พัฒนาซอฟต์แวร์เป็นโอเพนซอร์สทำไม?

คนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ที่น่าแปลกที่คนไทยไม่ค่อยเปิดเผยโค้ด เป็นคำพูดจากเพื่อนที่อยู่แดนไกลถึงประเทศอินเดีย เขาชอบประเทศไทยเพราะคิดว่าการทำงานด้านซอฟต์แวร์กับคนไทยสบายใจมากกว่าการ พัฒนาซอฟต์แวร์กับคนประเทศอื่นๆ ผมไม่ทราบว่าทำไม แต่คำถามที่เพื่อนของผมมักถามจนผมมองเห็นว่าเป็นประเด็น คือ พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม? นั่นสิ คำตอบคงหลากหลาย บ้างก้อว่า เอามันส์ ทำเป็นงานอดิเรก ทำเพื่อการค้า หวังรวย ฯลฯ ทุกๆ คำตอบที่ได้ยินมาไม่เห็นมีคำตอบไหนที่โดนประเด็นและจุดมุ่งหมายของการพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สเลยสักคำตอบเดียว คุณล่ะพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์สทำไม?
เบื้องหลัง ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่พัฒนามาจากนักพัฒนาหลายคน อย่างมากก็นับพันคน โครงการใหญ่ๆ อย่าง Linux Kernel, Debian, Fedora เป็นต้น ขอยกตัวอย่างเฉพาะ Real Open Source Software นะครับ ด้วยกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้หลายคนมองเห็นข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ลองไปอ่านในหนังสือ The Cathedral and the Bazaar ของ ESR ดูนะครับ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก propietary เป็น open source มันมีเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน ส่วนใหญ่เหตุผลเหล่านี้มักถูกลืมเลือน ทุกวันนี้คำว่าโอเพนซอร์ส (Open Source) กลายเป็นจุดขายทางการตลาด เอาจุดเด่นของโอเพนซอร์ส มาสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เป็นกระแสเสียมากกว่า แล้วคุณค่าของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สคืออะไร? Continue reading พัฒนาซอฟต์แวร์เป็นโอเพนซอร์สทำไม?

Community V.S. Commercial เลือกอย่างไรดี

ก่อนบทความนี้ทำใจให้เป็นกลางและเปิดใจรับในสิ่งที่ผมกำลังจะบอกเล่าว่าทำไม คุณควรเลือก Commercial หรือควรเลือก Community ผมมองดูความก้าวหน้าของกระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ไม่ว่าจะอยู่ใน platform ใดๆ Windows, Linux, Mac หรือ Solaris สิ่งที่หลากหลายบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ในแนวทางโอเพนซอร์สมักจะทำคือการ เปิดให้ซอฟต์แวร์ของตัวเองเป็นโอเพนซอร์ส 1 เวอร์ชัน ส่วนอีกเวอร์ชันนึงขาย แต่ก้อไม่เสมอไปเพราะเวอร์ชันที่เป็นโอเพนซอร์สบริษัทเหล่านั้นก้อยังสามารถ หารายได้จากการซัพพอร์ทได้อีกเช่นกัน หลายๆคนอาจเคยได้ยินเรื่อง Duel Licensing หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้สัญญาอนุญาติแบบคู่ คือเป็นโอเพนซอร์สและเป็น commercial ด้วย วิธีการแบบนี้มีเยอะให้เห็นจนชินตา เอาเป็นว่าอย่างไปยุ่งกับเขาเลยครับ เราเป็นผู้บริโภค เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในแบบใด Pure Open Source หรือ Commercial Open Source
เอาล่ะถ้าเราคิดกันเล่นๆ การที่ผลิตซอฟต์แวร์ออกมา 2 เวอร์ชั่น รุ่นหนึ่งเป็น Open Source สำหรับชุมชน สำหรับลุกค้าหน้าใหม่ สำหรับคนอยากลอง อีกรุ่นหนึ่งเป็น Commercial สำหรับองค์กรที่อยากใช้จริงๆ จังๆ ผู้มีกระเป๋าหนัก? ผู้ที่ต้องการซัพพอร์ท ฯลฯ 108 เหตุผลที่จะเอามาอ้างกันนะครับ มีอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่าคิดคือเรื่อง TCO (Total Cost Ownership)? ที่ถูกนำมาเป็นจุดตัดสินใจของลูกค้า เอาล่ะอย่างน้อยก้อเรื่อง feature และ price performance ล่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากได้ Open Source Mail Solution สักตัวหนึ่งเขามี feature เยอะมากประมาณว่าเห็นแล้วอยากใช้เลยล่ะ แต่ทางบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและรับ Implement มีทางเลือกให้ คือ Community Version และ Commercial Version ซึ่งแน่นอนต้องมีตารางเปรียบเทียบ feature และการบริการต่างๆ อย่างแน่นอน ซึ่งก้อรู้อยู่แล้วว่าอันที่เสียเงินมันย่อมดีกว่า และ feature คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ มีบาง feature ก้อแทบไม่ได้จำเป็นต้องใช้เลยก้อมี เอ้าแล้วจะเลือกอย่างไร? หากมองที่ TCO ผมจะยกตัวอย่างโอเพนซอร์ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลตัวหนึ่งก้อ แล้วกันครับ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ตัวที่ว่านี้คือ MySQL คงจะคุ้นๆ นะครับ Continue reading Community V.S. Commercial เลือกอย่างไรดี

โอเพนซอร์สวงจรหมุนเชิงบวกกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์

คิดว่าจะไม่มาเขียนเรื่องนี้อีกก้ออดไม่ได้ครับ เพราะว่าแนวคิดในบ้านเรามันออกจะขัดกับแนวคิดโอเพนซอร์สและหลักปรัชญาที่ควร จะเป็นเสียมากซึ่งผมมองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในบ้านเราจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากการดาวน์โหลดโค้ดแล้วปะยี่ห้อใหม่ขายหรือทำได้เท่าที่มีคนทำให้ ไม่เกิดสิ่งใหม่ไม่เกิด innovation ใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายที่อยู่ใน Software Park ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tailor-Made หรือรับจ้างทำของตั้งแต่ต้นเริ่มจากศูนย์ บางรายก้อ reuse โครงการของอีกที่นึงมา modified ให้ใช้ได้กับอีกที่หนึ่ง บางรายก้อใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์นี่แหละเอาไปทำให้ดูค้า เช่น เว็บไซต์ ระบบงานเอกสาร ระบบคลังความรู้ ฯลฯ เอาล่ะคุณน่าจะมองเห็นภาพของธุรกิจอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใมนบ้านเราบ้างนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ อ้อ อันนี้ไม่รวมถึงพวก partner จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาตินะครับ ฮะๆ ธุรกิจซอฟต์แวร์ในบ้านเรามีคู่แข่งเยอะจริงๆ
เอาล่ะจากการโหมโรง เมื่อหลายปีก่อนเกี่นสกับโอเพนซอร์สได้มีการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไป ใช้งานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์แบบจ้างทำของ หรือการบริการแบบครบวงจรอย่างธุรกิจบริการพื้นที่เว็บไซต์ รับทำเว็บ ฯลฯ เท่าที่สังเกตจากช่วงเปลี่ยนผ่านของ CMS รายหนึ่งในต่างประเทศ ไม่ต้องอ้อมค้อมละกัน จาก Mambo ไปเป็น Joomla การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นสร้างผลกระทบหลายอย่างซึ่งไม่ได้เป็นผลกระทบทางตรง แต่เป็นทางอ้อม คือแนวทางการพัฒนา component ของ Mambo ก่อปัญหาเกิดช่องโหว่ของ component หลายตัวทำให้เกิดการ crack เว็บครั้งใหญ่โดยการยิง script ไปยังเว็บต่างๆ ที่ใช้ Mambo เรียกได้ว่าเจ็บตัวกันไปหลายรายเลยทีเดียว และที่แน่นอนผู้ประกอบการหลายรายในไทยก้อโดนโวยจากลูกค้าที่ส่งมอบงานไปแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายก้อได้มาปรึกษาผมเช่นกัน (ไม่ขอเอ่ยชื่อละกันนะ) ถามไปถามมาปรากฏว่าผู้ประกอบการเองก้อยังไม่เข้าใจการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ โอเพนซอร์ส และยังไม่เข้าใจโอเพนซอร์สเสียด้วยซ้ำซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เขาเพียงบอกกับผมว่ามันมีให้ดาวน์โหลดมาใช้ มันง่ายดี แต่ไม่รู้ทำไมโดนแฮ็ก Continue reading โอเพนซอร์สวงจรหมุนเชิงบวกกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์

โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์

ไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้เพราะเรื่องโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวก สมบูรณ์ หรือ Completeness Positive Cycle for Open Source Software นี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ออกจะขวางโลกธุรกิจ ขวางโลกในมุมมองของคนในธุรกิจซอฟต์แวร์พอสมควร เพราะธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไปใช้หรือนำไปจำหน่ายมักเน้น ไปในแนวทางธุรกิจในแบบที่เห็นแก่ตัว บางคนก้อเรียกให้สวยหรูว่ามันเป็น Business Model อย่างหนึ่ง ซึ่งผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไร หากคุณยังนึกภาพไม่ออกผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ทำความเข้าใจกัน
สมมุติ ว่ามีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่มหนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพน ซอร์ส (ใช้ License แบบโอเพนซอร์ส) แต่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชุมชนนั้น หยิบเอาซอฟต์แวร์นั้นไปเปลี่ยนชื่อและจำหน่าย โดยที่ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาก้อยังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย และกลุ่มคนกลุ่มนั้นก้อไม่คิดที่จะซัพพอร์ทชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเลยแม้แต่ น้อย หากซอฟต์แวร์มีปัญหาก้อจะโยนกลองให้ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาแก้ไขกันต่อไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและน่าละอายมากที่คนไทยเราก้อทำธุรกิจหากินกับ ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเช่นนี้เหมือนกับตัวอย่าง
น่าเสียดายที่องค์กร ที่ทำหน้าที่ผลักดันเรื่องโอเพนซอร์สในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น องค์กรด้านการศึกษา และ องค์กรด้านภาครัฐ ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของความสำคัญและคุณค่าของซอฟต์แวร์มากนัก ทำให้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในความคิดของบ้านเราเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกหรือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งความคิดแบบนี้ส่งผลเสียแต่ชุมชนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สโดยตรง เอาล่ะโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์เป็นอย่างไร ผมขออธิบายสั้นๆ และไม่ขอลงในรายละเอียดมากนักนะครับ เรามาเริ่มจากจุดเริ่มต้นกันอีกครั้งหนึ่งที่มีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่ม หนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์ส โดยชุมชนและนักพัฒนาซัพพอร์สซึ่งกันและกันโดยการร่วมกันพัฒนา หาบัก แก้บัก สร้างองค์ความรู้ ฯลฯ นวตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นจากชุมชน เนื่องจากความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกันทำให้ซอฟต์แวร์นั้นต้องมีการ พัฒนาอยู่เสมอ นวตกรรมใหม่นี้ถือว่ามีเจ้าของร่วมกันคือชุมชนและนักพัฒนา หากเรามองในรูปแบบวงกลมเราจะได้วงกลมที่ซ้อนทับกัน Continue reading โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์

โอเพนซอร์สไปทำไม เพื่อใคร เพราะอะไร?

