ติดตั้ง font ภาษาไทยสวยๆ ให้ Fedora 11

เท่าที่ใช้งาน Fedora 11 มาได้ 3 วันพบว่าการ? render ฟอนต์ใน Gnome ใหม่สวยงามมากเลยทีเดียว แต่การติดตั้ง Fedora ไม่ว่าจะเป็นบน Live CD หรือ DVD Install มันไม่มี ฟอนต์ภาษาไทยสวยๆ ติดมาด้วยนี่สิครับ เราต้องมาติดตั้งเพิ่มเอาเอง ซึ่งวิธีการไม่ได้ยากมากนักเพราะชุดฟอนต์ของ thai-scalable มีให้ใช้ใน Fedora ด้วย เอาล่ะมาติดตั้งฟอนต์ไทยกันเลย

su -c 'yum install thai-scalable*'

เสร็จแล้วครับ สำหรับฟอนต์เพิ่มเติมอย่าง font SIPA-DIP สามารถติดตั้งได้โดยเพิ่ม Thai Open Source YUM repository แล้วติดตั้งแพตเกจชื่อ ttf-sipa-dip-fonts นอกจากนี้ยังมีคลังรวบรวมฟอนต์สวยๆ อื่นๆ อย่าง f0nt.com และฟอนต์สำหรับงานสิ่งพิมพ์ของสมาคมการพิมพ์ไทย ใครสนใจฟอนต์ไทยสวยๆ ถูกกฏหมายก็หาดาวน์โหลดได้จากทั้ง 2 แห่งครับ

มาทำ YUM repository สำหรับ Fedora กัน

แหมกลับมาใช้ Fedora ทั้งทีก็คงไม่เขียนถึง YUM repository คงจะไม่ได้ YUM จะว่าเป็นของใหม่ ก็คงไม่ใช่ YUM เป็นโปรแกรมช่วยจัดการแพคเกจที่มีอยู่ใน Fedora มานานหลายเวอร์ชันแล้วครับ แต่ผมเองไม่ได้ทดสอบหรือทดลองอะไรแหวกแนวมากนัก แต่ที่แน่ๆ YUM ใน Fedora 11 เปลี่ยนไป! ผมสังเกต Fedora หันมาใช้ XML มากขึ้นหลังจาก Fedora 9 และ Fedora 10 และที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะถูกแทรกลงในส่วนที่ไม่กระทบกับผู้ใช้มากนัก สำหรับท่านที่ใช้ YUM ใน Fedora 11 จะพบว่ามันเปลี่ยนไป ไม่สามารถเรียกใช้ Repository เก่าได้ ก็เนื่องมาจาก repo data ของ YUM เปลี่ยนไปนั่นเอง เอาล่ะเกริ่นมามากเดี๋ยวจะเริ่มงง เรามาสร้าง YUM repository เอาไว้ใช้ในสำนักงาน/องค์กรกันดีกว่า ก่อนจะเริ่มต้นมาอ่านข้อตกลงกันก่อน เครื่องที่ผมใช้ มี IP address เป็น 192.168.0.100 นะครับ เอ้ามาเริ่มกันเลย
แปลงร่างเป็น root กันก่อนเพื่อความสะดวกครับ

su -

จากนั้นติดตั้ง Apache

yum httpd

ตั้งค่าให้ Apache เริ่มต้นตอนบูท

chkconfig --levels 235 httpd on

จากนั้น start Apache ได้เลย

/etc/init.d/httpd start

จาก นั้นมาสร้างที่เก็บ repo กัน Fedora วางโครงสร้างของ repository ได้ดีมาก และสร้าง repo แบ่งออกเป็นเวอร์ชันได้ ทำให้ง่ายในการจัดการ โครงสร้างของ repo ที่เราจะสร้างกันหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ
fedora/releases/เลขเวอร์ชัน/Everything/i386/os/Packages
สมมุติว่าเราสร้าง repo ของ Fedora 11 เราก็จะได้โครงสร้างแบบนี้ครับ
fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages
มาสร้างไดเรคทอรีใน /var/www กันเลยครับ

