App บันทึกความดันโลหิต

หมอบอกให้วัดความดันทุกวันแล้วบันทึกไว้แล้วเอามาคุยกัน เพื่อวางแผนการรักษาในครั้งต่อไป ผมใช้สายรัดข้อมือ เครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อใช้บันทึกข้อมูลสุขภาพผ่าน mobile app แต่เครื่องวัดความดันที่ซื้อมาไม่ได้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือต้องจดเอาเองทำให้หลงๆ ลืมๆ กันไปบ้าง ก็เลยหา mobile app มาจดบันทึกแล้วยื่นให้หมอดูน่าจะดีกว่า ตัว app ชื่อ Blood Pressure Diary รองรับการบันทึกค่า 3 ค่า ตามที่อ่านจากหน้าจอเครื่องวัด Systolic, Diastolic และชีพจร วัดเสร็จแล้วก็กรอกข้อมูลได้เลย

ปล. ตอนซื้อเครื่องวัดความดันก็ลืมหาเครื่องที่เชื่อมกับโทรศัพท์มือถือได้ ใช้วิธีการจดเอาแบบนี้ไปก่อนละกันครับ ภาษาไทยใน app อ่านแล้วแปลกๆ แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษน่าจะดีกว่า

มาทำ LED Matrix Clock กัน

ผมไปเจอโปรเจคESP8266 Wemos Clock News Weather Scrolling Marquee ที่ Thingiverse เป็นนาฬิกาบอกเวลา บอกสภาพอากาศ ค่าเงิน Bitcoin สถานะการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ 3มิติ และข่าวจากรอยเตอร์ โปรเจคใช้ Wemos D1 mini และ LED Matrix เท่านั้นเอง

สำหรับวงจรก็ต่อวงจรแบบนี้ครับ

สำหรับโค้ดดูได้ที่ Github ครับ แปะวิดีโอไว้สักหน่อย

มาทำเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 กัน

ช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์เรื่องฝุ่นควันก็เลยสั่ง sensor วัดฝุ่นเอามาทำเครื่องวัดฝุ่นบ้าง และจะได้เอาของที่อยู่ในโหลดองเอาออกมาใช้งานด้วย ผมมี Node32s สั่งมาตุนไว้จำนวนนึง ก็เลยได้เอามาใช้ในงานด้วย ตัว Node32s มี pin header ติดมากับบอร์ดเลยบัคกรีออกเวลาใส่กล่องจะได้บางลงและที่สำคัญ Node32s มีวงจรชาร์จแบตเตอรี่ถ้าจะใส่แบตเตอรี่ LIPO ก็จะชาร์จได้ด้วย

ต่อจอ OLED, sensor วัดฝุ่นเข้าไปเท่านี้ก็เรียบร้อย

สำหรับกล่องใช้ tinkercad ออกแบบ ไม่ได้ออกแบบเป็น snapfit เลยต้องใช้กาวติดไปก่อน

ประกอบร่างได้เป็นแบบนี้

สำหรับโค้ดก็ดูที่ GitHub ได้ แปะวิดีโอเพิ่มเติมสักหน่อย

สถานการณ์ล่าสุดเรื่องความดันโลหิตสูง

ผมไปหาหมอรักษาอาการภาวะความดันโลหิตสูงถึงสูงมากได้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ นับจำนวนกล่องยาที่หมอให้มาทาน 🙂 ช่วงที่ผ่านมาได้คุยกับหลายคนเรื่องสุขภาพ หลายท่านเป็นห่วงเรื่องนี้มาก พอบอกกว่าความดันสูงปุ๊ปก็บอกว่า “โห..อันตราย อัมพาต ช็อกได้เลยนะ” ผมอยู่กับอาการความดันโลหิตสูงมานานมาก เพราะไม่รู้ว่าเป็นความดันโลหิตสูง อีกอย่างอาการมีหลายระดับ ซึ่งอาการของผมที่พบเป็นอาการความดันโลหิตสูงมากไปแล้ว

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) แบ่งอาการออกเป็นระดับต่างๆ ตามค่าความดัน

