ซิป้าโคราชกับห้องเรียนโอเพนซอร์ส

วันนี้ผมได้มีโอกาสมาเป็นกรรมการพิจารณาผลงานการประกวดในกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ IT Esaan ที่สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งขาติ (องค์การมหาชน) สาขา นครราชสีมา ซึ่งวันนี้มีการเปิดตัวโครงการห้องเรียนโอเพนซอร์สและมีการอบรมระบบ ปฏิบัติการ Suriyan ด้วย ผมและทีมงาน Thai Open Source ปลุกปล้ำ Suriyan มาได้เกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ทีมงานได้พยายามค้นหายอดฝีมือมาเขียนคู่มือ Suriyan และแผ่นสื่อการสอนที่จะออกมาประมาณกลางปีนี้ แต่วันนี้ผมพบว่าทีมงานและบุคลากรทางภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหลัก 5 มหาวิทยาลัยที่มีความตั้งใจจะเผยแพร่ความรู้ด้านโอเพนซอร์สให้เป็นที่ แพร่หลายในภาคอีสาน วันนี้ผมพบแล้วว่า 5 มหาวิทยาลัยสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญและเป็นแบบอย่างในการผลักดัน โอเพนซอร์สเข้าสู่ชุมชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนได้
สิ่งที่ประหลาดใจและประทับใจมากที่สุดคือหนังสือคู่มือ “Suriyan ระบบปฏิบัติการแห่งยุค” เขียนโดย คุณกิตติกร กรรณิการ์ เป็นหนังสือ Suriyan เล่มที่ 2 ที่ผมอ่านแล้วประทับใจ แต่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมาเร็วมาก พิมพ์ครั้งแรก จำนวน 2,000 เล่ม เมื่อเดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา สำหรับหนังสือเล่มนี้พิมพ์ 4 สี ทั้งเล่ม อ่านเข้าใจง่าย แต่ไม่ทราบว่ามีจำหน่ายหรือไม่ ถ้าอยากได้คงต้องติดต่อทางสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งขาติ (องค์การมหาชน) สาขา นครราชสีมาครับ

มองดูโอเพนซอร์สเพื่อนบ้านประเทศกัมพูชา

ด้วยความบังเอิญติดปัญหาเรื่อง Lang Pack Thai ใน OpenOffice.org เพราะหาไม่เจอไม่รู้ดาวน์โหลดที่ไหน เลยทำให้ต้องเข้าไปค้นในเว็บไซต์ OpenOffice.org ในส่วน RC untest พบว่ามีเพื่อนบ้านของเรามี OpenOffice.org ในภาษาของเขาเอง ที่พร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ติดตั้งสำหรับระบบปฏิบัติการต่างๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Windows, Linux, Mac OS และ Solaris ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจว่าประเทศที่ใครๆ ก็มองว่าล้าหลัง แต่กลับมีการพัฒนาที่ก้าวหน้าทางด้านโอเพนซอร์สมากกว่าเราเสียอีก ประเทศที่ผมกำลังกล่าวถึงคือประเทศกัมพูชา จากเท่าที่เคยติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศนี้ (ไม่อิงด้านการเมือง) พบว่ากัมพูชามีการวางแผนเรื่องระบบการสื่อสารที่ดี เริ่มมีการใช้งานระบบอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน กัมพูชาจัด BarCamp Phnom Penh 2009 และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อยากรู้อ่านที่ KhmerOS
ผมรู้สึกตกใจตรงที่ว่ากัมพูชามี OpenOffice.org ที่ไม่ต้องติดตั้ง Lang Pack เพิ่มเติม นั่นหมายความว่าการ contribute ของทีมโอเพนซอร์สของกัมพูชานั้นถือว่ารักษาคุณภาพได้ดีเลยทีเดียว หากจะติดตามทีมนี้คงต้องดูลงานที่ผ่านมาว่ากัมพูชาได้ contribute ด้านโอเพนซอร์สและนำเอาโอเพนซอร์สไปใช้งานอย่างไรบ้าง เรามาเริ่มจากข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ จากโครงการที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า “เมขลา” (Mekhala) โครงการเมขลา เป็นโครงการพัฒนาภาษาเขมรผนวกรวมเข้าไปกับโปรแกรมท่องเว็บอย่าง FIreFox ที่เราคุ้นเคย ซึ่งโครงการเมขลาใช้ฐานการพัฒนาจาก FireFox เป็นหลัก ปัจจุบัน เมขลามีรุ่น 3.5 ครับ อีกโครงการหนึ่งชื่อ มยุรา (Moyura) โครงการมยุรา เป็นโครงการพัฒนาภาษาเขมรเข้าไปยังโปรแกรมอ่านอีเมลที่เราใช้กันบ่อยเช่นกัน คือ Thunderbird มยุราเวอร์ชันล่าสุดคือ 1.5.0.8 โครงการข้างต้นเป็นการพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีอยู่เดิมให้ สามารถใช้งานในภาษาเขมรได้ แต่โครงการที่เราพูดถึงข้างต้น คือ OpenOffice.org ตอนนี้ได้มีการพัฒนาภาษาเขมรเข้าไปแล้วและได้ build เพื่อทดสอบในระบบปฏิบัติการต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนสงสัยว่าทำไมภาษาเขมรถึงได้บรรจุอยู่เป็นแพคเกจที่พร้อมดาวน์โหลดไป ติดตั้งได้เลย ทำไมไม่เป็น Lang Pack เอาไปติดตั้งเอง คำตอบง่ายๆ ในวงการโอเพนซอร์สคือ ทีมนักพัฒนาเขมรได้ผ่านการทดสอบจิตใจทางด้านการ contribute และงาน contribute ด้านการแปลมีมากว่า 80% ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกรุ่นในช่วง release ใน OpenOffice.org 3.2 ภาษาเขมร จริงๆ แต่ได้ออกรุ่นในช่วงทดสอบ RC1-5 ก็ไม่ธรรมดาแล้วครับ Continue reading มองดูโอเพนซอร์สเพื่อนบ้านประเทศกัมพูชา

อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กับ Cloud แบบเน้นๆ

มีโปรเจค Cloud Computing เข้ามาให้ได้ลองขบคิดซึ่งผมโดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Cloud Computing แบบงงๆ คงเป็นเพราะผมเคยเปรยๆ ไว้เมื่อต้นปีที่แล้วว่าน่าทำ Cloud เพราะเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในบ้านเรามากในหลายๆ ด้าน หากมองข้อดีที่หลายๆ คนพยายามโฆษณา เช่น การประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย ใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ พันแปดร้อยข้อ แต่สำหรับผมแล้วผมมองในแง่ของการเสริมความต้องการและเติมในส่วนที่ขาดของ ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ซึ่งมี 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ทรัพยากรในการพัฒนาซอฟแวร์ (development & testing)
  2. เครื่องมือในการประกอบธุรกิจ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผ่าน SaaS เช่น เครื่องมือในการบริหารจัดการโครงการซอฟต์แวร์ ปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ลูกค้าสัมพันธ์ เอกสารอิเลคทรอนิกส์ ฯลฯ
  3. เป็นแหล่งทรัพยากรพื้นฐานบริการในรูปแบบของ IaaS สำหรับผลิตภัณฑ์ที่พร้อมเข้าสู่ตลาด (ready2market) ลดรายจ่ายของผู้ประกอบการได้มหาศาล เช่น ใช้เป็น demo site, deployment site เป็นต้น

สำหรับในส่วนอื่นๆ ก็คงแล้วแต่ model ทางธุรกิจ สำหรับการลงทุนในเรื่องของ Cloud Computing และการจัดทำ Cloud Infrastructure เพื่อใช้เป็น IaaS ก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือลงทุนสูงอะไรมากนัก เพราะซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Private Cloud หรือ Public Cloud ซึ่งความยากง่ายและงบประมาณในการบริหารจัดการขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของ Cloud Infrastructure นั้นๆ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดมากนักสำหรับท่านที่สนใจอยากจะทำ Cloud Infrastructure ในองค์กรแบบเล็กๆ ผมแนะนำให้เข้าไปดูเอกสารเกี่ยวกับ KVM Virtualization ช่วยได้ครับ สำหรับองค์กรที่ต้องการทำ Cloud Infrastructure อยากจะสัมผัส Cloud infrastructure Amazon EC2 และ S3 การเริ่มต้นด้วย Eucalyptus ก็ไม่ได้ยากมากนัก สำหรับท่านที่สนใจอยากทำ Cloud Infrastructure สามารถดูแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Wiki ของ Suriyan หลายคนที่ follow twitter ของผม @anoochit อาจเห็นว่าช่วงนี้บ่นเรื่อง Cloud เยอะ หลังจากนี้คงไม่บ่นแล้ว คิดว่ามีข้อมูลเพียงพอสำหรับอ้างอิงและผู้ที่สนใจเรื่อง Cloud สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ

อย่าทรมานคนแก่

ผมนั่งคุยกับ @gumara เรื่อง locale ในซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส 3 โครงการซึ่งผมมองว่าคนที่ทำงานด้านนี้ต้องอาศัยทักษะและความอดทนสูงมากเพราะ ต้องแปล เรียบเรียง ตรวจสอบความถูกต้องของการแสดงผลเมื่อแปลไปแล้ว เท่าที่เราทราบกันอยู่คนที่ทำงานด้าน locale ในประเทศเราเหลือน้อยมาก อาจจะแซวกันเล่นว่าเหลือแต่คนแก่ๆ อายุก็ปาเข้าไปเลข 30++ กันเข้าไปแล้ว ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่า จะทรมานคนแก่ก็กะไร การจะให้เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เริ่มเป็น contributor ทางด้าน localization ก็ยากพอสมควร เอาเป็นว่าคนที่ใจรักที่จะทำและพัฒนาก็ทำกันต่อไปครับ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่จะมาสลับให้คนแก่ได้ใช้ชีวิตปกติสุขบ้างก็คงจะค่อยๆ มีเพิ่มเข้ามาบ้าง เอาเป็นว่าก็คงต้องค่อยๆ รณรงค์ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรและการ contribute งานกลับเข้าไปยังต้นน้ำในโครงการต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต้องทำด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ ที่ต้องการช่วยให้การปรับปรุงซอฟต์แวร์เหล่านั้นให้ใช้ภาษาไทยแสดงผลภาษาไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเองไม่ใช่คนที่ชอบงาน locale เพราะเขียนโปรแกรมทีไรก็ให้คนอื่นแปลตลอดเลยไม่ค่อยจะสนใจทางด้านนี้มากนัก
งาน แปลจาก community ที่ผมพบจากโครงการที่เกี่ยวเนื่องหลายๆ โครงการเช่น fedora, ubuntu, debian, moblin และอื่นๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละโครงการและโครงการที่ใช้ resources ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น fedora, ubuntu, debian ทำ locale ภาษาไทย และบน upstream project อย่าง gnome โครงการ moblin ก็ได้อานิสงค์จากการทำงานอย่างหนักด้วยเช่นกัน เพราะการแปลจาก upstream และการแปลจากโครงการต้นน้ำ แต่ไม่มีอะไรที่ perfect โครงการ moblin ยังคงต้องการทีมงานแปลในส่วนภาษาไทยเช่นเดิม ซึ่งเหมือนกับ fedora, ubuntu, debian เช่นกันเพราะอัตราการแปลภาษาในแต่ละ distro ไม่เท่ากัน โค้ดที่เพิ่มจากการ patch หรือการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้แตกต่างกัน การอัพเดทเวอร์ชันใหม่ ส่งผลให้งานแปลต้องกลับมา revise กันทุกๆ เวอร์ชัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอดทน ต้องทำด้วยหัวใจและจิตวิญญาณจริงๆ ครับ
ที่ เขียนมายืดยาวแนวบ่นๆ ก็เพราะว่าคนรุ่นใหม่นั้นขยับเข้ามาหาคนรุ่นเก่าช้ามากไป คนที่ดูในส่วน locale ในโครงการต้นน้ำก็พลอยแก่ลงเรื่อยๆ ก็อย่าทรมานคนแก่กันเลยครับ 😛 อ้อทีม l10n ที่ยังมีไฟอยุ่ก็ขอโทษทีครับแซวกันเล่นๆ น๊าาา

ควันหลงค่ายออกข้อสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพด้านโอเพนซอร์ส

เมื่อวันที่ 10-12 กันยายนที่ผ่านมา ผมและ @gumara ได้ไปร่วมประชุมเพื่อออกข้อสอบและคัดเลือกข้อสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพด้านโอเพน ซอร์ส เราเรียกกันเล่นๆ ว่า OSS Cert ซึ่งงานนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ผู้ประกอบการ และผู้คร่ำหวดในวงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ลินุกซ์ และระบบเครือข่ายชั้นสูง เอาล่ะหากเอ่ยชื่อถึงทีมงาน ODP-NECTEC, สวทช., OSDEV, Ice Solution, PTT ICT, Ubuntu Club, Thai Open Source-SIPA, มูนิธิศักดิ์พรทรัพย์, อ.เอกรัฐ บุญเชียง – มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอีกหลายท่านที่ได้เข้ามาร่วม contribute ข้อสอบร่วมกัน แต่ละกลุ่มทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ถาม @gumara นะครับ ว่าออกข้อสอบเมื่อยแขนมากขนาดไหน 😛 และที่สำคัญงานนี้ได้ความรู้และประสบการณ์จากหลายท่านมากครับ เอาล่ะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องมีการปรับปรุงข้อสอบเพื่อให้มีความกระชับมาก ขึ้น ระดับข้อสอบ ระดับความยากง่าย และคัดแยกไปยังฐานข้อมูลข้อสอบ เพื่อใช้ในการสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพด้านโอเพนซอร์สต่อไป ใครอยากทราบว่ามีความรู้ด้านลินุกซ์เดสท็อป, ลิบุกซ์เซิร์ฟเวอร์ และโอเพนออฟฟิสระดับใด ก็เตรียมอ่านหนังสือเตรียมสอบกันได้เลยครับ สำหรับน้องๆ พี่ๆ และเพื่อนๆ ที่สอบ NLC อาจมีข้อสอบชุดนี้อยู่ด้วย ถ้ามีข้อสอบชุดนี้อยู่จริง NLC ปีนี้สนุกแน่นอนครับ 😉