mkdir -p /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/Packages

จากนั้นให้คุณคัดลอกไฟล์ .rpm ไปไว้ที่ไดเรคทอรี Packages แล้วสั่งสร้าง repo data ดังนี้

createrepo /var/www/fedora/releases/11/Everything/i386/os/

เท่า นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ จากนั้นให้เครื่อง client ตั้งค่า repo มาทดสอบได้เลย วิธีการตั้งค่า repo เข้าใช้งาน repo ในสำนักงานเราก็ง่ายๆ ครับ สร้างไฟล์ชื่อ officerepo.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

nano /etc/yum.repo.d/officerepo.repo

ใส่ข้อมูลลงไปดังนี้ครับ

[office-repo]
name=Office Repo for Fedora $releasever - $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://192.168.0.100/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

มาใช้ mirror.in.th อัพเดท Fedora กันเถอะ

แหมหลังจากอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์ขนานใหญ่ ทั้ง RAM และ Storage ตอนนี้ Mirror แห่งชาติของเพราะมีพื้นที่รวมกว่า 30TB ตอนี้ก็ได้เปิดให้ใช้บริการอย่างปกติแล้วครับ วันนี้เลยได้แวะเวียนไปใช้บริการเล็กน้อยในส่วนของ Fedora 11? เรื่องของเรื่องคือ Fedora 11 พยายาม rotate mirror server ที่อยู่ในรายการ mirror แต่ที่น่าเสียดาย mirror.in.th ไม่อยู่ใน list ซะงั้น ก็คงต้องเพิ่มกันเอาเองล่ะครับ วิธีการเพิ่ม repo เพื่อใช้ mirror.in.th ก็ง่ายนิดเดียว วิธีการทำมีดังนี้ครับ
สร้างไฟล์ thai-national-mirror.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c 'nano /etc/yum.repo.d/thai-national-mirror.repo'

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thai-national-mirror]
name=TMOSS for Fedora $releasever - $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://mirror.in.th/osarchive/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=http://mirrors.fedoraproject.org/mirrorlist?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

เอ้าใช้ให้คุ้มค่ากันหน่อยครับ ลงทุนไปหลายกะตังค์ เห่อๆ

มาใช้ YUM repo ของ ThaiOpenSource.Org กันเถอะ

เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเวลาผมใช้ Linux ตระกลูไหนต้องทำ custom repository ได้นั่นหมายถึงการ distribute และการ contribute แพคเกจใหม่ๆ ให้กับ Linux distro นั้นๆ ทางอ้อม ซึ่งผมเองทำประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอาแพคเกจตัวเองเข้าต้นน้ำสักที เอาเป็นว่าอยู่อย่างพอเพียง build แจกกันเล่นไปเรื่อยๆ นี่แหละครับสนุกกว่า ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็อย่างว่ากันนะครับ วันนี้ก็เลยมาแนะนำ ThaiOpenSource for Fedora repository กันครับ ผมเพิ่มทำเสร็จเมื่อเช้ามีแพคเกจอยู่ 4 ตัวครับ ให้ลองค้นหากันดูเอาเองว่าแพคเกจชื่ออะไร 😉 เอาละมา config YUM repo กันเลย ให้สร้างไฟล์ที่ชื่อ thaiopensource.repo ลงใน /etc/yum.repo.d

su -c 'nano /etc/yum.repo.d/thaiopensource.repo'

จากนั้นใส่ข้อมูลลงไปดังนี้

[thaiopensource]
name=ThaiOpenSource.Org for Fedora $releasever - $basearch
failovermethod=priority
baseurl=http://thaiopensource.org/fedora/releases/$releasever/Everything/$basearch/os/
#mirrorlist=https://mirrors.fedoraproject.org/metalink?repo=fedora-$releasever&arch=$basearch
enabled=1
gpgcheck=0

