม่มีอะไรนอกจากบริการ WWW หรือเว็บไซต์เท่านั้นเอง ผ่านมาไม่กี่ปีเราก้อได้เล่น MSN, Camfrog, Hi5, ดูหนัง ฟังเพลง บนเว็บ กันแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีมันไปเร็วมากขนาดไหน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนเป็นดาบสองคม เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตหาประโยชน์ หาความรู้ หาเงิน ให้เราได้ และยังใช้อินเตอร์เน็ตทำลายผู้อื่นได้เช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบได้เร็วและฉับไวกว่าการกระทำความผิดในรูปแบบอื่นๆ มาลองดูตัวอย่างเหตุการณ์เหล่านี้กัน
– ส่งไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ หรือรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่น
– เจาะระบบคอมพิวเตอร์ ก่อกวนการทำงาน หรือโจรกรรมข้อมูลของบุคคล หน่วยงาน นำออกไปสร้างความเสียหาย
– การใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพดารา แล้วเอาไปโพสตามเว็บบอร์ดต่างๆ จนทำให้เสียชื่อเสียง
– การกล่าวหา หมิ่นประมาทคนที่เกลียด หรือต้องการจะทำลายชื่อเสียงบนเว็บไซต์
– การหลอกลวงเพื่อขายบริการ เล่นการพนัน แชร์ลูกโซ่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
– การถูกล่อลวงจากเพื่อนแปลกหน้าจากโปรแกรม MSN, Camfrog นำไปสู่คดีข่มขืน การลักทรัพย์ เป็นต้น
จาก ตัวอย่างข้างต้น อาจเกิดจากความไม่รู้ เกิดจากความคึกคะนอง นึกว่าสนุกสนานโดยไม่รู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็น “อาชญากรทางคอมพิวเตอร์” ไปซะแล้ว ซึ่งการกระทำผิดข้างต้น หากต้องการหาตัวผู้กระทำผิดก้อยากพอแล้ว เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น Hacker ไปเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล เป็นต้น แต่เมื่อจับตัวผู้กระทำผิดได้ก้อไม่สามารถใช้บทลงโทษที่เหมาะสมได้ เนื่องจากไม่มีกฏหมายรองรับและครบคลุมการกระทำผิดเหล่านี้ บทลงโทษทำได้เพียงใช้กฏหมายที่เข้าข่ายมาใช้ลงโทษได้เท่านั้น เช่น กฏหมายลักทรัพย์ เป็นต้น จึงเป็นเหตุผลทำให้เกิด พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้งานไปเมื่อปีที่แล้ว เพื่อค้มครองสิทธิ และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เอาล่ะคิดว่าน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีกฏหมายคอมพิวเตอร์ มาดูกันอีกว่าอะไรล่ะที่เรียกว่า “กระทำผิด” Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 1 : รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม