ประสบการณ์ root และอัพเดท rom เครื่อง Asus EEE Pad Transformer TF101

ช่วงน้ำท่วมนอกจากการเขียน app บน tablet + mobile ยังมี กิจกรรมหาวิธี root และอัพเดท rom ใหม่ให้ มือถือเก่าๆ และแท็ปเล็ต Asus EEE Pad Transformer ค้างเรื่องนี้ไว้ เลยมาเล่าต่อ ผมเริ่มตัดสินใจ root เครื่อง Asus EEE Pad Transformer เนื่องจากอยากรู้ว่า custom rom ที่ สมาชิกชุมชนในเว็บ xda-developer มักจะกล่าวถึง มันดีจริงหรือเปล่า ทำ Over Clock บนเครื่องแท็ปเล็ต ได้จริงหรือเปล่า แล้ว Over Clock ได้ซักเท่าไร เสถียรมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากรู้วิธี root และวิธี unroot แล้วว่าทำยังไง ก็เลยจัดการซะ
เครื่องมือในการ root EEEPad Transformer มีหลายตัว สำหรับผม ผมเลือก One-Click Universal root for stock firmware – V4 ที่เลือกเจ้าตัวนี้เพราะว่าเป็น Linux Live CD ตัวเล็กมากๆ ทำ Live CD หรือ Live USB ก็สามารถสั่ง root เครื่องได้เลย แถมยังติดตั้ง Clock Work Mod Recovery ให้ด้วย ท่านใดสนใจก็ตามลิงค์ข้างต้นครับ อ้อลืมบอกไป ผมอัพเดทผ่าน OTA Update มาถึงรุ่น 3.2.1 (3.6.5.19) นี่ถือว่าเป็นรุ่นล่าสุด ก่อนเตรียมอัพเดทเป็น ICS (หวังว่าจะได้อัพเดท) และอีกอย่างที่อยากจะเตือน หากคุณติดตั้ง Clock Work Rocovery ไปแล้ว จะใช้ OTA Update จากทาง Asus ไม่ได้นะครับ ท่านจะต้อง Flash Stock Rom และ Flash ตัว Asus Recovery เข้าไปใหม่
หลังจาก root และติดตั้ง Clock Work Mod Recovery แล้ว เราก็สามารถติดตั้ง rom ใหม่สำหรับ EEE Pad Transformer ได้แล้ว ผมเลือก rom ที่ชื่อว่า Prime รุ่น 2.1.1 เจ้า rom ตัวนี้มีเครื่องมือครบครัน แถมเป็น rom ที่พัฒนามาจาก Stock rom รุ่นล่าสุดด้วย แถม Kernel ตัวใหม่ ที่สามารถทำ Over Clock ได้ (อ่านเพิ่มในกระทู้ของ xda-developer นะครับ) และที่พิเศษกว่านั้น rom ตัวนี้ใช้ theme ของ ICS นั่นหมายความว่าหน้าตาใกล้เคียงกับ ICS เป๊ะๆ เลยก็ว่าได้ 🙂 อันนี้ชอบมากๆ ครับ

หลังจากลองทดสอบ rom ตัวนี้ถือว่าสมบูรณ์มากครับ แน่นอนครบทุกอย่างที่ต้องการ แถม Over Clock ได้ถึง 1.6Ghz จริงๆ ผมใช้ Prime ได้ 4 วัน หลังจากนั้น ก็มีข่าววงในจากทาง Asus ว่าจะเปิดให้อัพเกรดผ่านทาง OTA Update หลังจาก Samsung Galaxy Nexus ออกไปแล้ว 2 อาทิตย์ ก็เลยเป็นเรื่อง เลยทำให้กลับใจมา unroot กลับมาเป็น Stock rom?เหมือนเดิม T_T
Stock rom ที่ flash แล้วจะย้อนรุ่นกลับไปไกลมาก คือ Android 3.0 รุ่นแรกที่มาพร้อมกับเครื่องเลย วิธีการทำก็ง่ายๆ ครับ หา Stock rom มากก่อน เครื่องผมเป็นรุ่น World Wide (WW) ใช้ transformer-8.2.3.13_WW_update.zip ได้เลย สำหรับ Asus Rovery ก็ดาวน์โหลด 8239USrecovery.zip ไปครับ ใช้ Clock Work Mod Recovery จัดการ Flash Stock rom เข้าไปก่อน ลอง Boot เครื่องดูจะพบว่าคุณได้ Android 3.0 มาใช้ จากนั้นก็ Flash Recovery ทับ Clock Work Mod Recover ไปเลย ตอนนี้ก็จะไม่มี Clock Work Mod Recovery แล้ว แต่จะมี Flash Recovery ของ Asus แทน จากนั้นก็ต่อ Wifi แล้วทะยอยอัพเดทผ่าน OTA Update ไปเรื่อยๆ ซัก 2 รอบ คุณก็จะได้ Android 3.2.1 รุ่นล่าสุดเหมือนเดิม รอลุ้นว่าจะได้อัพเดทเป็น ICS กันต่อไป สำหรับท่านที่ไม่อยากรอลุ้นก็ใช้ Prime 2.2.1 ไปก่อนก็ได้ หรืออยากลอง rom ที่ชื่อว่า Revolution HD ก็น่าสนใจครับ สำหรับผมขอใช้สิทธิ์ OTA Update ครับ 🙂
อ้อเกือบลืมมีคนเกาหลีเขาทำเว็บที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ Android หลายเว็บมาก ชื่อ Max (ZedoMAX) แถมยังทำ Blog ย่อยๆ อีกหลาย Blog ผมขอแนะนำ Blog ของ Max ที่เกี่ยวกับ EEEPad ละกันครับ ชื่อว่า eeepadhacks.net แถม Max ยังมี Video Tutorial อีกเป็นร้อย เกี่ยวกับมือถือ Android ที่ Youtube Channel ยังไงก็ไปติดตามกันได้ครับ 🙂