แลัว update repo data ในเครื่องได้เลยครับ โดยใช้คำสั่ง

su -c 'yum update'

วิธีการใช้งาน YUM บน Command Line

ใช้ Fedora ทั้งทีแต่ใช้ YUM บน command line ไม่เป็นนี่ก็น่าเสียดายนะครับ คล้ายๆ กับใช้ aptitude บน Ubuntu ไม่เป็นนั่นแหละครับ 🙂 เอาล่ะ วันนี้จะมาบอกเทคนิคการใช้งาน YUM กันง่ายๆ
แสดงรายชื่อ repo ที่เรามีอยู่ในเครื่อง ใช้คำสั่ง

yum repolist

แสดงรายชื่อ package ที่ติดตั้งได้

yum list available

ติดตั้งแพคเกจ

yum install packagename

อัพเดทแพคเกจ

yum update packagename

ตรวจสอบว่า package ใดอัพเดทได้

yum check-update

ค้นหา? package

yum search word

ติดตั้ง package rpm โดยใช้ YUM

yum --nogpgcheck localinstall filename.rpm

ติดตั้ง RPM ที่อยู่นอก YUM repo (ดาวน์โหลดแล้วติดตั้ง)

rpm -Uvh filename.rpm

หมดแล้ว ขอให้มีความสุขในการใช้ YUM ครับ 🙂

มาใช้ 3D Transition ใน OpenOffice.Org Impress กัน

3D Transiton เป็นคุณสมบัติใหม่มาตั้งแต่ OpenOffice.org 2.4 และเป็นที่ฮือฮามาก เพราะหลานคนไม่คิดว่า OpenOffice.org จะสามารถใช้งาน OpenGL กับ Impress ได้ งานนี้ก้อคงต้องยกความดีความชอบให้เหล่าผู้กล้า นักพัฒนาโอเพนซอร์สกันทุกคน เอาล่ะหลายคนอาจจะเคยเห็นการใช้งาน 3D Transition ผ่านทาง Keynote บน Mac OSX กันมาบ้างแล้ว ลองมาดูใน Impress กันบ้างว่าเป็นอย่างไร ดู VDO ข้างล่างเลยครับ

ผลงานนี้เป็นของ Shane M. Mathews ซึ่งพัฒนาใต้โครงการ Google Summer of Code ตัวเอฟเฟคต์ใช้ OpenGL และต้องการสเปกเครื่องเท่ากับ Compiz ครับ สำหรับการติดตั้ง 3D Transiton สามารถติดตั้งโดยใช้ Package Manager ธรรมดาๆ นี่แหละครับ แหมเดี๋ยวโดยแซวว่าอะไรๆ ก็ Command Line อ่ะนะ ท่านที่ใช้ Fedora 11 ติดตั้งแพคเกจชื่อ openoffice.org-ogltrans ดังรูป

สำหรับท่านที่ใช้ Ubuntu 8.0 ติดตั้งแพคเกจชื่อ openoffice.org-ogltrans เช่นกันครับ