ความดันโลหิตของผมมันสูงกว่า 160 วัดครั้งแรกที่โรงพยาบาลได้ 210 หมอให้กินยาครึ่งชั่วโมงความดันลดลงเหลือ 195 หมอจ่ายยาให้กิน 1 สัปดาห์ ความดันอยู่ที่ประมาณ 160 พอไปหาหมออีกรอบ หมอบอกว่าทำไมความดันไม่ลงน่าจะลงมากกว่า 10 จุดนะ หมอก็เลยให้ยามากินอีก 1 เดือน ความดันก็ลดลงมา 140-150 ตามสภาพอาการ หลังจากกินยาไปสักระยะเริ่มมีอาการแปลกๆ เช่น ใจสั่น ปวดหลัง ซึม เป็นต้น ก็เลยไปหาหมออีกรอบ หมอก็บอกว่ายาที่ให้ไปไม่มีผลข้างเคียงตามอาการที่บอกเลย ให้ลองดูอาการว่ามาจากสาเหตุอื่นหรือเปล่า ด้วยความสงสัยก็เลยถามหมอไปว่ายาลดความดันนี้กินแล้วความดันลดลงถ้าความดันลดลงก็ไม่ต้องกินยาแล้วใช่ไหม หมอทำหน้าดุแล้วก็บอกว่า “เราตกลงกันแล้วนะ ถ้าความดันดีขึ้นหมอจะลดขนาดยาลง ในช่วงนี้ต้องดูแลสุขภาพให้มากขึ้น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ งั้นเอายาไปกินเพิ่มอีก 1 เดือนละกัน”

หมอยังกำชับว่ายาที่ให้กินเป็นยาลดความดันก็จริง แต่ไม่ใช่กินแล้วความดันลดลงแล้วคงที่ ไม่ต้องกินยาอีก ยาที่ให้กินเป็นยาควบคุมความดันต้องกินยาไปเรื่อยๆ ต้องมาตรวจทุกเดือน ถ้าอาการดีขึ้นหมอจะลดขนาดยาให้ ถ้าความดันไม่ลดก็ต้องกินยาไปเรื่อยๆ แบบนี้

ความดันโลหิตสูง

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ได้เข้าโรงพยาบาลเพราะมีไข้ ทอลซิลอักเสบ เวียนหัว ปวดหัว อาการไม่ค่อยดี เดินไม่ตรง พอไปถึงโรงพยาบาลโดนจับวัดไข้ วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง พอวัดความดัน เครื่องวัดความดันที่โรงพยาบาลดันร้องซะงั้น พยาบาลให้ไปนั่งพักและกลับมาวัดใหม่ วัด 3 ครั้ง ผลการวัดก็ยังไม่ดีขึ้น พยาบาลเลยให้ผมนั่งรถเข็น เข็นไปรอหมอเลย หมอสอบถามอาการ และเปิดประวัติการรักษาเก่าๆ ดูอาการทอลซิลบวม และวัดความดัน หมอถามว่า ดูจากประวัติมีภาวะความดันสูงตั้งแต่ปี 50 ไม่มีใครทักบ้างเหรอ เอ่อ…ตอนมาตรวจก็มีทักบ้าง แต่หมอไปรักษาอย่างอื่นก่อนน่ะครับ หมอให้นั่งพักอีกรอบและวัดความดัน ความดันก็ยังไม่ลด เลยให้ไปตรวจเลือด ตรวจไต ว่ามีปัญหาหรือไม่

ได้ไปนอนพักที่ห้องสังเกตอาการ กินยาลดความดัน 1 เม็ด และรอวัดความดันอีกครั้ง พยาบาลกลับมาวัดความดันอีกครั้ง ความดันก็ยังไม่ลง โดนเข็นกลับไปห้องหมออีกรอบ หมอวัดความดันใหม่ หมอบอกว่าความดันลดลงมานิดเดียว ให้เอายาไปกิน อีก 1 อาทิตย์มาเจอกันใหม่