iPad Stand กับปากกา Stylus สไตล์ DIY

ที่วาง iPad กับปากกา Stylus สไตล์ DIY มีการออกแบบได้น่าสนใจ นอกจากการประยุกต์ใช้ของที่มีอยู่คือไม้แขวนเสื้อ ยังแฝงแนวคิดในการออกแบบเพื่อการใช้งานอีกด้วย โดยส่วนตัวชอบมากๆ ครับ

มีอีกหลายวิธีในการทำที่วาง Tablet (iPad) ได้น่าสนใจมากๆ เช่น

  • ตัวต่อ Lego
  • กล่องใส่ DVD
  • หลอดใส่ CD/DVD แบบ 50 แผ่น หรือ 100 แผ่น
  • ไม้แขวนเสื้อ
  • ที่คั่นหนังสือ
  • ที่วางนามบัตร
  • ที่วางจาน
  • ที่วางกรอบรูป

ประสบการณ์ root มือถือ LG Optimus (GT540) และอัพเดท rom ใหม่

ผมซื้อมือถือ LG Optimus (GT540) ซึ่งเป็น Optimus รุ่นแรกเลยก็ว่าได้ (อ่าน blog เก่า) เรียกว่าใช้มานานมากแล้ว ตอนนี้ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ ตั้งแต่ซื้อเครื่องมาไม่คิดว่าจะต้องมา Root เครื่องหรืออัพเดทรอมใหม่ อ้อลืมบอกไปว่า Android ที่ติดมากับเครื่องเป็นรุ่น 1.6 ใช่ครับ Android 1.6 ทำอะไรไม่ค่อยได้มาก เล่นเกมส์ได้นิดหน่อย, ฟังเพลง, ฟังวิทยุ, อ่าน GMail, ดู Calendar, เล่น Twitter, เล่น Facebook ประมาณนี้ จอเป็นแบบ TFT Resitive หลังจากซื้อเครื่องมาได้ซักระยะ Android 2.1 ก็ออก เลยได้เวลาไปอัพเดท rom ใหม่ โดยให้ที่ศูนย์ LG จัดการให้ หลังจากนั้น LG ก็ออก มือถือตระกูล Optimus มาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเริ่มเบื่อกับ Android 2.1 ที่ไปอัพเกรดมา เพราะไม่ค่อยเสถียรทำงานได้ช้า ก็เลยตัดสินใจ root เครื่องและลองติดตั้งโปรแกรมที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำ App2SD เก็บโปรแกรมไว้ใน SD Card หรือทำ Auto Kill ปิดโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อให้มี Memory เหลือ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ท้ายที่สุดก็เลยไม่มีอะไรจะเสี่ยงแล้ว เพราะมือถือเองก็หมดประกันมาหลายเดือนแล้ว ก็เลยจัดการ root และอัพเดท rom ด้วยตัวเอง
LG Optimus (GT540) เป็นรุ่นที่แปลกประหลาดที่ต้องหาวิธีที่เอาเครื่องมือที่เรียกว่า fastboot ยัดเข้าไปก่อน เพื่อใช้เจ้าตัว fastboot นี้ flash rom ใหม่เข้าไป หรือ flash ตัว Clock Work Mod Recovery เข้าไปแทนที่ fastboot ได้ วิธีการโดยสรุปมีดังนี้ครับ

  1. Flash rom Android 2.1 ที่มี fastboot ไปก่อน ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเป็น rom ของประเทศอะไร โดยใช้ KDZ Update
  2. ใช้ fastboot เพื่อ flash rom ของ SwiftDroid 2.0 เข้าไป หากว่าต้องการติดตั้ง Clock Work Mod Recovery ก็ Flash เข้าไปด้วย rom จาก SwiftDroid v2.0 เป็น CyanogenMod 7.1 เป็น Adnroid 2.3.7 รุ่นสุดท้ายที่จะ support ใน GT540 ครับ
  3. SwiftDroid v2.0 จะไม่มี App ที่เชื่อมต่อกับ Google เราก็ต้องติดตั้ง Google App Pack ผ่านทาง Clock Work Mod Recovery เข้าไปเพิ่มเติม ดาวน์โหลดได้จาก android.modaco.com


เท่านี้ก็ได้ Android 2.3.7 Gingerbread มาใช้แล้ว จากการทดลอง flash rom ใหม่พบว่าทำงานเร็วขึ้น ปรับแต่งได้มากขึ้น เรียกได้ว่าเหมือนได้มือถือเครื่องใหม่เลยก็ว่าได้ แต่เสียดายอย่างเดียวคือ rom ใหม่ แต่ hardware เก่าไปหน่อย แต่การ flash rom ในมือถือ LG Optimus ครั้งนี้ ทำให้เข้าใจวิธีการ flash rom ในอุปกรณ์อื่นๆ มากขึ้น เช่น Tablet Asus Eee Pad Transformer TF101 ที่ผม root และ flash rom ลงไปใหม่เหมือนกัน 😛 ทิ้งท้าย ลิงค์สำคัญๆ เผื่อเอาไว้ระลึกความหลังดังนี้

  1. วิดิโอแนะนำ SwiftDroid และวิธีการ flash rom ตอนที่ 1?, ตอนที่ 2
  2. ROM Gengerbread 2.3.7 (SwiftDroid 2.0)
  3. Google App Pack
เอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าประสบการณ์ flash rom เจ้า Tablet Asus Eee Pad Transformer TF101 กันครับ

ประสบการณ์เดินทางกับ AirAsia

ผมใช้บริการ AirAsia มา 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกไปเที่ยวกระบี่กับแฟน ส่วนครั้งที่ 2 ไปเชียงใหม่หนีน้ำท่วมระยะสั้นๆ การบริการของ AirAsia ผมมองว่าเขาเป็นสไตล์ธุรกิจ ราคาตั๋วปกติถือว่าสูงกว่า NokAir แต่ผมก็เลือกที่จะเดินทางไปกับ AriAsia ด้วยเหตุผลไร้สาระ 3 ข้อ คือ

  1. แอร์เย็น – เปิดแอร์ก่อนเครื่องขึ้น-ลง เห็นควันแอร์ลอยออกมาจากช่องเลย เจ๋งดี
  2. บินเร็ว – ไปกระบี่ถึงก่อนเวลา 15 นาที
  3. ดีเลย์ต่ำ – เครื่องที่เชียงใหม่ช้าไป 5 นาที (TG ซัดไปเกือบ 1 ชั่วโมง)

เรื่องราคาผมว่าพอยอมรับได้ ส่วนลูกเล่นในการทำให้ราคาตั๋วมีราคาสูงขึ้นตั้งแต่จองตั๋ว ไม่ว่าจะเป็น

  1. การเลือกที่นั่ง (อยากนั่งในทำเลที่ถูกใจ นั่งใกล้เพื่อนหรือแฟนที่ไปด้วยกัน นั่ง hot seat เบาะแดง)
  2. ค่าโหลดกระเป๋าหนักๆ (กรณีซื้อค่าโหลดกระเป๋า และไม่ได้จ่ายค่าโหลดกระเป๋า)
  3. ค่าประกันอุบัติเหตุและอื่นๆ (เดี๋ยวนี้มีประกันเครื่อง Delay ด้วย)
  4. ค่าของกินบนเครื่อง (ถ้าอยากกินข้าวไก่เทริยากิ ก็สั่งพร้อมซื้อตั๋วได้ หรือสั่งบนเครื่องก็ได้)
  5. ค่าเช็คอินที่เคาท์เตอร์ (ส่วน reprint boarding pass ไม่เสียเงินครับ)

การจองตั๋วผมมักจะทำผ่าน Web และ Mobile App (Android) แต่ที่รู้สึกน่ารำคาญคือ Mobile App ของ AirAsia ทำงานช้าและไว้ใจไม่ค่อยได้ เลยต้องจองผ่าน Web แทน ส่วนการ check-in ทดสอบ check-in ผ่าน Mobile App ได้ แต่ 2D Barcode ที่จะเอาไป scan ที่ตู้ Kios กลับ scan ไม่ได้ทำให้ต้องแก้ปัญหาโดยการให้เจ้าหน้าที่ re-print ที่ counter ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ AirAsia เองยอมรับว่าระบบไม่ค่อยสเถียรเท่าไร 🙁 อันนี้ผมว่าจริงเพราะ 2D barcode ได้มาเล็กกระจิ๋วเดียว กรณีที่มือถือจอเล็กหรือจอสะท้อนแสงทำให้ scan ได้ลำบากแน่นอน ว่าจะลองเอา tablet ไปลองจ่อดูเหมือนกันแต่ก็เกรงใจครับ 😛
จากการที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ปีละ 8-10 เที่ยวบิน พบปัญหาและเรื่องไร้สาระบนเครื่องบิน ที่ผมมักจะเจอเสมอๆ เช่น

  1. ผมมักเป็นไข้ก่อนวันเดินทางและหูอื้อบนเครื่องบิน อันนี้แก้ไม่ได้ซักที
  2. เด็กเล็กๆ ร้องไห้กระจองอแงลั่นเครื่อง
  3. ผู้โดยสารคนอื่นแกล้งนั่งผิดที่ซึ่งผิดไป 2 ที่นั่ง แล้วขอให้เปลี่ยนที่นั่งกับเพื่อนอีกคนเพราะต้องการนั่งกับเพื่อนครบ 3 คน จริงๆ จองให้นั่งติดกันก็ได้อ่ะนะ petdo จริงๆ

จากที่บินกับ Thai Airways, NokAir, Orient Thai (1-2-Go), AirAsia พบว่าเที่ยวบินที่รู้สึกดีที่สุดคงเป็น Thai Airways เครื่องใหญ่บินนิ่มมากมาตรฐานเป๊ะๆ ส่วน NokAir จะมีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ที่ผมรู้สึกอมยิ้มเสมอๆ คือประกาศขึ้นเครื่องเป็นภาษาถิ่นและแอร์น่ารักมากๆ ส่วน Orient Thai บินระทึกดีครับผมชอบถั่วโก๋แก่นะ เคี้ยวมันส์ดีหายหูอื้อด้วย ส่วน AirAsia รู้สึกถึงความสดใหม่ของเครื่องบิน แอร์เย็น นั่งสบาย ถ้าไม่เจอผู้โดยสานคนอื่น petdo อ่ะนะ ครั้งต่อไปคิดว่าจะบินกับสายการบิน Bangkok Airways ดูบ้าง

บริการจัดการ Cloud ของคุณด้วย Aeolus

Aeolus เป็นโครงการโอเพนซอร์สตัวใหม่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับ Cloud โดยทำหน้าที่เป็นตัวบริหารจัดการไม่ได้เป็นตัวสร้าง Cloud แต่อย่างใด โดยโปรแกรมนี้สามารถจัดการทั้ง Private Cloud และ Public Cloud ได้ง่ายเพียงคลิกเมาส์

ส่วนประกอบของ Aeolus มีดังนี้

  • Aeolus Conductor : เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้ที่สามารถจัดการผู้ใช้ ทรัพยากร รวมไปถึง instance (VM) ของผู้ใช้ที่อยู่บน Cloud Provider ต่างๆ
  • Aeolus Composer : เป็นตัวสร้าง image จาก template ที่ผู้ใช้กำหนด สามารถเลือกสร้าง Image ได้ตรงกับ Cloud Provider ที่เราต้องการได้
  • Aeolus Orchestrator : เป็นส่วนบริหารจัดการ instance ซึ่งผู้ใช้สามารถสร้าง instance อื่นๆ ได้ จาก instance บน Cloud หนึ่งหรือ Cloud หลายๆ ที่ได้
  • Aeolus HA Manager : เป็นส่วนที่ทำ HA ให้ instance หรือกลุ่มของ instance

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มาจาก abstract library ของโครงการ?Deltacloud สำหรับท่านที่ต้องการทดสอบ Aeolus สามารถดาวน์โหลดได้ที่?เว็บไซต์โครงการ Aeolus * ข้อควรระวัง การทดสอบ Aeolus บน Amazon EC2 จะมีค่าใช้จ่าย

 

I am Petdo! บน Android

??มีโอกาสได้ลองเขียน Android App แบบลวกๆ เลยได้เขียนเล่นอยู่หลายตัว แต่ที่อยากเขียนมากที่สุดคงเป็นตัวนี้ I am Petdo! บน Android เนื่องจากชอบตัวการ์ตูนจาก iampetdo.com ชอบชื่อย่อของ SIPA เห่อๆ สร้างสรรค์ดีนะครับ 😛 ?เลยได้ Android App มาเป็นแบบนี้ (ไม่เขียวเหมือนบน iOS นะครับ)