5 FireFox add-on ที่พลาดไม่ได้

ผมเขียน review FireFox add-on หลายตัวแต่ไม่เคยบอกว่าผมเองใช้ FireFox add-on อะไรอยู่บ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากที่คนอื่นใช้อย่างไร บ้าง สำหรับผมเองชอบใช้ add-on แบบเดิมๆ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตัว และตอบสนองความต้องการและลักษณะนิสัยของผมได้ เช่น หลงๆ ลืมๆ, ชอบ tweet, ชอบความสะดวก, ชอบ debug web แบบเร็วๆ, ใช้ browser อย่างเดียว เป็นต้น เอาล่ะ วันนี้จะมาเฉลยว่าผมใช้ add-on อะไรบ้าง
ผมเป็นคนชอบขี้ลืม มักจะลืม URL บ่อยๆ นอกจากลืมแล้วยังจำอะไรไม่ได้เลย ถ้าหาใน google ก็นานพอดู ผมแก้นิสัยขี้ลืมโดยใช้ add-on ที่ชื่อว่า X-Mark ครับ ใครเคยใช้ X-Mark มาก่อนคงจะเข้าใจ ว่าเข้าตัวนี้นอกจากจะ Sync bookmark แล้วยังทำให้เราเข้าเว็บที่เราเข้าใช้ประจำๆ โดยการเชื่อมโยง awsome bar เข้ากับ bookmark ด้วย ย้ายไปใช้เครื่องไหน คุณก็สามารถดึงเอา bookmark ที่เก็บไว้ที่เว็บ X-Mark มาใช้ได้ตลอด
ผมชอบ tweet มี FireFox มี add-on หลายตัวสำหรับใช้ tweet ผมใช้ TwitterFox เจ้าตัวนี้ classic มากๆ ครับมันจะอยู่มุมขวาของหน้าจอ ทำให้เราสังเกตได้ง่ายๆ ว่ามี time line update แล้ว
ผม ชอบความสะดวก เนื่องจากผมเองเป็นคนชอบหาข้อมูลในเว็บแล้วติดการคลิกปุ่มขวาของเมาส์ ทำให้เกิด tab ใหม่ขึ้นเป็นสิบๆ หน้า แล้วก็หาหน้าเว็บที่เราต้องการไม่เจอ เพราะมันล้นจอต้องคลิกลูกศรเลื่อนไปเรื่อยๆ รู้สึกอนาถใจมากครับ add-on ที่ผมใช้มาแก้ปัญหานี้คือ Foxtab เจ้า Foxtab นี้พัฒนาบน XUL ร่วมกับ Flash ทำให้หน้าตาดูสวยงาม มี effect เยอะแยะ และมันก็ช่วยผมหาเว็บที่เปิดกว่า 20 หน้าต่างได้เร็วมากขึ้น
ผม เขียน web application และใช้ CMS อย่าง Drupal 55 ขึ้นชื่อว่า Drupal แล้ว CSS มันซับซ้อนมากเพราะแต่ละ element ในหน้าเว็บถูกสร้างมาแบบ dynamic? ยิ่งเอา theme ของชาวบ้านมาปรับแต่งยิ่งสร้างความทรมานให้กับชีวิตขึ้นเป็นหลายเท่า คิดว่าหลายๆ คนก็เป็นเหมือนผม แต่ผมมี add-on ของ FireFox อยู่ 3 ตัวที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือ Web Developer , FireBug และ Drupal for Firebug เท่านี้ก้อแก้ปัญหาเรื่อง debug code และ CSS ได้แล้ว
ผม ทำงานหน้าเว็บตลอด ไม่ว่าจะเป็นอ่านเมล์ งานเอกสาร ตารางนัด หรือแม้กระทั่งทำ presentation ผมมักทำผ่านเว็บ เรียกได้ว่าโปรแกรมบนเครื่องแทบจะไม่ได้แตะเลย ผมจะชอบใช้บริการต่างๆ บนเว็บมากกว่า เพราะง่ายและเร็ว ไม่ต้องกลัวข้อมูลจะหายไปไหน มีพฤติกรรมประหลาดอย่างนึงที่แก้ไขไม่ได้ของคนเล่นอินเตอร์เน็ต คือ ชอบดาวน์โหลด ซึ่ง FireFox มี Download Manager ที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ต้องหา add-on มาเพิ่มความสามารถครับ อย่าง DownThemAll! นี่ใช้ได้เลย สะดวกคลิก รอไม่นาน แถมดาวน์โหลดได้เร็วด้วยครับ 🙂
ติด add-on ไปซะเยอะแยะเต็มหน้าจอดูเว็บลำบากมั๊ยครับ ใช้ Personal Menu ช่วยสิครับ จะได้มีหน้าจอดูเว็บไซต์ได้มากขึ้น เอาละใช้ Personal Menu อย่างเดียวมันไม่เท่ห์ครับ ใช้ Fission เข้าช่วยทำให้เราไม่ต้องละสายตาจาก address bar ครับ แถมสวยอีกต่างหาก 🙂
หมดแล้วครับ สำหรับ FireFox add-on ที่ผมใช้ ใครมี add-on ที่ใช้ประจำก็ comment เล่าสู่กันฟังได้ครับ

อัพเกรด Fedora 10 เป็น Fedora 11

นานๆ จะได้เขียนเกี่ยวกับ Fedora สักทีเป็น Fedora Ambassador จะครบปีแล้วยังไม่ได้เขียนบทความ หรือ How to เกี่ยวกับ Fedora เลย เอาเป็นว่าช่วงนี้อาจจะลดงานเขียนของ Ubuntu ลงไปบ้างและเขียน Fedora ให้มากขึ้นละกันครับ หลังจากที่โรคเลื่อนหลายรอบของ Fedora 11 เป็นๆ หายๆ แต่ Fedora Project ก็ออกเวอร์ชั่น 11 จนได้ กับโค้ดเนมที่ชื่อว่า Leonidas ใครที่เป็นแฟน Fedora วันนี้จะสอนวิธีอัพเดท Fedora 10 ไปเป็น Fedora 11 อย่างง่ายๆ ครับ อันดับแรกไปที่ Terminal? กันก่อนครับ แปลงร่างเป็น root กันก่อนด้วยคำสั่ง su ครับ
วิธีอัพเดทสำหรับ Desktop
อัพเดท rpm package กันก่อนด้วยคำสั่ง

yum update rpm

อัพเดทแพคเกจทั้งหมด

yum -y update

เคลีย cache ของ yum ทั้งหมด

yum clean all

แล้ว reboot เครื่อง เมื่อ login ให้กลับเข้ามาเป็น root อีกครั้ง
จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ upgrade โดยใช้ package ที่ชื่อว่า preupgrade เป็นตัวช่วยให้ติดตั้ง preupgrade โดยใช้คำสั่ง