SUSE Studio สร้าง appliances ง่ายเพียงคลิก

หลังจากเสนอข่าวเรื่อง SUSE Studio สั่งตัด SUSE ในแบบฉบับของตัวคุณเอง ผมเพิ่งได้ invite ให้เข้าใช้งานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่เพิ่งได้ทดสอบวันนี้ครับ หลังจากใช้ SUSE Studio ทดสอบสั่งตัด SUSE ในแบบฉบับของผมเอง ทำให้รู้สึกว่า SUSE Studio ทำงานได้ง่ายมาก มีเมนูที่เป็นลำดับขั้นตอน เข้าใจง่ายแถมใช้เวลานิดเดียวประมาณ 3 นาทีก็ได้ไฟล์ image สำหรับใช้งานบน virtualization, usb thumb drive และ CD/DVD ผมจำได้ว่าเคยใช้บริการของ HP สร้าง appliances ซึ่งเป็น linux ที่ทำงานในแบบที่เราต้องการได้ แต่ในกรณี SUSE นี้มีลูกเล่นที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของคุณได้จริงๆ ครับ ใครที่ทำธุรกิจ VPS อย่าพลาดเด็ดขาดครับ 🙂 ไม่ได้ใช้ SUSE Studio แล้วจะรู้สึกเสียดายมากๆ
Welcome ? SUSE Studio_1249631260737
Edit Appliance ? SUSE Studio_1249613735319