?
ชอบก็ดาวน์โหลดได้ที่

***?อ้ออ่านได้เฉพาะ 10 เรื่องล่าสุดเท่านั้นะ อ่ะฮิๆ

มาใช้ Thai Open Source App กัน

สืบเนื่องจากเรียนเขียนโปรแกรมบน Android ไม่จบคอร์ส เพราะตื่นสาย (เรียนตอนตี 3 กว่าๆ) เลยทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ก็เลยคิดว่าหลังจากที่ได้เรียน 2 บทแรกก็คิดว่าน่าจะเขียน App บน Android แบบเบื้องต้นได้แล้วล่ะน่า อย่างเช่น HelloWorld 😛 อะไรทำนองนี้ แต่เราเป็นศิษย์มีครูอยู่ต่างประเทศ เราจะเขียน Hello World เป็นอย่างเดียวได้อย่างไร ก็เลยเขียน Mobile App ขึ้นมาเล่นๆ ตัวนึงแบบง่ายนะไม่ซับซ้อน…คือเรียนไม่จบคอร์ส จะเอาอะไรยากนักหนา โปรแกรมนี้ชื่อ Thai Open Source App เจ้าตัวนี้เป็นลูกครึ่งระหว่าง Web Application + Web Service + Android App จะอธิบายง่ายๆ ก็คือ มันเป็น App เอาไว้เข้าหน้าเว็บ Thai Open Source แบบ Mobile คือเนื้อหาจะไม่ครบตามเว็บ เนื่องจากมันเป็น Mobile ใช่ป่ะ มันก็เลยมาเท่าที่ XML Feed จะให้ได้ (แก้ตัวน้ำขุ่นๆ อ่ะนะ) อ่ะ เอาจริงๆ ละ ก็อย่างที่บอกครับ โปรแกรมมี 3 ส่วน

  1. Web Service ที่บอกว่าเป็น Web Services ก็เนื่องจาก Web Application ข้างต้นใช้ข้อมูล YQL จาก RSS Feed ที่ได้มาจาก Thai Open Source เจ้า YQL จะเป็นตัว Query และแปลงผลลัพท์ออกมาเป็น json เอาไปให้ Web Application อีกที
  2. Web Application เป็นเว็บที่พัฒนาด้วย jQuery Mobile ทำให้เว็บเล็กเร็วและสวยงาม เล่น Effect ได้เหมือนเขียน App จริงๆ
  3. Mobile App เขียนบน Android มี WebView อยู่ตัวนึงเปิดเว็บ Web Application งี่เง่าตัวนึงไว้

จริงๆ แล้วไม่ต้องทำอะไรให้มันดูยุ่งยากขนาดนี้ก็ได้ เช่นเขียน RPC ต่อกับ Drupal โดยตรงอะไรอย่างนี้ แต่ด้วยความที่เป็นศิษย์มีครูอยู่ต่างประเทศก็เลยเล่นท่ายากส์นิดนึง สำหรับหน้าจอโปรแกรมดูด้านล่างเลยครับ ผมมีแต่ tablet บ้านยากจนไม่มีตังค์ซื้อมือถือ Android น่ะครับ 😛



 

