ติดตั้ง Subversion

Subversion เป็นโปรแกรมระบบควบคุมเวอร์ชั่นที่เป็นโอเพนซอร์ส การใช้งาน Subverson คุณสามารถบันทึกประวัติของโค้ด ไฟล์ และเอกสาร ต่างๆ ได้ง่าย การเก็บข้อมูลของ Subversion เราเรียกว่า repository ซึ่งคล้ายๆ กับ file server ยกเว้นแต่ว่ามันจำได้ว่าไฟล์หรือไดเรคทอรีนั้นๆ เปลี่ยนแปลงตรงไหนอย่างไร เรามาลองติดตั้ง SVN Server บน Ubuntu และเรียกใช้งาน SVN กันครับ
วิธีการติดตั้ง เราต้องกำหนด SVN Repository กันก่อน อาจเก็บไว้ที่ /home/svn แล้วเราจะมีโปรเจคย่อยๆ ในนั้น เช่น myproject เป็นต้น ให้คุณสร้างไดเรคทอรีสำหรับ SVN Repository ดังนี้

sudo mkdir /home/svn
cd /home/svn
sudo mkdir myproject
sudo chown -R www-data myproject
sudo chgrp -R subversion myproject
sudo chmod -R g+rws myproject

จากนั้นสร้าง project config file โดยใช้คำสั่งดังนี้

sudo svnadmin create /home/svn/myproject

วิธีการ access SVN มีหลายวิธีใน how-to นี้เราใช้ svn protocal (svn://hostname/project-name) ครับ สั่งเริ่มต้นการทำงานของ SVN Server โดยใช้คำสั่ง

svnserve -d --foreground -r /home/svn

เปิด terminal มาอีกหน้านึงครับแล้วลอง checkout ไฟล์ดูโดยใช้คำสั่ง

svn co svn://hostname/myproject myproject

เราจะได้ไดเรคทอรี myproject ที่ checkout มา เป็นเวอร์ชั่น 0 ให้คุณเพิ่มเติมไฟล์ลงในไดเรคทอรีนี้แล้วสั่ง add และ commit ดังนี้

cd myproject
echo "readme" > readme.txt
svn add * --force
svn commit

เท่านี้เองครับ เราก้อสามารถ commit ไฟล์ไปที่ repository ได้แล้ว ถ้าอยากทราบคำสั่งใน SVN ก้อใช้

svn help

สำหรับ SVN Client ที่ใช้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องพิมพ์บน command line ก้อมี RapidSVN, TortoiseSVN เป็นต้น

เรื่องยุ่งๆ ของ Package Manager

ผมพยายามหา package manager เจ๋งๆ มาใช้งานทั้งตัว package และตัวโปรแกรมที่ทำหน้าที่ sync และ update package บนเครื่อง server และเครื่อง desktop ได้ซึ่งตอนนี้ผมจับ 4 distro หลักคือ openSolaris, Debian, Ubuntu และ Fedora เอาเป็นว่ายุบรวมเหลือเพียง 2 package manager ละกันครับ ซึ่งลักษณะการ fetch package คล้ายคลึงกันคือ การสร้าง database repo (meta data ของ package ที่มีอยู่ใน repo server ที่เราเลือกเอาไว้) อยู่ในเครื่องเรา กับไม่ได้สร้าง database repo ในเครื่องเรา วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ การค้นหาหรือติดตั้งโปรแกรมที่เคยติดตั้งไปแล้ว (กรณีที่เก็บ package เป็น archive ไว้) package manager จะติดตั้งหรือค้าหาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ internet เพื่อเข้าไป fetch ของ database repository อีกรอบหนึ่ง
ซึ่ง aptitude เป็น package manager ที่ชอบเก็บ database repo ข้อดีก้อคือกรณีเกิดการ broken database บน repo server เราสามารถใช้ repo database ในเครื่องเราสืบค้นข้อมูล package ได้ ซึ่งแตกต่างจาก yum ซึ่งพบใน fedora และ delivered distro ของ fedora เจ้าโปรแกรม yum เป็นส่วนเสริมในการจัดการ package rpm ซึ่ง yum ไม่เก็บข้อมูล repo database ในเครื่องเรา เวลาติดตั้งหรือค้นหา package ต้อง fetch หาจาก repo server ซึ่งค่อนข้างจะมีน้อยและกระจัดกระจาย ด้วยการจัดการ repo database แบบนี้ทำให้ yum ก้อมีข้อดีอย่างหนึ่งคือเราจะได้ข้อมูล package ที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา และรู้ว่าอะไรควรจะอัพเดทหรือไม่อัพเดท แต่ข้อเสียคือมันต้องใช้ internet คลอดเวลาค้นหา package ที่เราจำชื่อไม่ค่อยจะได้ อันนี้ผมเป็นบ่อยเพราะผมชอบค้นใน repo มากกว่าการนั่งเดาชื่อ package หรือชื่อโปรแกรมที่ผมจะติดตั้ง ซึ่งกรณีเกิด broken repo database บน repo server ก้อเตรียมทำใจได้เลยครับ เพราะจะ fetch อะไรไม่ได้และก้อต้องจำใจใช้ โปรแกรมเก่าๆ ต่อไป
เอาล่ะแล้วจะมี package manager ที่ผมชอบบ้างมั๊ย เท่าที่ลองเล่น หลายๆ distro รวมถึง opemSolaris ด้วยแล้วก้อมีจุดดีจุดเด่นแตกต่างกัน ด้วยลักษณะการจัดการ repo server และข้อมูล meta data ที่เก็บด้วย แต่ผมมีโครงสร้าง meta data ที่น่าสนใจอยุ่ตัวหนึ่งลองมาดูกันมั๊ยครับ