Feedback ของ Chantra 4 หลังจาก 9 วันที่แล้ว

หลังจากออก Chantra 4 มาได้ 9 วัน ผมได้รับ feedback มากมายจากกลุ่ม community ในประเทศ และต่างประเทศซึ่งเป็น feedback ที่มีคุณค่ามากในแง่การพัฒนาในเวอร์ชั่นถัดไปและการสนับสนุน บางท่านติงว่ามีบางโปรแกรมที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ อย่าง stellarium ไม่ได้อยู่ในแผ่น Chantra 4 แล้วซึ่งก็น่าเสียดาย หลายท่านก็บอกว่าน่าจะมีวิธีการกระจายแผ่นให้ถึงมือผู้รับได้ทั่วถึง เอาเป็นว่าคงต้องมาดูกันว่าเราจะช่วยเหลือได้อย่างไร
สำหรับโปรแกรม บางโปรแกรมที่ไม่ได้อยู่ในแผ่น Chantra 4 น้องนิว นักศึกษาฝึกงานช่วยพัฒนา “โปรแกรมสร้างแผ่น Chantra” เอาไว้ที่เว็บไซต์โครงการบน GoogleCode ซึ่งตอนนี้ทำงานได้ระดับหนึ่งสามารถสร้างโครงสร้างแผ่นได้แต่ขาดส่วนการ ดาวน์โหลดโปรแกรมที่อัพเดทใหม่ๆ เท่านั้น คงต้องหาคนช่วยพัฒนากันต่อไปครับ (ตอนนี้น้องนิวหมดชั่วโมงฝึกงานไปแล้ว)
สำหรับการจัดส่งทางไปรษณีย์ คงต้องมาพิจารณากันครับ เนื่องจากในเวอร์ชั่นแรกๆ มีการจัดส่งแผ่น Chantra ผ่านทางไปรษณีย์เพราะมี “ผู้รับจ้าง” จัดส่งให้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ไม่มี ทำให้ผู้ที่ต้องการแผ่นต้องมารับด้วยตนเองที่สำนักงานใหญ่ หรือติดต่อที่สำนักงานสาขาทั้ง 3 สาขาตามภาคต่างๆ ได้ครับ
การพัฒนา Chantra 4 ในเวอร์ชั่นนี้มีความหมายหลายๆ ด้าน ด้านการแสดงให้เห็นว่ากว่าจะมาเป็น Chantra 4 ด้ารการทำงานของทีมงานพัฒนา ทีมงานพัฒนาทำอะไรกันบ้าง? มีใครบ้างที่ร่วมพัฒนา แผนงานการพัฒนา ซึ่งคุณสามารถดูจาก change log บน GoogleCode ได้โดยตรง ซึ่งในเวอร์ชั่นก่อนๆ คุณจะไม่ทราบเลยว่านักพัฒนาทำอะไรกันบ้าง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาและการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการโดยใช้ บริการเปิดอย่าง GoogleCode เป็นจุดเริ่มให้นักพัฒนาภายในของเราเองรวมทั้งนักศึกษาฝึกงาน “รู้จัก” การทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกันโดยใช้ Source Code Management System อย่าง SVN การติดตามโครงการผ่านทาง change log ฯลฯ ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ผลครบร้อยเบอร์ เซนต์แต่ก็หวังว่าจะสร้างประสบการณ์ และ “ตัวอย่างเล็กๆ” ในการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สได้สักตัวอย่างหนึ่ง
สำหรับในเวอร์ชั่นถัดไปเราคงใช้รูปแบบการพัฒนาแบบเดิมแต่เปลี่ยนเป็นการใช้ ChantraHelper ของน้องนิว (นักศึกษาฝึกงาน) และอาจมี Chantra DVD ออกมาก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องดูเวลาและโอกาสกันต่อไปครับ และที่ได้เขียนไว้ข้างต้นว่า Chantra เป็นโครงการโอเพนซอร์ส ท่านที่มี Google Account สามารถช่วยเราในการพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกราฟิก ออกแบบปก/แผ่น หรือแม้กระทั่งการออกแบบหน้าจอการเลือกติดตั้งโปรแกรม รวมไปถึงการสร้างชุดติดตั้งของโปรแกรมโอเพนซอร์สตัวใหม่ๆ สร้าง add-on ช่วยคัดเลือกโปรแกรมใน Chantra รุ่นต่อไป หรือแจ้งข่าวการอัพเดทโปรแกรมใน issue ซึ่งเราเปิดไว้ให้บริการเรียบร้อยแล้ว หากท่านเข้าไปยังหน้าโครงการของ Chantra ท่านจะพบว่าทีมงานได้รวบรวมข้อมูลในการ distribute แผ่น Chantra ในรูปแบบ iso image กราฟิกปก/แผ่น ไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์ เขียนแผ่น พิมพ์แผ่นและพิมพ์ปก แจกเพื่อนๆ ได้เลย