yum install preupgrade

เรียกใช้ preupgrade โดยใช้คำสั่ง

preupgrade

Continue reading อัพเกรด Fedora 10 เป็น Fedora 11

ติดตั้ง Drupal แบบ Multi Site ระดับเซียน

ช่วงนี้เป็นช่วงขายไอเดียสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ IT ที่ต้องการสร้างสินค้าและบริการจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งงาน MICT สร้างคนสร้างชาติก็กำลังใกล้เข้ามาแล้วครับ เอาล่ะก่อนจะเข้าเรื่องการทำมาหากิน มาดูเรื่องของ Drupal กันก่อน Drupal มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่ CMS อื่นๆ ไม่มีคือสามารถใช้ตัวมันเองสร้างเว็บไซต์ได้อีกหลายๆ เว็บ บางคนก็เรียก sub site, minisite ก็แล้วแต่จะเรียกครับ วิธีการนี้ไม่ใช้วิธีการคัดลอกโค้ดไปยังไดเรคทอรีอื่นแล้วติดตั้งนะครับ เอาละเดี๋ยวนึกภาพกันไม่ออก ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ดีกว่าครับ เราจะใช้ Drupal ทำเว็บไซต์ให้กับวิทยาลัยแห่งหนึ่งโดยแต่ละคณะแต่ละสาขาวิชามีเว็บไซต์เป็น ของตนเอง นั่นหมายความว่าคุณต้องติดตั้ง Drupal ตามจำนวนคณะและสาขาวิชา เช่น
/var/www/college? <= เว็บวิทยาลัย
/var/www/science? <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์
/var/www/science_physic? <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์
/var/www/science_math? <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์
/var/www/nurse? <= เว็บคณะพยาบาล
/var/www/engieering? <= เว็บคณะวิศวกรรม
/var/www/engieering_comp? <= เว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์
/var/www/techno? <= เว็บคณะเทคโน
/var/www/techno_food? <= เว็บคณะเทคโนโลยี สาขาวิชาการอาหาร
ก็ เล่นไปซะ 9 เว็บ 9 Drupal เข้าไปแล้ว หาก Drupal ของคุณมีเวอร์ชั่นไม่เท่ากันอีกก็กุมขมับเวลาอัพเกรดกันได้เลยครับ แต่หากคุณมีผู้ดูแลระบบที่สามารถดูแลเรื่องการจัดการ Drupal ในเรื่องต่างๆ ได้ เช่น อัพเกรด, อัพเดทโมดูล, อัพเดทธีม ฯลฯ จะใช้วิธี virtual host ก็ไม่ว่ากันครับ หากไม่มีละแย่เลย ต้องดูเว็บไซต์อย่างน้อยก็ 9 เว็บเข้าไปแล้ว วิธีนี้แก้ปัญหาจุกจิกนี้ แก้ได้โดยการใช้ multi site ครับ ซึ่ง เราจะติดตั้ง drupal ไว้ที่เดียวคือ /var/www/college จากนั้นทำ muti site จากจุดนี้ไป แล้วทำยังไง? Drupal ออกแบบเรื่อง multi site ไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงสร้างไดเรคอรีเก็บ config และใส่ setting.phpให้แต่ละเว็บไซต์เท่านั้น ลองมาดูกันอีกรอบครับ
/var/www/college <= เราติดตั้ง Drupal ไว้ที่นี่สำหรับเว็บวิทยาลัย
/var/www/college/sites/default/setting.php <= ใส่ configของเว็บวิทยาลัย
/var/www/college/sites/science.mycollege.ac.th/setting.php <= ใส่ configของเว็บคณะวิทยาศาสตร์
/var/www/college/sites/physic.science.mycollege.ac.th/setting.php <= ใส่ config ของเว็บคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์
?
ไป เรื่อยๆ จนครบ สำหรับฐานข้อมูลเราสามารถสร้างฐานข้อมูลแยกออกตามคณะและสาขาวิชาได้ จะทำให้การบริการจัดการฐานข้อมูลได้ง่ายขึ้น คิดว่าน่าจะเข้าในในแนวคิดกันแล้วมาดู how-to แบบเต็มๆ ครับ ก่อนลงมือทำเรามาดูว่ามีอะไรกันบ้าง? เรามีโดเมนวิทยาลัยชื่อ mycolledge.ac.th, เรามีเว็บ 9 เว็บไซต์ที่ต้องติดตั้ง drupal แบบ multisite, ใช้ /var/www เป็นที่เก็บเว็บไซต์ เรา config DNS และ Apache Virtual Hostไว้แล้ว ใครยังงงๆ อ่านตอนเก่าๆ ได้ครับ เอาล่ะมาเริ่มกันเลย
แปลงร่างเป็น root ก่อนครับ

sudo -s

จากนั้นย้ายตัวเองไปที่ /var/www

cd /var/www

ดาวน์โหลด Drupal

wget http://ftp.drupal.org/files/projects/drupal-6.12.tar.gz

คลี่ไฟล์

tar zxvf drupal-6.12.tar.gz

เปลี่ยน ชื่อไดเรคทอรีจาก? drupal-6.12 เป็น college เพื่อใช้เป็นเว็บหลัก อ้อ อย่าลืมแก้ไข document root ของ default virtual host นะครับ

mv drupal-6.12 college

สร้างไดเรคทอรีสำหรับเก็บ config ของแต่ละเว็บไซต์

cd college/sites
mkdir science.mycolledge.ac.th
mkdir physic.science.mycolledge.ac.th
mkdir math.science.mycolledge.ac.th
mkdir nurse.mycolledge.ac.th
mkdir engineer.mycolledge.ac.th
mkdir comp.engineer.mycolledge.ac.th
mkdir techno.mycolledge.ac.th
mkdir food.techno.mycolledge.ac.th

สร้าง ฐานข้อมูล mysql ให้แต่ละเว็บครับ

mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database college?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database science?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database science_physic?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database science_math?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database nurse?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database engineer?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database engineer_comp?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database techno?
mysql -u root -pmy-root-password -e ?create database techno_food?