ผมไปรับยาที่ห้องยาเภสัชกรถามว่าความดัน 210 ตอนนี้ลดลงหรือยัง แอบเห็นพยาบาลวัดอยู่ที่ 195 ก็เลยบอกไปว่าลดลงแล้ว ยาที่ผมได้มาเป็น Amlodipine และ Enalapril กินตอนเช้า-เย็น อย่างละเม็ด

ผ่านไป 1 อาทิตย์ กลับไปหาหมอใหม่ โดนจับวัดไข้ วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง พอวัดความดันก็ไม่ต้องให้ทาย 184 แน่นอน พยาบาลให้ไปรอหน้าห้องตรวจเลย หมอถามอาการเหมือนเดิม ดูผลวัดความดัน แล้ววัดใหม่ หมอบอกว่าดีขึ้นมานิดนึง แต่ควรจะลงให้ได้สัก 10 นะ หมอเริ่มเลือกยาตามในรายการในคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็มีให้เลือกอยู่แค่ 6 รายการเท่านั้น หมอเลือกอยู่นาน สรุปว่าให้ยาควบเหมือนเดิม เพิ่มปริมาณทีละนิด เลยได้ Favotan 5/100mg มา 1 กล่อง 30 เม็ด กินวันละเม็ดตอนเช้า ตัวยาเป็น Amlodipine Camsylate กับ Losartan Potassium ยานี้มีผลข้างเคียง สงผลต่อไต เพราะไปเพิ่ม Potassium ในเลือดสงสัยได้เจาะเลือดตรวจไตกันอีกรอบ

ความดันลดลงเหลือ

CircuitPython vs MicroPython : ความเหมือนที่แตกต่าง

หลายท่านสอบถามเข้ามาว่า CircuitPython และ MicroPython เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะ CircuitPython ก็เป็นภาษา Python เหมือนกันกับ MicroPython ใช้เครื่องมือ IDE ก็เหมือนกัน และยังทำงานบน Embedded System เหมือนกันด้วย วันนี้เลยถือโอกาสมาอธิบายเพิ่มเติมสักหน่อย CircuitPython พัฒนามาจาก MicroPython ที่เน้นให้การใช้งาน Python สำหรับงาน Embedded System ทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีชุดคำสั่งที่กระชับเข้าใจง่ายมากกว่า MicroPython CircuitPython เหมาะสำหรับคนที่เริ่มศึกษา Python เนื่องจาก CircuitPython พัฒนาโดย Adafruit ทำให้ฮาร์ดแวร์ที่รองรับส่วนใหญ่เป็นฮาร์ดแวร์ที่ผลิดโดย Adafruit เป็นหลัก

CircuitPython รองรับชิป Atmel SAMD21 หรือที่เราเรียกว่า M0 และยังมีรุ่นที่รองรับ ESP8266 ด้วย สำหรับ developer board ในประเทศไทย บอร์ด Chili สามารถพัฒนาโปรแกรมด้วย CircuitPython ได้เช่นกัน

สักษณะการทำงาน

  • CircuitPython มีลำดับการทำงานของไฟล์อย่างชัดเจน ที่ให้เราสามารถแยกไฟล์ออกมาเป็นไฟล์ต่างๆ ได้
  • ไฟล์ boot.py หรือ settings.py จะทำงานครั้งแรกครั้งเดียวเมื่อพอร์ด USB เริ่มทำงาน
  • code.py หรือ main.py จะทำงานทุกครั้งที่ reload จนกระทั่งจบการทำงาน จากนั้น vm และ hardware จะเริ่มต้นการทำงานใหม่ ทำให้คุณไม่สามารถตรวจสอบสถานะของ code.py ได้จาก REPL
  • หลังจาก code.py ทำงานเสร็จ จึงจะสามารถใช้งาน REPL ได้

API สำหรับเรียกใช้งาน

CircuitPython มี API สำหรับ hardware ทั่วๆ ไป เช่น audioio, analogio, busio, digitalio, pulseio, touchio, microcontroller, board, bitbangio ไม่มี machine API ใน Atmel SAMD21