ถ้าไม่มีคนริเริ่มอย่างโอเพนซอร์ส อย่างอื่นก็ไม่เกิด

ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Grand Openning Science Park ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่ The Mall โคราช ซึ่งงานนี้เป็นงานเปิดตัว Science Park และหน่วยงานอื่นๆ ใน Science Park ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานพอสมควร แต่ที่น่าตกใจคือไม่ค่อยมีการเปิดตัวของกลุ่มผู้ประกอบการซอฟต์แวร์มากนัก กลับมีเพียงแต่งานด้านเกษตรกรรมและงานด้านนวตกรรมยานยนต์ซึ่งเล่นทำให้ผม กร่อยเลย งานวันแรก ฯพณฯ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปเปิดงาน เหมือนท่านอยากจะดูว่า Science Park ที่นี่มีอะไรบ้าง บังเอิญได้สนทนากับท่านสัก 2-3 ประโยค ท่านบอกว่า ถ้าไม่มีคนริเริ่มอย่างโอเพนซอร์สอย่างอื่นก็ไม่เกิด โอเพนซอร์สเป็นฐานการพัฒนาอีกหลายอย่าง ซึ่งผมแปลกใจมากที่ท่านพูดกับผมแบบนี้แทงใจมากครับ ที่ผ่านมาผมพยายามเขียนบอกเล่าในเว็บไซต์นี้และพยายยามกระตุ้นเตือนเสมอว่า เราสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับซอฟต์แวร์ได้ ทำไมเราต้องเป็นผู้ตามอยู่เสมอ ทั้งด้าน open source software หรือแม้กระทั่ง propietary software ก็ตาม
สิ่ง ที่ผมจะบอกก็คือในประเทศไทยมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในประเทศน้อยลงมาก ที่น้อยลงก้อเพราะความสนใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบโอเพนซอร์สนั้นไม่น่า เย้ายวนใจอีกต่อไป อีกอย่างการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แต่ทำรายได้จากการบริการนั้น หมายความถึงต้องทำงานหนักถึง 2 เท่า ซึ่งไม่ยากและไม่ง่ายเลยที่จะมีคนมาทำแบบนี้ ด้วยสาเหตุนี้เองทำให้เกิดการหยิบยืมเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่มีอยู่แล้วมา แต่งหน้าปั๊มตรา ออกจำหน่ายกันเกลื่อนกลาด และสร้างวัฒนธรรมในลักษณะนี้มายาวนานถึง 7 ปี ผมคงไม่ได้บอกว่า 7 ปีนั้นเป็นเวลาสั้นๆ นะครับ แต่ด้วยการเดินตามๆ กัน และไม่มีใครที่คิดจะเป็นผู้สร้างนั้นน่าเป็นห่วงมาก ผมพยายามศึกษาและทดลองจากชุมชนโอเพนซอร์สในประเทศไทย 2-3 ชุมชน ซึ่งพบว่ากระแสการอยากพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สนั้นน้อยมาก น้อยจนน่าตกใจ ผมมักจะถาม @gumara ว่าทำยังไงดี ทำอย่างไรถึงจะมีพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพราะเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก เรื่องการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมาใช้งานนั้นง่ายกว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สจริงไหมครับ
อยากเขียนให้ยาวกว่านี้แต่เขียน ไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกหดหู่ใจครับ เพราะหน่วยงานเอกชนก้อจ้องแต่แสวงหาผลกำไร ส่วนภาครัฐก็หวังแต่ผลประโยชน์ไม่ได้มีการส่งเสริมหรือกระตุ้นอย่างจริงจัง จริงใจ ทุกวันนี้ผมเฝ้าหวังว่าคนที่อยู่ในชุมชนโอเพนซอร์สที่เป็น user จะกลายมาเป็น power-user ส่วน power-user ในปัจจุบันจะกลายมาเป็น developer ในชุมชน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับชุมชนและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่เขาใช้ต่อไป ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่หวังได้ในตอนนี้

Linux ทำเครื่องคุณเจ๊ง?

สดๆ ร้อนๆ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากไปงาน Grand Openning Korat Science Park เครื่อง labtop คู่ใจดันเกิดอาการเดี้ยงเหมือนเดิมที่เคยเป็นคือเปิดเครื่อง ไฟติด แต่ไม่ boot ซะงั้น ซึ่งอาการแบบนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 2 ปีมานี้ ซึ่งก็เช่นเคยเอาเครื่องไปซ่อมครับ หอบเครื่องไปศูนย์บริการที่ใกล้บ้านที่สุด IT Square เป็นทางออกที่ดีที่สุดของผมตอนนี้ เดินแว๊บเข้าไปที่ศูนย์บริการของร้านสีฟ้าๆ ซึ่งเขาขาย HP, Acer ฯลฯ และเพิ่งเปิดศูนย์บริการได้ไม่นาน จอง counter แรกเลยครับ แผนกซ่อม ช่างห้อยสายคล้องคอ TOT (คิดว่าน่าจะเป็นพนักงาน TOT มารับจ๊อบวันหยุด) ผมบอกเล่าอาการของเครื่อง ช่างเปิดปิดเครื่องอยู่หลายรอบ จนกว่าเครื่องมันจะ boot ได้ โอ้ววว สาวน้อยของผมโดนปู้ยี่ปู้ยำแล้ว! พอ boot เครื่องขึ้นมาได้ มีหน้าจอให้เลือก OS ช่างทำหน้างงๆ แล้วถามผมว่าลง Linux ด้วยหรือ? ผมเลยบอกไปว่าผมต้องใช้ Linux ทำงานเพราะเปิดใช้ Windows ทำงานที่ office ไม่ได้ ไวรัสมันเยอะ ฯลฯ ผมเลยเลือกเข้า Windows เพื่อชี้ให้เห็นว่าผมมี Windows นะไม่ได้ลง Linux อย่างเดียว
ช่าง พิจารณาอยู่หลายรอบ บอกผมว่าเป็นที่ software ต้องลง windows ใหม่ เป็นเพราะ Software เหมือนจะแถไปทาง Linux อะจ๊ากกก!! ผมติดตั้งซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อยู่ในเครื่องซึ่งเยอะมาก รวมราคาได้เกือบๆ 1 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้ว่าจ้างเป็นคนซื้อให้และกล่องซอฟต์แวร์ไม่ ได้อยู่ที่ผมซะด้วย การลง windows ใหม่จะสร้างปัญหาการทำงานให้ผมเยอะมาก ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ผมลำบาก 10 เท่าเพราะผมเขียนโปรแกรมทั้งบน Linux และ Windows พอผมทำหน้างงๆ กลับกลายเป็นว่าปัญหากลับมาตกที่ผมซะงั้น ช่างตัดบทบอกให้ผมเอาเครื่องเข้าศูนย์ซ่อมที่ HP ที่ตึก เหงียนๆ อะไรสักอย่าง? ฮะๆ ผมไปไม่ถูกหรอก ก็เลยเก็บเครื่องเดินมาร้านตรงข้ามที่มีป้ายสีเขียวๆ เอาเครื่องให้เขาดู บอกเล่าอาการเช่นเดิม น้องผู้หญิงร้องอ๋อ เป็นอาการปกติของมันค่ะพี่ คือ ชิป VGA มันเสื่อม!! ซีรี่นี้อาการเหมือนกันหมด!! พี่อยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก เพราะนี่ก็มาซ่อมเหมือนกัน น้องผู้หญิงดึง Compaq V3000 ออกมาให้ผมดู 5 ตัวได้
อ่ะจ๊ากกก!! หนักกว่าเดิมอีกแฮะ น้องเขาแนะนำทางแก้คือ 1. เอาเครื่องไปอบ? ค่าใช้จ่าย 1,200 บาท หรือ 2. แก้ปัญหาอย่างถาวรคือเปลี่ยนซิปตัวใหม่ ค่าใช้จ่าย 3,500 บาท ผมเป็นประเภทต้องการให้มันเคลียเพราะผมมีเครื่อง labtop เครื่องเดียว และไม่มีเครื่อง desktop ใช้ ก็ต้องเลือกอย่างหลัง เสียไป 3,500 บาท เอาล่ะ คิดว่าน่าจะดีขึ้น ผมถามข้อข้องใจว่าเป็นกับ OS หรือเปล่าที่ทำให้มันเจ๊ง น้องเขาบอกว่าไม่ได้เป็นกับ OS ลุกค้าที่ใช้ Windows หรือ Linux ก็เป็นอาการเดียวกัน นั่นหมายความว่าที่ผมเคยเอาเครื่องเข้าศูนย์มา 3 รอบเขาไม่ได้แก้อะไรให้ผมเลยเหรอ? น้องผู้หญิงเขาก็บอกว่าที่ศูนย์เขาเปลี่ยน board ใหม่ให้ 2 ชิ้นใช่มั๊ยคะ มีส่วนของการ์ดจอด้วย 1 ชิ้นค่ะ ซึ่งก้อมาจากโรงงานเหมือนๆ กับที่โรงงานผลิต และมันก้อมีปัญหาเหมือนเดิม!! ผมถึงบางอ้อ อย่างน้อย Ubuntu ก้อไม่ได้ทำให้เครื่องผมเจ๊งอ่ะนะ สรุปแล้วก็เลยเสียค่าเปลี่ยนชิปไป 3,500 บาท กลับมาลองทดสอบดูก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหา แต่คงต้องรอดูอาการอีกสัก 2-3 เดือนว่าจะเกิดอาการเดิมอีกหรือเปล่า?