จาก นั้น browse เว็บไปที่ mycolledge.ac.th ติดตั้ง drupal สำหรับเว็บหลักให้เรียบร้อย แล้วจึงคัดลอก setting.php ไปยังไดเรคทอรีสำหรับเก็บ config ของแต่ละเว็บไซต์ ดังนี้

cp default/setting.php science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php physic.science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php math.science.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php nurse.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php engineer.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php comp.engineer.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php techno.mycolledge.ac.th
cp default/setting.php food.techno.mycolledge.ac.th

แก้ไขชื่อฐานข้อมูลใน setting.php ของแต่ละเว็บให้ถูกต้อง

$db_url = 'mysqli://username:password@localhost/databasename';

จากนั้นทะยอยติดตั้งทีละเว็บไซต์โดยเบราส์ไปที่ URL ดังนี้

http://science.mycolledge.ac.th/install.php
http://physic.science.mycolledge.ac.th/install.php
http://math.science.mycolledge.ac.th/install.php
http://nurse.mycolledge.ac.th/install.php
http://engineer.mycolledge.ac.th/install.php
http://comp.engineer.mycolledge.ac.th/install.php
http://techno.mycolledge.ac.th/install.php
http://food.techno.mycolledge.ac.th/install.php

เท่า นี้ก็ได้ Drupal ในแบบฉบับ Multi Site แล้ว อ้อลืมไปนิดนึง หากคุณมี module หรือ theme ที่ต้องใช้ร่วมกัน ให้คุณคัดลอก module, หรือ theme ไปยัง sites/all/modules และ sites/all/themes ครับ เอาละ มาดูวิธีการประยุกต์ให้ได้ธุรกิจบริการกันบ้าง จากตัวอย่างข้างต้นคุณสามารถรับจ้างทำเว็บไซต์ได้ง่ายๆ แต่หากเป็นการประยุกต์ในธุรกิจบริการ คุณสามารถใช้ Drupal ติดตั้งแบบ Multi Site นี้ทำอะไรได้บ้าง ?

  • เว็บบล็อก
  • เว็บไซต์
  • เว็บอีคอมเมิร์ซ
  • เว็บฐานข้อมูลความรู้
  • ฯลฯ

บริการในรูปแบบธุรกิจบริการได้อย่างสบายๆ สำหรับโมเดลด้านธุรกิจไม่ขอพูดถึง เดี๋ยวโดนดุครับ

ทำภาพสติกเกอร์ (dogear) บน Inkscape

ภาพสติกเกอร์แปะแล้วมีมุมพับหรือที่เราเรียกว่า dogear ใครว่า Inkscape ทำไม่ได้ ผมเห็นเว็บสอนใช้งาน Illustrator หลายเว็บไซต์สอนการดาวน์โหลด dogear สำเร็จรูปแต่ไม่สอนวิธีการทำ เลยเกิดอาการคัดไม้คันมือลองทำดูบ้างผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจครับ แหมใครว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สดีๆ อย่าง Inkscape ทำไม่ได้ เอาล่ะ How-to ในครั้งเลยก็เลยถือโอกาสสอนการทำ dogear ซะเลย ดูภาพตัวอย่างกันก่อนครับ ว่าผลงานล่าสุดของเราจะเป็นแบบนี้

Continue reading ทำภาพสติกเกอร์ (dogear) บน Inkscape