เก็บตกสัมนา Challenge your business with Cloud Computing

โดยส่วนตัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับ Cloud Computing แล้วหลังจากหมดหวังกับวิสัยทัศน์และการเห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในองค์กรหนึ่งซึ่งผมไม่ขอเอ่ยนาม เอาเป็นว่า @gumara ชวนไปซึ่งอยู่ดีๆ ก็ชวนไปงานสัมนา Cloud ทำให้คิดว่า เออ น่าจะมีอะไรดีๆ นะถึง @gumara มาชวน ก่อนวันสัมนาได้ดู Agenda นิดหน่อยก็พบว่างานนี้มีหลายหน่วยงานช่วยกันจัด แม่งานคงเป็น ARIT, Software Park และ CAT ซึ่ง Agenda เนื้อหาสอดรับกันมาก ทั้งในแง่มุมของภาครัฐ ซึ่งได้ ผอ.เมธิณี ผู้ตรวจการ MICT มาบรรยายเปิดงานด้วยตัวเอง เป็นที่รู้กันว่า MICT แตกหน่วยงานออกมาเป็น 2 องค์การมหาชน คือ สำนักงานรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งหน้าที่หลักของการขับเคลื่อนในเรื่องของ Cloud Computing เป็นหน้าที่ของกระทรวง ICT และในส่วนของสำนักงานรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์ จะดูในเรื่องของ Government Cloud เป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับข่าววงในที่ได้มาคือ กระทรวง ICT จะให้บริการ Cloud สำหรับภาครัฐซึ่งแนวโน้มคงไม่ได้ทำเอง หมายถึงตั้ง Server เอง ทำ IaaS เอง แต่เป็นการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเป็นคนจัดการ คือ CAT และ TOT ซึ่งผมมองว่าบทบาทของ CAT และ TOT ดูเหมาะสม เพราะยังอยู่ในการดูแลของภาครัฐและสามารถพูดคุยกันได้ และทั้งคู่ดูแลทั้ง Data Center และ Data Communication นอกจากนี้แนวโน้มของกระทรวง ICT ยังมีแผนบูรณาการข้อมูลต่างๆ ให้มีมากขึ้นทั้งภาครัฐด้วยกันเองในประเทศ และต่างประเทศ คิดว่า Government Cloud จะได้ประโยชน์มากทั้งในเรื่องของ IaaS, PaaS และ SaaS ที่จะตามมา ซึ่งเป็นโอกาสของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศที่จะสามารถขายบริการซอฟต์แวร์ให้กับภาครัฐโดยตรงและง่ายมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการดำเนินงานและจัดการเรื่องกฏระเบียบที่เก่าคร่ำครึของภาครัฐให้เรียบร้อย
สำหรับผู้นำโครงข่ายการสื่อสารอย่าง CAT Telecom มีความพร้อมสูงในการให้บริการ Cloud Infrastructure แต่ทาง CAT เองก็ถ่อมตัวว่ายังเพิ่งจะเริ่มต้น แต่การเตรียมเรื่อง CDN (Content Delivery Network) และ Data Center ในภูมิภาคต่างๆ นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ สำหรับ Cloud Provider ที่ผมเพิ่งจะทราบว่าในประเทศไทยก็มีแบบที่ได้มาตรฐานสากล ก็คงเป็น DCS ~ Datapro Communication System ซึ่งให้บริการ Cloud ทั้งในรูปแบบ PaaS และ SaaS เลยทีเดียว น่าสนใจมากๆ DCS ได้มาให้ความรู้เรื่องการนำ Cloud ไปใช้งานทั้งในแง่ของ Private Cloud และ Public Cloud การจัดการทางด้าน Security Process และอื่นๆ ซึ่ง Security บน Cloud ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจาก Security แบบ Physical ซักเท่าไร
ในช่วงบ่ายถึงคิว เซเลป Cloud Computing ในเมืองไทยก็ว่าได้เพราะเจอ อ.ธนชาติ ผอ.เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ หรือ Software Park ทีไรก็บรรยายเรื่อง Cloud Computing ทุกที ครั้งนี้ได้นำเสนอเรื่อง Trend ของ Cloud Computing โอกาสขององค์กรที่จะนำ Cloud มาใช้และโอกาสของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้บริการบน Cloud เนื้อหาสนุกมาก ทำให้หลับไม่ลงเลยจริงๆ การบรรยายของ อ.ธนชาติ ทำให้ผมรู้สึกว่าหลายหน่วยงานและหลายบริษัทเริ่มตื่นตัวเรื่อง Cloud Computing มากขึ้น บางหน่วยงานเริ่มมี Private Cloud ในองค์กรบ้างแล้ว ส่วนบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้พัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud เพิ่มมากขึ้น ก็คงเป็นเพราะว่าทาง Software Park ลุยเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปี และช่วงปลายปีอย่างนี้ก็เริ่มเห็นผลแล้ว
ปิดท้ายด้วย Cloud Security กับ อ.ปริญญา จาก ASIC บรรยายสไตล์สนุกสนานเพราะอยู่ช่วงปิดท้ายงานสัมนา ทำให้เราทราบว่าปัญหาเรื่อง Security นี่เป็นเรื่องปกติมาก และบน Cloud ก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมากนักกับการไม่ได้อยู่บน Cloud แต่จะมีเรื่องปลีกย่อยให้พิจารณามากขึ้น ทราบข้อมูลเรื่องมาตรฐานด้าน Security สำหรับ Cloud ตัว ISO 27001 คงไม่พอ จะมี ISO Cloud ออกมาอีกซึ่งคงจะได้เห็นกันในเร็วๆ นี้ ถ้าองค์กรไหนที่จะทำ Private Cloud หรือ Public Cloud ควรติดตามเรื่องเหล่านี้ด้วย มี Cloud Security Standard จาก CSA (Cloud Security Alliance) เป็น มาตรฐาน ซึ่งน่าจะพอช่วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง 🙂
สำหรับ Slide ในงานสัมนาคาดว่าน่าจะดาวน์โหลดได้ที่ comtodaymag.com ส่วนประเด็นปัญหาและคำถามในช่วงพาเนลพอจับประเด็นได้ดังนี้
1. จะทำยังไงให้หน่วยงานหรือองค์กรหันมาใช้ Cloud
2. ถ้าใช้ Private Cloud/Public Cloud แล้ว Sys Admin จะว่างงานจะแก้ปัญหาอย่างไร
3. ถ้า EGA จะทำ Government Cloud แล้วให้บริการ SaaS สำหรับหน่วยงานภาครัฐตลอดจนโรงเรียนด้วยเลยได้มั๊ย เพราะยังไงก็ใช้ซอฟต์แวร์เหมือนๆ กัน
4. เรื่องการจ่ายเงินของภาครัฐหากไปใช้ Cloud ค่าใช้จ่ายจะไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เพราะเป็น Pay Per Use จะมีปัญหาเรื่องเบิกจ่ายงบประมาณเพราะประเมินงบประมาณไม่ได้ และถ้าจะจ่ายแบบ Pay Per Use จะต้องแก้ปัญหาที่ระเบียบกฏข้อบังคับด้วยหรือไม่
5. เรื่อง Tablet ที่จะแจกเด็กๆ ในส่วน Content Delivery จะทำยังไง อัพเดทบทเรียนยังไง ความเร็วอินเตอร์เน็ตในต่างจังหวัดจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
เท่าที่จำได้มีเท่านี้ ส่วนท่านใดที่ได้ไปงานนี้แล้ว Blog เอาไว้ แจ้ง Link ที่ Comment เผื่อจะได้ Tag Blog ต่อได้ครับ 🙂

นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ)

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ 
วิสัยทัศน์
“ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา (Smart Thailand)”
นโยบายเร่งด่วน

  1. จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษาที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทยใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคแรกที่นำเข้ามาใช้งานในประเทศไทย โดยเร่งรัดการใช้ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส (Open Source) ที่ผลิตโดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ให้ติดตั้งใช้กับคอมพิวเตอร์ในส่วนของการบริหารงานทั่วไปของกระทรวงฯ เพื่อเป็นกระทรวงแรกนำร่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยคนไทยใช้ในการปฏิบัติราชการ เพื่อเป็นการประหยัดรายจ่ายของรัฐ ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปีมหามงคล
  2. การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกอินเทอร์เน็ตให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนในชาติที่มีโอกาสเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมีความตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณและเกิดความจงรักภักดี
  3. อำนวยความยุติธรรม ให้เท่าเทียม ทั่วถึงในการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อหาออนไลน์ การเซ็นเซอร์เนื้อหาในเว็บไซต์ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ เหมาะสมถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถตรวจสอบได้
  4. จัดตั้งศูนย์บริการประชาชนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขึ้นในลักษณะ One Stop Service
  5. เร่งรัดพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอมีคุณภาพ ด้วยราคาที่เหมาะสม เป็นธรรมกับประชาชนผู้บริโภคและมีการแข่งขันในการประกอบการธุรกิจที่เป็นธรรม มีธรรมาภิบาลและสามารถตรวจสอบได้
  6. ส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในพื้นที่สาธารณะและสถานที่ราชการที่มีการใช้งานตามความเหมาะสมโดยให้หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจให้การสนับสนุนและถือปฏิบัติทั้งนี้จะต้องมีการลงทะเบียน เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเร็วที่ได้รับในการเชื่อมต่อขั้นต่ำจะต้องสามารถใช้ในการตรวจสอบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้
  7. กระตุ้นหน่วยงานภาครัฐให้ใช้งานเครือข่ายสื่อสารข้อมูลของรัฐ (GIN) ในการปฏิบัติราชการเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง เช่น ให้เครือข่าย GIN เป็นเครือข่ายหลักในระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ และในระบบการเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ
  8. เร่งรัดการบูรณาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การดำเนินการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สัมฤทธิ์ผลด้วยความรวดเร็ว
  9. เร่งแสวงหาวิธีการใช้ประโยชน์จากบัตรประชาชนแบบ Smart Card โดยจัดทำบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐที่สามารถทำงานร่วมกับบัตรประชาชนแบบ Smart Card เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ในการจัดหาบัตร Smart Card
  10. พัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ ให้มีศักยภาพในการรองรับภารกิจด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  11. ผลักดันให้ให้มีการพัฒนาเป็น Chief Information officer (CIO) ของหน่วยงานรัฐ เพื่อวางระบบสารสนเทศของภาครัฐทั้ง ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานเดียวกัน
  12. ยกระดับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานระดับกรม
  13. เตรียมการรองรับปัญหาการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานโดยให้ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน รวมถึงการประเมินทรัพย์สิน ตามสัญญา BTO ไม่ให้เกิดความเสียหายและเสียเปรียบรัฐ โดยไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ
  14. ปรับปรุงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจในกำกับโดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการให้บริการการบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเร่งฟื้นฟูในส่วนที่มีปัญหาฐานะการเงิน รวมทั้งปฏิรูประบบการกำกับดูแลการ ลงทุนและการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีสถานะเป็นบริษัทมหาชน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกที่สามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการลงทุนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อความเปลี่ยนแปลง

Ubuntu ในชีวิตประจำวัน ทำอย่างไร?