มีคำถามหลายๆ อย่างที่ผมยกมาเป็นปัญหาแล้วหาคำตอบหรือหาเหตุผลมายืนยัน คำตอบและเหตุผลที่มีน้ำหนักไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง สังคมโอเพนซอร์สไม่ได้มีเพียงกลุ่ม Geek ที่ชอบแกะเกา หรือคิดอะไรพิศดารแล้วสร้างหรือพัฒนาให้มันเป็นนวตกรรมใหม่ ในมุมมองของสังคมผู้ใช้ ก็มองในมุมมองที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ไม่มีความคิดพิสดารอย่าง Geek แต่กลับนำเอาสิ่งที่ เหล่า Geek คิดค้นมาประยุกต์ใช้ และสร้างแรงกระตุ้นในกลุ่ม Geek ให้พัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วกลุ่ม Geek จะเปิดโค้ดทำไม? ทั้งๆ ที่สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นคิด และพัฒนาขึ้นเป็นสิทธิของเขาและเป็นผลงานของเขาเอง ? แล้วโอเพนซอร์สเพื่อใคร ? ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบร่วมกัน หากท่านอ่านแล้วมีข้อโต้แย้ง หรือคำแนะนำ เขียนแสดงความคิดเห็นได้ในตอนท้ายของบความนี้นะครับ
ย้อนไปเรื่อง โอเพนซอร์ทำไม เพื่อใคร ? การเปิดโค้ดให้ผู้ใช้ (End User) ? อืมมม คงไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ผู้ใช้จะเอาไปพัฒนาต่อเองได้แน่นอน ผมคิดอย่างนั้น หากเปิดโค้ดให้นักพัฒนาอิสระล่ะ อืมมม มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการร่วมมือกันพัฒนา (Contribute) มีอีกประเด็นหนึ่งคือเปิดโค้ดเพื่อการตลาดและประชาสัมพันธ์ ประเด็นนี้เดี๋ยวมาว่ากันทีหลัง คุณคิดว่า กลุ่ม Geek ที่พัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดโค้ดให้คนอื่นเข้ามาแก้ไข พัฒนา เอาไปใช้งาน เอาไปต่อยอด ฯลฯ เขาทำไปทำไม ? มีใครให้เหตุผลได้บ้าง ผมมีคำตอบและเหตุผลหลายๆ อย่างมาเล่าสู่กันฟัง
1. เพื่อมนุษยชาติบนใบโลกนี้
2. หาคนร่วมพัฒนามีหลายหัวดีกว่ามีอยู่ไม่กี่หัว
3. สร้างสาวกให้สาวกใช้จนติดงอมแงมเลิกใช้ไม่ได้
4. อยากจารึกชื่อไว้บ้าง
5. อยากรวย
ถ้า คุณมีความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แล้วคิดว่าเปิดโค้ดให้กับชุมชนหรือผู้ใช้ทั่วโลกได้หยิบจับเอาไปใช้กัน คุณคิดว่าคุณเปิดโค้ดเพราะเหตุผลอะไร ? Continue reading โอเพนซอร์สไปทำไม เพื่อใคร เพราะอะไร?

โอเพนซอร์สและการจัดการความรู้

ผมคลุกอยู่กับโอเพนซอร์สมาเกือบ 10 ปีเห็นจะได้ ทั้งเป็นคนพัฒนาแอพลิเคชั่นให้คนอื่น contribute ต่อและ contribute ซอฟต์แวร์คนอื่น ทำให้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นและเกิดทุกๆ ครั้งที่พัฒนาหรือใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส นั่นคือ ใช้อย่างไร พัฒนาอย่างไร ฯลฯ หากหาคำตอบไม่ได้ ก้อโพสไว้ในเว็บบอร์ดมีคนมาตอบบ้างไม่มีคนมาตอบบ้างเรียกกว่ารอกันจนมี ผู้รู้มาตอบบ้างก้อมี บางกระทู้ก้อไม่มีใครมาตอบเลยก้อมี
กระดาน สนทนาเป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สมายาวนานมาก รองจาก IRC แต่การตั้งคำถาม เพื่อต้องการได้รับคำตอบ ก้อไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยอ่าน Cathedral & The Bazaar มีอยู่ตอนหนึ่งที่ Eric Redmond เขียนถึงวิธีการตั้งคำถามอย่างไรให้มีคนมาตอบ และตอบได้ตรงประเด็น ซึ่งผมมองว่าคนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามด้วยความไม่รู้ และ อยากได้คำตอบมากกว่าการโพสคำถาม และคำตอบที่แก้ปัญหานั้นๆ ได้กลับจมลึกอยู่ก้นกระดานสนทนาหากอยากรู้ต้องไปงมหากันเอาเอง ทำให้วิธีการการแลกเปลี่ยนความรู้ของชุมชนโอเพนซอร์สนั้นทำได้ยากมากขึ้น
ความ รู้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge) ความรู้ชัดแจ้งคือความรู้ที่เขียนอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร เช่น คู่มือปฏิบัติงาน หนังสือ ตำรา ส่วนความรู้แฝงเร้นคือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ถอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบางครั้งก็ไม่สามารถถอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นความรู้แฝงเร้น อยู่ในคนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง จึงต้องอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน ซึ่งความรู้แบบความรู้แฝงเร้นนี้เป็นองค์ความรู้ที่พบเห็นมากที่สุดและสำคัญ มากที่สุดในชุมชนโอเพนซอร์ส ซึ่งยากต่อการเขียนบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำได้เพียงแค่โพสคำถามและรอคำตอบเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในการบริหารจัดการความรู้และการบันทึกองค์ความรู้นั้นๆ Continue reading โอเพนซอร์สและการจัดการความรู้