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นสามารถเริ่มต้นศึกษาได้ทั้ง 2 ภาษา แต่ CircuitPython ออกแบบมาให้ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น ง่ายทั้งในการเรียนรู้เบื้องต้นและง่ายในการถ่ายทอดความรู้ด้วยเช่นกัน หากต้องเรียน CircuitPython เพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ที่ CitcuitPython Overview หรือ CircuitPython Essentials สำหรับ MicroPython ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ MicroPython Document

มาเล่น CircuitPython บนบอร์ด Chili กัน

บอร์ด Chili เราสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ฝังตัวโดยใช้ภาษา C บน Arduino และ CircuitPython เพื่อใช้ในการพัฒนาได้ หลายท่านอาจจะไม่คุ้นกับ CircuitPython ว่าคืออะไร CircuitPython เป็น MicroPython ของ Adafruit พัฒนาต่อจาก MicroPython พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับฮาร์ดแวร์ของ Adafruit โดยเฉพาะ และยังมี Python Module ที่ออกมารองรับฮาร์ดแวร์และเซนเซอร์ต่างๆ ของ Adafruit อีกด้วย

บอร์ด Chili มีความสามารถในการใช้ CircuitPython เหมือนกันและยังสามารถใช้ Module ของ CircuitPython ที่พัฒนาโดย Adafruit ได้ด้วย วิธีเขียน CircuitPython สามารถทำได้ 2 วิธี คือ เขียน code และ save ลงบนตัวบอร์ด หรือเขียนโค้ดผ่าน REPL มาลองกัน

ก่อนอื่นเราต้องมีไฟล์ UF2 เพื่อทำให้บอร์ด Chili เข้าโหมดการเขียนโค้ดด้วย CircuitPython ก่อน ให้ดาวน์โหลด ไฟล์ chili_circuitpython.uf2 ที่ git repository ของ Gravitech จากนั้น เสียบสาย USB เข้าไปที่บอร์ด Chili และเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นกดปุ่ม reset 2 ครั้ง ตัว Neopixel จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว และมี Storage โผล่ขึ้นมา ชื่อ CHILLIBOOT

จากนั้นให้ Copy ไฟล์ chili_circuitpython.uf2 ไปยัง drive ที่ชื่อ CHILLIBOOT ตัวบอร์ดจะ reset และ boot ใหม่ โดยมี Storage ขื่อ CIRCUIPY ขึ้นมาแทน

IDE ที่เราจะใช้คือ MuEditor ให้ดาวน์โหลด IDE มาเตรียมไว้ เปิด IDE เปลี่ยนโหมดเป็น Adafruit CircuitPython

จากนั้นก็ลงมือเขียนโค้ดกันได้

อ้อเกือบลืม ใน Git Repository ของ Gravitech มี Bundle Library ของ CircuitPython มาด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มี Library ใช้งาน

มาเล่นบอร์ด Chili กัน

GravitechThai ออก dev board ตัวใหม่ชื่อ Chili ตัวบอร์ดมีสีแดงสด มีขนาดเล็กคล้ายกับ Arduino Nano มาพร้อมกับ ARM Cortex-M0+ แบบ 32 bits ความเร็ว 48 MHz มี Flash 256KB และ RAM 32KB ภายในชิปมี USB-to-Serial programe กับ debug ได้ มี GPIO 24 ขา เป็น PWM ได้ทุกขา มีไฟ NeoPixel ให้ใช้งาน ตัว บอร์ด Chilli มีรุ่น Basic และรุ่น Plus รองรับการเขียนโปรแกรมได้ทั้ง Arduino และ Circuit Python

ลองมาดู spec กันก่อน

  • Chili ใช้้ MCU ATSAMD21G18 ARM Cortex M0+ แบบ 32Bits ความเร็ว 48 MHz
  • มี Flash 256KB และ RAM 32KB
  • ภายในชิปมี USB-to-Serial programe กับ debug ได้
  • มี GPIO 24 ขา เป็น PWM ได้ทุกขา
  • มีขา I2C และ SPI
  • NeoPixel ต่ออยู่ที่ Pin 8
  • LED สีแดงต่ออยู่ที่ Pin 13