Alfresco ECM ในมุมที่คุณมองข้าม

ผมเคยพัฒนาซอฟต์แวร์ประเภท Groupware และ Collaboration System มาระยะหนึ่งได้เห็นจุดเด่นและจุดด้อยของซอฟต์แวร์ประเภทนี้ ทั้งในเรื่องที่ผู้ใช้ต้องการเช่น Work Flow, Privillege System และที่สำคัญคือ Document Management ตัวนี้ถือเป็นจุดขาดของซอฟตืแวร์ประเภทนี้เลยก้อว่าได้ แต่ปัญหามันไม่ได้เกิดแค่ Document Management ปัญหาที่ทุกคนมองข้ามคือ คุณมี Collaboration System หรือ DCM อยู่ในองค์กรคุณใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบได้ด้วยวิธีไหน? อัพโหลดผ่านเว็บหรือ? ถ้าคุณมีไฟล์สัก 50 ไฟล์คุณก้อคงคลิกจนมือหงิกเลยก้อได้
ผมก้อเจอ ปัญหานี้กับซอฟต์แวร์ของผมเช่นเดียวกัน แต่ก้อไม่ได้หาทางแก้ไขอะไร เพราะด้วยความคิดที่ว่ายังไงๆ เขาก้อต้องใช้ในองค์กรอยู่แล้ว แต่เราลืมไปว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไป deploy ใช้กันยังไง ซึ่งส่วนใหญ่คนที่เอาซอฟต์แวร์ของผมไปใช้ก้อมันจะเช่าพื้นที่กับผู้ให้ บริการโฮสติ้งแล้วก้อเอาซอฟต์แวร์ผมไปติดตั้งใช้งานกันทั้งออฟฟิตนั่น หมายความว่าพวกเขากำลังโยนเอกสารผ่าน Internet ไม่ใช่ผ่านบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ใน Local Network นี่แหละจึงเกิดปัญหากับคนที่ใช้งานระบบพวกนี้อย่างจริงๆ จังๆ
ผมเอง เป็นพวกบ้าพลังเรื่อง Office Automation, Paperless, Virtual Office เป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจมาก เพราะมันเจ๋ง ผมคิดว่าทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่ office ก้อได้อยู่ที่ไหนก้อได้ ต่อ net ผ่าน GPRS/Edge หรือ Wifi ที่ร้านกาแฟ คุณก้อสามารถสื่อสารและทำงานกับเพื่อนร่วมงานผ่านระบบ Collaboration System ได้ วกกลับเรื่องคุณใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบได้ด้วยวิธีไหน? จากปัญหาข้างต้นซอฟต์แวร์ประเภท Collaboration System และ Document Management System มักจะถูกพัฒนาเป็น Web Application ซึ่งทำให้วิธีการนำข้อมูลเข้าไปยังระบบถูกแช่แข็งไว้ที่ HTTP เป็นหลัก และนั่นแหละที่เกิดปัญหา Internet คุณเร็วแค่ไหน? หรือ เซอร์ฟเวอร์ที่คุณใช้ busy มากมั๊ย ให้บริการกับผู้ใช้ทั้งองค์กรได้หรือไม่? นั่นคือปัญหาที่ตามมาจาก คุณเอาข้อมูลเข้าไปยังระบบยังไง และความเร็วในการเอาข้อมูลเข้า เอาข้อมูลออกมากน้อยแค่ไหน?
ที่ทำงานผมคลั่ง Alfresco ECM กันมาก เรียกได้ว่าอะไรๆ ก้อ Alfresco ผมยังจำได้ตอนที่ผมพัฒนาระบบ Collaboration System ในช่วง 7 ปีที่แล้วใครๆ ก้อคลั่ง OSP ก้อคงจะอารมณ์เดียวกัน ซึ่งผมเองก้อคงไม่เอา OSP ไปเทียบกับ Alfresco ECM หรอกนะครับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ พฤติกรรมการใช้งานไม่ว่าจะผ่านไปถึง 7 ปี พฤติกรรมการใช้งาน Collaboration System หรือ Enterprise Content Management ก้อเหมือนเดิมคือเอาข้อมูลขึ้นผ่าน HTTP อยู่เช่นเดิม แล้วความเร็วในการเอาข้อมูลเข้าเอาข้อมูลออก มีความเร็วมากน้อยแค่ไหน? ก้อคงขึ้นอยู่กับความเร็วอินเตอร์เน็ตขององค์กรนั่นเอง นั่นหมายความว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้ใช้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย น่าสนใจมากครับ
แต่ว่า Alfresco ECM ไม่ได้เปิดช่องทางในการนำเข้าข้อมูลเพียงแค่ผ่านหน้าเว็บเท่านั้น (คุณรู้บ้างมั๊ย) คุณยังสามารถนำเอาข้อมูลเข้าทางระบบเน็ตเวิร์คอย่าง CIFS หรือ SMB ได้เช่นกัน ลองนึกถึงตอนที่เราแชร์ไฟล์บน Windows หรือพิมพ์ smb://myserver/my-user-account/myfolder เป็นต้น นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้โปรแกรมง่ายๆ อย่าง Exploror, File Manager, Nautilus, Dolphin โยนไฟล์ผ่าน CIFS หรือ SMB เข้าไปยัง Alfresco ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านหน้าเว็บแต่อย่างใด ทีนี้คุณจะเอาไฟล์เข้าไปสักที่ไฟล์ก้อได้ หรือเอาไฟล์ออกจากระบบสักกี่ไฟล์ก้อได้ ในเวลาที่เร็วกว่า 🙂 สำหรับออฟฟิตที่มีเครื่องถ่ายเอกสารตัวใหญ่ๆ ที่สามารถ Scan/FAX/Copy ผ่าน Network ได้ และรองรับ protocal CIFS หรือ SMB คุณก้อสามารถถ่ายเอกสารแล้วนำข้อมูลเข้าไปยัง Alfresco ECM ได้โดยตรง เจ๋งมั๊ย 🙂
เรื่อง Work Flow, Collaborative Working, Document Repository, Document Management มันก้อเป็นเรื่องปกติที่ ECM ส่วนใหญ่มีกัน แต่ที่สำคัญวันนี้คุณใช้ Alfresco ECM ของคุณเป็นแล้วหรือยัง?