<dict>
<key>bundleIdentifier</key>
<string>com.nullriver.iphone.Launcher</string>
<key>name</key>
<string>Launcher</string>
<key>version</key>
<string>0.2</string>
<key>location</key>
<string>http://iphone.nullriver.com/zips/Launcher-0.2.zip</string>
<key>size</key>
<string>14581</string>
<key>description</key>
<string>A simple third party application launcher.</string>
<key>scripts</key>
<dict>
<key>preflight</key>
<array>
<array>
<string>If</string>
<array>
<array>
<string>InstalledPackage</string>
<string>com.kroo.mobilelauncher</string>
</array>
</array>
<array>
<array>
<string>AbortOperation</string>
<string>Please uninstall MobileLauncher first.</string>
</array>
</array>
</array>
</array>
<key>install</key>
<array>
<array>
<string>CopyPath</string>
<string>Launcher.app</string>
<string>/Applications/Launcher.app</string>
</array>
<array>
<string>CopyPath</string>
<string>DisplayOrder.plist</string>
<string>/System/Library/CoreServices/SpringBoard.app/DisplayOrder.plist</string>
</array>
</array>
<key>uninstall</key>
<array>
<array>
<string>RemovePath</string>
<string>/Applications/Launcher.app</string>
</array>
</array>
</dict>
</dict>

ข้างบนเป็นกรณีศึกษาของผมคือ plist ของ Nullriver Installer บน iPhone นะครับ เจ้า Nullriver Installer นี้ฮิตมากเพราะทำงานคล้ายๆ กับ synaptic คือติดโปรแกรมผ่านทาง internet ได้อ้อถ้ามีเครื่องใน office ก้อติดผ่าน wifi ได้ครับ เจ๋งมั๊ย และที่สำคัญไฟล์ package ที่เอามาติดตั้งไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เครื่อง repository ก้อได้ (ตัวหนา) คือเครื่อง repo server ที่อยู่ใน office เป็นเพียง meta data (repo database) เท่านั้น จะติดตั้งก้อวิ่งไป download package เพื่อเอามาติดตั้งอีกที แต่ Nullriver Installer ไม่ได้ทำงานแค่นี้มันยังสามารถเก็บ repo database ในเครื่อง iPhone ด้วย นั่นหมายความว่าคุณสามารถ browse repo ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ internet อันนี้สิครับเจ๋งจริง แต่ด้วยความที่โครงสร้างของตัว repo server และ package list (plist) สามารถสร้างและแก้ไขได้ง่าย ทำให้เกิดธุรกิจทำ repo ของ iPhone โดยใช้โครงสร้าง repo ของ Nullriver เยอะมาก ปัญหาที่ตามมาคือ package ซ้ำซ้อนกันไงครับ เอาล่ะปัญหานี้กำลังถูกแก้ไขโดยโครงการ AppTapp ของ Nullriver นั่นแหละครับ ซึ่งอาจแฝงการตลาดเข้าไปด้วยก้อได้อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ 🙂 ว่าจะมีหรือเปล่า แต่ที่แน่นอนคือ Nullriver Installer หรือ AppTpp ในอนาคตเป็นที่น่าจับตามองครับ สำหรับ package manager บน android ผมยังไม่ได้ดูเลยครับว่าเป็นยังไง ใครพอจะทราบก้อบอกเล่าแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ 🙂

สร้าง Meta Package สำหรับ Debian/Ubuntu กัน

ได้อานิสงฆ์มาจากการไปเรียน Training 11 คุณครูหมีเท็ดดี้บอกแว๊บๆ ว่ามีเครื่องมือในการสร้าง Meta Package ได้ง่ายๆ ผมเองก้อไม่ได้สนใจอะไรเพราะชอบ build deb แบบดุ้นๆ เพิ่งจะมาได้ดูเมื่อ 2 วันที่แล้วนี่เอง ลองเล่นดูก้อพบว่า เอ๊ะมันง่ายเกินไปหรือเปล่า เอาล่ะโปรแกรมที่ช่วยเราทำ Meta Package แบบง่ายๆ นี้ชื่อว่า equivs ใครยังไม่มีก้อติดตั้งได้เลยครับ

sudo apt-get install equivs

สำหรับ การใช้งานก้อไม่ยากครับ equivs จะมีเครื่องมือสร้าง control file คล้ายๆ กับการสร้างไฟล์ spec ไฟล์ของแพคเกจแบบ RPM แต่ไฟล์ที่ได้นี้จะ compile ได้ด้วย equivs ไม่ได้ครับ เรามาลองสร้าง control ไฟล์กันก่อนครับ สั่งสร้าง control ไฟล์โดยใช้คำสั่ง

equivs-control package-thai-setup.ctl

ลืมบอกไปว่าเราจะสร้างแพคเกจติดตั้งภาษาไทย ฟอนต์ และอื่นๆ ในไฟล์ package-thai-setup.ctl ที่เราได้ก้อจะมีหน้าตาอย่างนี้ครับ

### Commented entries have reasonable defaults.
### Uncomment to edit them.
Section: misc
Priority: optional
Standards-Version: 3.6.2
Package: <package name; defaults to equivs-dummy>
# Version: <enter version here; defaults to 1.0>
# Maintainer: Your Name <yourname@example.com>
# Pre-Depends: <comma-separated list of packages>
# Depends: <comma-separated list of packages>
# Recommends: <comma-separated list of packages>
# Suggests: <comma-separated list of packages>
# Provides: <comma-separated list of packages>
# Replaces: <comma-separated list of packages>
# Architecture: all
# Copyright: <copyright file; defaults to GPL2>
# Changelog: <changelog file; defaults to a generic changelog>
# Readme: <README.Debian file; defaults to a generic one>
# Extra-Files: <comma-separated list of additional files for the doc directory>
Description: <short description; defaults to some wise words>
long description and info
.
second paragraph

ซึ่ง เป็น template ง่ายๆ ให้เราแก้ไขได้ เอาล่ะสิ่งที่เราต้องทำคือใส่ชื่อแพคเกจ เวอร์ชั่น ใครเป็นคนดูแล เพคเกจนี้ต้องมีแพคเกจอะไรบ้าง (ในส่วน depends) กำหนด Architecture, Copyright และใส่รายละเอียดว่าแพคเกจที่เราสร้างคือแพคเกจเกี่ยวกับอะไร ผมใส่รายละเอียดได้แบบนี้ครับ

### Commented entries have reasonable defaults.
### Uncomment to edit them.
Section: misc
Priority: optional
Standards-Version: 3.6.2
Package: package-thai-setup
Version: 1.0ubuntu1
Maintainer: Anuchit Chalothorn <anoochit@gmail.com>
# Pre-Depends: <comma-separated list of packages>
Depends: language-pack-th-base, language-pack-th, language-pack-gnome-th-base, language-pack-gnome-th, language-support-fonts-th, language-support-input-th, language-support-translations-th, language-support-writing-th
# Recommends: <comma-separated list of packages>
# Suggests: <comma-separated list of packages>
# Provides: <comma-separated list of packages>
# Replaces: <comma-separated list of packages>
Architecture: i386
# Copyright: <copyright file; defaults to GPL2>
# Changelog: <changelog file; defaults to a generic changelog>
# Readme: <README.Debian file; defaults to a generic one>
# Extra-Files: <comma-separated list of additional files for the doc directory>
Description: setup for Thai language package
This package for Thai language package setup for all Thai locale, input method and display.

จากนั้นก้อ สั่ง compile package กันได้เลยโดยใช้คำสั่ง

equivs-build package-thai-setup.ctl

เรา ก้อจะได้ไฟล์ package-thai-setup_1.0ubuntu1_i386.deb ออกมาแล้ว หากเราสั่งติดตั้งแพคเกจนี้ ตัวติดตั้งก้อจะดาวน์โหลดแพคเกจที่เป็น depends มาให้เรา ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างแพคเกจ .deb แบบง่ายสุดๆ ซึ่งสามารถใช้งานได้กับ debian และ ubuntu เลยล่ะ 🙂

โอเพนซอร์สวงจรหมุนเชิงบวกกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์

คิดว่าจะไม่มาเขียนเรื่องนี้อีกก้ออดไม่ได้ครับ เพราะว่าแนวคิดในบ้านเรามันออกจะขัดกับแนวคิดโอเพนซอร์สและหลักปรัชญาที่ควร จะเป็นเสียมากซึ่งผมมองว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในบ้านเราจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากการดาวน์โหลดโค้ดแล้วปะยี่ห้อใหม่ขายหรือทำได้เท่าที่มีคนทำให้ ไม่เกิดสิ่งใหม่ไม่เกิด innovation ใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายที่อยู่ใน Software Park ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tailor-Made หรือรับจ้างทำของตั้งแต่ต้นเริ่มจากศูนย์ บางรายก้อ reuse โครงการของอีกที่นึงมา modified ให้ใช้ได้กับอีกที่หนึ่ง บางรายก้อใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์นี่แหละเอาไปทำให้ดูค้า เช่น เว็บไซต์ ระบบงานเอกสาร ระบบคลังความรู้ ฯลฯ เอาล่ะคุณน่าจะมองเห็นภาพของธุรกิจอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใมนบ้านเราบ้างนิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ อ้อ อันนี้ไม่รวมถึงพวก partner จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาตินะครับ ฮะๆ ธุรกิจซอฟต์แวร์ในบ้านเรามีคู่แข่งเยอะจริงๆ
เอาล่ะจากการโหมโรง เมื่อหลายปีก่อนเกี่นสกับโอเพนซอร์สได้มีการนำเอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไป ใช้งานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์แบบจ้างทำของ หรือการบริการแบบครบวงจรอย่างธุรกิจบริการพื้นที่เว็บไซต์ รับทำเว็บ ฯลฯ เท่าที่สังเกตจากช่วงเปลี่ยนผ่านของ CMS รายหนึ่งในต่างประเทศ ไม่ต้องอ้อมค้อมละกัน จาก Mambo ไปเป็น Joomla การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นสร้างผลกระทบหลายอย่างซึ่งไม่ได้เป็นผลกระทบทางตรง แต่เป็นทางอ้อม คือแนวทางการพัฒนา component ของ Mambo ก่อปัญหาเกิดช่องโหว่ของ component หลายตัวทำให้เกิดการ crack เว็บครั้งใหญ่โดยการยิง script ไปยังเว็บต่างๆ ที่ใช้ Mambo เรียกได้ว่าเจ็บตัวกันไปหลายรายเลยทีเดียว และที่แน่นอนผู้ประกอบการหลายรายในไทยก้อโดนโวยจากลูกค้าที่ส่งมอบงานไปแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายก้อได้มาปรึกษาผมเช่นกัน (ไม่ขอเอ่ยชื่อละกันนะ) ถามไปถามมาปรากฏว่าผู้ประกอบการเองก้อยังไม่เข้าใจการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ โอเพนซอร์ส และยังไม่เข้าใจโอเพนซอร์สเสียด้วยซ้ำซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เขาเพียงบอกกับผมว่ามันมีให้ดาวน์โหลดมาใช้ มันง่ายดี แต่ไม่รู้ทำไมโดนแฮ็ก Continue reading โอเพนซอร์สวงจรหมุนเชิงบวกกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์