สำหรับรุ่น Plus จะมีเซนเซอร์พื้นฐานอยู่บนบอร์ดด้วย

  • Temperature Humidity Sensor
  • 3-Axis Accelerometer
  • 3-Axis Gyroscope
  • 3-Axis Magnetometer
  • Barometer

สำหรับ Arduino ต้องติดตั้งบอร์ดเพิ่มเติม โดยตั้งค่าที่ File > Preference เพิ่ม https://raw.githubusercontent.com/gravitech-engineer/package_gravitech_board/master/package_gravitech_index.json ลงไปที่ Additional Board Manager

จากนั้นติดตั้งบอร์ด ชื่อ Chili เพิ่มเติมได้

การใช้งานให้เชื่อมต่อบอร์ด Chili กับคอมพิวเตอร์โดยใช้สาย USB เลือกบอร์ด Arduino Nano Chili เท่านี้ก็ใช้งานได้แล้ว

หากเชื่อมต่อแล้วไม่เจอบอร์ด ให้กดปุ่ม reset 2 ครั้ง ไฟ NeoPixel จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ก็จะพบบอร์ดแล้ว ตัวอย่างการเรียกใช้งาน Sensor และรายชื่อ Library Sensor บนบอร์ดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://github.com/anoochit/chilli-board

รีวิว Deeplearning4j

Deeplearning4j (DL4J) เป็น deep learning framework ในภาษา Java ทำให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มความสามารถด้าน deep learning ให้กับซอฟต์แวร์ได้ง่ายมากขึ้นและ DL4J ยังเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสามารถนำมาใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย DL4J อยู่ภายใต้การดูแลของ Eclipse Foundation มีบริการ support แบบ commercial โดยบริษัท Skymind

DL4J แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  1. ETL (Extract Transform Load) ใช้ DataVec และ ND4J เป็นเครื่องมือช่วยจัดการข้อมูล
  2. Learning system ใช้ feature กระจายโหลด โดยใช้ MapReduce บน Hadoop หรือ Spark cluster

โดยทั่วไป Deep Learning ใช้ vectors หรือ tensors ในการจัดการข้อมูลเพื่อใช้ในการประมวลผล DL4J มี tensor library ชื่อ ND4J ที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในอาเรย์แบบหลายมิติ (n-dimension) ซึ่ง DL4J สามารถประมวลผลได้ทั้งบน CPU และ GPU

สรุปเกี่ยวกับ DL4J

  • ทำงานบน JVM ของภาษา Java, Scala และ Clojure ได้
  • สามารถใช้ IDE อย่าง InteliJ ในการเขียนโปรแกรมได้
  • สามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ SKIL (Skymind Inteligence Layer)
  • มี Zeppelin Notebook (Web base IDE ชื่อดังตัวหนึ่ง) เพิ่มเข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกในการ train AI โมเดล
  • รองรับภาษาในการเขียน deep learning ได้หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันรองรับภาษา Java, Scala, Clojure และ Python
  • SKIL มีรุ่น Community ที่เป็นโอเพนซอร์สให้งานได้ฟรี และรุ่น Commercial แบบมีค่าใช้จ่ายสำหรับลูกค้าองค์กร

ความแตกต่างระหว่างรุ่น Community และ Commercial เพียงแต่ Commercial จะดีกว่าดังนี้

  • รองรับการทำ Multi-Node สำหรับใช้ train model บน cluster
  • รองรับการทำ Fault tolerance, load balancing, และ leader election
  • รองรับการทำ Integration กับ application ต่างๆ เช่น Robotic Process Automation เป็นต้น

DL4J ใช้ภาษา Java และติดตั้งบน JVM ทำให้ Enterprise Software ที่พัฒนาด้วย Java สามารถเรียกใช้ ความสามารถของ Deep Learning ได้ง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ นอกจากการพัฒนาโดยใช้ภาษา Java ที่สามารถทำได้ง่ายแล้ว DL4J ยังสามารถเรียกใช้งาน model จาก Deep Learning Framework ที่มีอยู่แล้ว เช่น Keras และ Tensorflow ได้ สำหรับการติดตั้งสามารถติดตั้งบน JVM แบบ on-premise หรือการ Scale Out บน Container Service บน Cloud ได้เช่นกัน