คุณใช้ Ubuntu แบบจริงๆ จังๆ มั๊ย เพราะเท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่ใช้เพราะความเท่ห์ หรือไม่ก็ว่างๆ ค่อยใช้ หรือไม่ก็เอาไว้โชว์ความเมพ ฯลฯ และเท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่ติดพฤติกรรมการใช้งานซอฟต์แวร์บน Windows ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้ Ubuntu หรือ Linux อื่นๆ ทำได้ยากมากๆ หากต้องมาใช้งานจริงๆ จังๆ มักจะมีข้ออ้างสารพัด คุณแปลกในมั๊ยใช้เวลาเห็นคนใช้ Ubuntu แล้วมี Windows อีก 1 พาร์ทิชั่นซึ่ง คุณอาจถามตัวเองว่า เอ๊ะ! ใช้ Ubuntu จริงๆ หรือเปล่า? หรือว่าเพียงแค่ทดลองเท่านั้น? หรือ Ubuntu อย่างเดียวนี่เพียงพอหรือยังสำหรับการทำงานงานหรือใช้งานในชีวิตประจำวัน? งั้นลองมาทำ SAM (Software Asset Management) กันดีกว่า เอาผมเป็นตัวอย่างละกัน 🙂
ซอฟต์แวร์ที่ผมใช้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. โปรแกรมสำนักงาน

  • OpenOffice.org
  • Dia
  • XMind

2. โปรแกรมด้านกราฟิก

  • Font Manager
  • GIMP
  • Inkscape
  • Blender

3. โปรแกรมด้านมัลติมีเดีย

  • Banshee
  • Totem
  • VLC
  • Brasero
  • Deja-dup

4. โปรแกรมด้านอินเตอร์เน็ต

  • Firefox
  • Thunderbird
  • Empathy
  • Gwibber

5. โปรแกรมด้านพัฒนาซอฟต์แวร์

  • Glade
  • Quickly
  • Eclipse PDT
  • MySQL Workbench

ผมมักจะตั้งคำถามหรือสังเกตคนที่ใช้ Ubuntu ว่าเขาจะทำอะไรหลังจากที่ติดตั้ง Ubuntu เสร็จ และทุกรายก็เหมือนๆ กัน คือ ติดตั้งโปรแกรมสามัญประจำเครื่อง คือ ใช้ไม่ใช้ติดตั้งหมด หากดูรายชื่อโปรแกรมข้างต้นที่ผมใช้เชยมากๆ และผมมักติดตั้งโปรแกรมเท่าที่ใช้ อันที่ไม่ได้ใช้ถอดออกไป จริงๆ ครับ ถอดออกให้หมด 🙂 หลังจากติดตั้ง Ubuntu ผมมักจะทำสิ่งนี้
1. เลือก Repository ใกล้บ้าน
2. ถอดโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ออก
3. Update โปรแกรมในเครื่อง
4. ติดตั้ง Repository เพิ่มเติม เช่น GetDeb, Suriyan Repository เป็นต้น
5. Update โปรแกรมรุ่นใหม่จาก getdeb
6. ติดตั้งฟอนต์ไทยจาก Suriyan Repository
7. ตั้งค่า Keyboard Change Layout ผมใช้ Shift-Alt เปลี่ยนภาษา
8. ติดตั้งโปรแกรมที่ต้องใช้เพิ่มเติม ตามรายการข้างต้น
9. ตั้งค่า Firefox ในส่วนการแสดงผลของแบบอักษร mono space
10. ตั้งค่า OpenOffice.org ส่วน Language, Locale, Default Font
11. สำรองข้อมูลแบบอัตโนมัติผ่าน Deja-dup
หลายคนมักตั้งคำถามว่า ทำไมต้องติดตั้งฟอนต์จาก Suriyan Repository ติดตั้งจาก .ttf ก็ได้ คำตอบง่ายๆ ก็คือแพคเกจฟอนต์ใน Suriyan Repository มีการสร้างกฏและคอนฟิกเพื่อการชดเชยฟอนต์ไทยบน Windows ให้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเอกสารที่ใช้ฟอนต์บน Windows จะสามารถแสดงผลได้ถูกต้องบน Ubuntu 🙂