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 3 : รับมือกฏหมาย

ผมได้เขียนเหตุผลและรายละเอียดของกฏหมายฉบับนี้ไปในตอนที่แล้วเยอะมาก ซึ่งในตอนสุดท้ายก้อไม่อยากเขียนให้ยาวมากนัก เพราะเดี๋ยวจะเบื่อกันซะก่อน เอาเป็นว่าผมจะสรุปให้เลยก้อแล้วกันครับว่าใครจะต้องทำอะไรยังไงบ้าง กฏหมายฉบับนี้ระบุว่าผู้ให้บริการจะต้องเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งผู้ให้บริการในที่นี้หมายรวมถึง ISP องค์กร บริษัท ร้านเน็ต และหมายรวมถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตกับบุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดด้วย หากทราบว่าคุณอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการเหล่านี้ก้อคงหนีไม่รอดครับ หากไม่ปฏิบัติโดนปรับ 500,000 บาทครับโดนปรับกันง่ายๆ แบบนี้เลย อ้อเจ้าหน้าที่ที่หวังว่าจะไปดำเนินการปรับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หวังเก็บสแปร์ทำไม่ได้นะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องมีหมายศาลก่อนดำเนินการใดๆ
การเก็บข้อมูลจราจร ทางคอมพิวเตอร์ที่ว่านี้จะต้องมีข้อมูล ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร คือ IP Address ต้นทาง ปลายทาง คำสั่ง และ ข้อมูลที่ส่งไป เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบคดีของเจ้าหน้าที่และเป็นหลักฐานในการ ยืนยันตัวผู้ประทำผิดได้ การมีกฏหมายคอมพ์นี้ ทำให้ผู้ให้บริการระมัดระวังตัวมากขึ้น นอกจากการจัดเก็บ log แล้วผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างร้านอินเตอร์เน็ต ยังต้องเก็บข้อมูลลูกค้าด้วย เช่น ชื่อ-สกุล รหัสบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น ในปัจจุบันร้านเน็ตหลายร้าน รวมถึง TOT, True Coffee ก้อได้ออกมาทำให้เป็นตัวอย่างโดยการลงทะเบียนบัตรและผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก่อน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ครับ ขอปรบมือให้ดังๆ เลย Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 3 : รับมือกฏหมาย

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 2 : อาชญากรร้ายไซเบอร์

Hacker อาชญากรร้ายแห่งโลกไซเบอร์
หากพูดคำว่า Hack หรือคำว่า Hacker หลายๆ คนมองเห็นภาพเลยว่าเป็นคนไม่ดี เป็นอาชญากร หรือเป็นพวกที่มีนิสัยชอบเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่นเพื่อแอบดู ข้อมูล หรือล้วงความลับในองค์กร แล้วนำไปก่อความเสียหาย เช่น ขโมยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน ลบชื่อผู้ใช้งานในระบบ อาจรุนแรงถึงขั้นเข้าไปลบข้อมูลในระบบ แต่ผมอยากให้ทำความเข้าใจคำว่า Hacker ในอีกรูปแบบหนึ่ง คนที่เรียกตัวเองว่า Hacker ในสมัยก่อนคือคนที่ชอบเรียนรู้ ศึกษา ในทุกๆ เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระบบคอมพิวเตอร์หรือบ่งบอกกลุ่มคนที่พัฒนาระบบ ปฏิบัติการ ในยุคนั้น Hacker มีพฤติกรรมอย่างหนึ่งเรานิยามสั้นๆ ว่า “play with claverness”
อะไรก้อตามที่ทำแล้วเกิดความรู้หรือนำความรู้มาทำสิ่งแปลกใหม่ หรือศึกษาสิ่งเรานั้นแล้วสามารถประยุกต์ไปในอีกด้านหนึ่งได้ เราเรียกว่า “Hack” คนที่ “play with claverness” เราเรียกว่า “Hacker” ตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ที่มองภาพได้ง่ายๆ เช่น การทำเบียร์แบบดั้งเดิมแต่ไม่ค่อยถูกปากคนสมัยใหม่สักเท่าไรเพราะใช้ข้าวบา เล่ แต่กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่งคิดค้นหมกมุ่นอยู่กับการผสมผสานหาความแปลกใหม่ของ เบียร์ จนได้เบียร์ออกมาเป็นเบียร์ที่ทำจากข้าวเจ้า เป็นต้น อย่างนี้เรียกว่า “play with claverness” คือ “Hack สูตรเบียร์” คนที่คิดหรือทำก้อเรียกว่า “Hacker” ได้เหมือนๆกัน
ในทุกวันนี้สื่อ ใช้คำว่า Hacker ผิดเพี้ยนไป ทำให้เข้าใจว่า Hacker เป็นพวกนอกกฏหมายเสียทั้งหมด แหมถ้าเป็นอย่างนั้นคนที่ Hack ระบบปฏิบัติการ สร้างระบบปฏิบัติการ หลายๆ คนในยุค 80 ก้อคงโดนคุกกันซะทุกคนกระมัง หลายคนอาจไม่ทราบว่า Bill Gate เป็น Hacker และ Linus ก้อเป็น Hacker เหมือนกัน เอาล่ะในเมื่อภาพของ Hacker ถูกมองในแง่ลบ ทำให้มีการพยายามแบ่ง Hacker ผู้ที่แสนดีและ Cracker ผู้ที่ชอบทำลาย แต่ก้อยังไม่สำเร็จ สื่อก้อยังคงทำให้ Hacker ติดภาพลบอยู่ดี ท้ายที่สุดก้อมีคนพยายามแบ่ง Hacker เป็น “White Hat” กับ “Black Hat” แบ่งแยกกันไปเลย เอาล่ะ เมื่อสื่อนิยามคำว่า Hacker ไปในทางลบแล้ว ผมก้อคงจะนิยามตามนั้น แต่ที่กล่าวมาข้างต้นอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว Hacker แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?
เอาล่ะย้อนกับมาที่อาชญากรที่เรียกว่า Hacker (Black Hat) มักก่อคดีในเรื่องขี้ขโมยและชอบทำลายเสียเป็นส่วนใหญ่ ในประเทศไทยเคยมีคดีจับกุม Hacker ได้เช่นกัน หากยังจำคดี “ปล้นเหยียบเมฆ” กันได้ Hacker หนุ่ม Hack เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ยักใหญ่แล้วทำการ เปลี่ยนมูลค่าและจำนวนบัตรเติมเงินที่จะออกมาจำหน่าย โดยข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็น 10 เท่าของมูลค่าจริง เช่น บัตร 100 บาทก้อจะถูกแก้ไขเป็น 1000 บาท เป็นต้น แล้วนำไปเร่ขายบนอินเตอร์เน็ต จากคดีดังกล่าวทำให้ Hacker คนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ “แฮกเกอร์มือหนึ่งของไทย” นี่ก้อเป็นตัวอย่างความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจน Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 2 : อาชญากรร้ายไซเบอร์

กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 1 : รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม

ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนปัจจัยที่ 7 รองจากไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตก้อทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว หากเรามามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาอินเตอร์เน็ตในช่วงแรกๆ แทบจะไม่มีอะไรนอกจากบริการ WWW หรือเว็บไซต์เท่านั้นเอง ผ่านมาไม่กี่ปีเราก้อได้เล่น MSN, Camfrog, Hi5, ดูหนัง ฟังเพลง บนเว็บ กันแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีมันไปเร็วมากขนาดไหน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เหมือนเป็นดาบสองคม เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตหาประโยชน์ หาความรู้ หาเงิน ให้เราได้ และยังใช้อินเตอร์เน็ตทำลายผู้อื่นได้เช่นกัน ซึ่งส่งผลกระทบได้เร็วและฉับไวกว่าการกระทำความผิดในรูปแบบอื่นๆ มาลองดูตัวอย่างเหตุการณ์เหล่านี้กัน
– ส่งไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ หรือรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่น
– เจาะระบบคอมพิวเตอร์ ก่อกวนการทำงาน หรือโจรกรรมข้อมูลของบุคคล หน่วยงาน นำออกไปสร้างความเสียหาย
– การใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อภาพดารา แล้วเอาไปโพสตามเว็บบอร์ดต่างๆ จนทำให้เสียชื่อเสียง
– การกล่าวหา หมิ่นประมาทคนที่เกลียด หรือต้องการจะทำลายชื่อเสียงบนเว็บไซต์
– การหลอกลวงเพื่อขายบริการ เล่นการพนัน แชร์ลูกโซ่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
– การถูกล่อลวงจากเพื่อนแปลกหน้าจากโปรแกรม MSN, Camfrog นำไปสู่คดีข่มขืน การลักทรัพย์ เป็นต้น
จาก ตัวอย่างข้างต้น อาจเกิดจากความไม่รู้ เกิดจากความคึกคะนอง นึกว่าสนุกสนานโดยไม่รู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็น “อาชญากรทางคอมพิวเตอร์” ไปซะแล้ว ซึ่งการกระทำผิดข้างต้น หากต้องการหาตัวผู้กระทำผิดก้อยากพอแล้ว เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น Hacker ไปเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล เป็นต้น แต่เมื่อจับตัวผู้กระทำผิดได้ก้อไม่สามารถใช้บทลงโทษที่เหมาะสมได้ เนื่องจากไม่มีกฏหมายรองรับและครบคลุมการกระทำผิดเหล่านี้ บทลงโทษทำได้เพียงใช้กฏหมายที่เข้าข่ายมาใช้ลงโทษได้เท่านั้น เช่น กฏหมายลักทรัพย์ เป็นต้น จึงเป็นเหตุผลทำให้เกิด พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศใช้งานไปเมื่อปีที่แล้ว เพื่อค้มครองสิทธิ และความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เอาล่ะคิดว่าน่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีกฏหมายคอมพิวเตอร์ มาดูกันอีกว่าอะไรล่ะที่เรียกว่า “กระทำผิด” Continue reading กฏหมายคอมฯ ใครได้? ใครเสีย? ตอนที่ 1 : รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม

20 วาทะเด่น ของ Richard M. Stallman

ได้อ่าน blog ของ junauza มาหลายครั้ง (แฟนพันธุ์แท้ RMS) เห็นเขาคัด วาทะเด่นของ RMS มาเลยเอามาแจกกันอ่าน ใครเป็นสาวก GNU/Linux และ FSF ห้ามพลาด

  1. “I could have made money this way, and perhaps amused myself writing code. But I knew that at the end of my career, I would look back on years of building walls to divide people, and feel I had spent my life making the world a worse place.”
  2. “When I do this, some people think that it’s because I want my ego to be fed, right? Of course, I’m not asking you to call it “Stallmanix”!”
  3. “I’m always happy when I’m protesting.”
  4. “Geeks like to think that they can ignore politics, you can leave politics alone, but politics won’t leave you alone.”
  5. “People sometimes ask me if it is a sin in the Church of Emacs to use vi. Using a free version of vi is not a sin; it is a penance. So happy hacking.”
  6. “If programmers deserve to be rewarded for creating innovative programs, by the same token they deserve to be punished if they restrict the use of these programs.”
  7. “Fighting patents one by one will never eliminate the danger of software patents, any more than swatting mosquitoes will eliminate malaria.”
  8. “People said I should accept the world. Bullshit! I don’t accept the world.”
  9. “Giving the Linus Torvalds Award to the Free Software Foundation is a bit like giving the Han Solo Award to the Rebel Alliance.”
  10. “Would a dating service on the net be ?frowned upon? . . . ? I hope not. But even if it is, don?t let that stop you from notifying me via net mail if you start one.”
  11. “Once GNU is written, everyone will be able to obtain good system software free, just like air.”
  12. “If you want to accomplish something in the world, idealism is not enough–you need to choose a method that works to achieve the goal. In other words, you need to be “pragmatic.”
  13. “No person, no idea, and no religion deserves to be illegal to insult, not even the Church of Emacs.”
  14. “Today many people are switching to free software for purely practical reasons. That is good, as far as it goes, but that isn’t all we need to do! Attracting users to free software is not the whole job, just the first step.”
  15. “If in my lifetime the problem of non-free software is solved, I could perhaps relax and write software again. But I might instead try to help deal with the world’s larger problems. Standing up to an evil system is exhilarating, and now I have a taste for it.”
  16. “I see nothing unethical in the job it does. Why shouldn’t you send a copy of some music to a friend?”
  17. “‘Free software’ is a matter of liberty, not price. To understand the concept, you should think of ‘free’ as in ‘free speech,’ not as in ‘free beer’.”
  18. “For personal reasons, I do not browse the web from my computer. (I also have not net connection much of the time.) To look at page I send mail to a demon which runs wget and mails the page back to me. It is very efficient use of my time, but it is slow in real time.”
  19. “Playfully doing something difficult, whether useful or not, that is hacking.”
  20. “Copying all or parts of a program is as natural to a programmer as breathing, and as productive. It ought to be as free.”