Deep Learning ยังต้องใช้ GPU เพื่อช่วยเร่งการประมวลผลให้เร็วขึ้น แต่ DL4J สามารถทำงานได้บน CPU ที่มีชุดคำสั่ง AVX และ AVX2 (Advanced Vector Extensions) นอกจากการประมวลผลโดยใช้ CPU, GPU แล้ว DL4J ยังสามารถใช้ Hadoop และ Spark เป็นคลัสเตอร์ช่วยในการประมวลผล Deep Learning แบบกระจายได้ (Distributed Deep Learning) DL4J เหมาะสำหรับงานด้าน Image recognition, fraud detection, text mining, speech tagging, machine vision และ natural language processing

ตัวอย่าง Usecase และ Industry ที่เกี่ยวข้อง

Usecase Industry
Sound
Voice recognition UX/UI, Automotive, Security, IoT
Voice search Telecom, a Handset maker
Sentiment analysis CRM
Flaw detection (engine noise) Automotive, Aviation
Fraud detection Financial, Credit Cards
Time Series
Log analysis, Risk detection Data centers, Security, Finance
Enterprise resource planning Manufacturing, Auto, Supply chain
Predictive analytics, sensor data IoT, Smart home, Hardware manufacturer
Business and Economic analytics Finance, Accounting, Government
Recommendation engine E-commerce, Media, Social Networks
Text
Sentiment Analysis CRM, Social media, Reputation management
Augmented search, Theme detection Finance
Threat detection Social media, Govt
Fraud detection Insurance, Finance
Image
Face recognition
Image search Social media
Machine vision Automotive, aviation
Photo clustering Telecom, Handset makers
Video
Motion detection Gaming, UX, UI
Real-time threat detection Security, Airports

ข้อดี

  • ประมวลผลได้ทั้งบน CPU ที่มี AVX, AVX2 และ GPU ผ่าน CUDA
  • ติดตั้งและ scale ได้ง่ายผ่าน container service บน Cloud
  • ประมวลผลแบบ parallel อัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเขียน parallel programming
  • เชื่อมต่อกับ ecosystem ของ Java ได้ train model บน Hadoop, Spark Cluster ได้
  • มี commercial support และ AI platform ให้บริการโดย Skymind จ่ายค่า subscription plan ตามต้องการ

ข้อเสีย

  • DL4J มีเครื่องมือยังไม่แพร่หลาย เน้น B2B เป็นหลัก

RTK แม่น ไม่แม่น

RTK เป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการคำนวณหาค่าพิกัดดาวเทียมเพื่อให้ได้ความแม่นยำของค่าพิกัด ตามทฤษฎีแล้วให้ความแม่นยำในระดับเซ็นติเมตรเลยทีเดียว เทคนิค RTK ที่ว่านี้ใช้หลักการอ้างอิงค่าตำแหน่งจากเสา base station เอามาเป็นค่าอ้างอิงและส่งข้อมูลค่าแก้ไปให้ลูกข่าย เพื่อใช้ในการคำนวณพิกัดใหม่ซึ่งจะทำให้ได้ค่าพิกัดที่แม่นยำมากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลเรื่องความแม่นยำ

  • Base Station ควรมีตำแหน่งที่แม่นยำ GNSS Receiver รองรับ Dual Frequency L1+L2
  • ระยะห่างระหว่าง Rover และ Base Station ไม่ควรไกลเกินไป ควรอยู่ประมาณ 5-10km ควรทดสอบ accuracy ทุกๆ 10 เมตร เพื่อทราบระยะ error ของค่าพิกัด
  • GNSS Receiver ต้องรับสัญญาณดาวเทียมได้ดี ไม่ถูกบัง ไม่มีสัญญาณรบกวน ฯลฯ

ตัวอย่าง RTK แต่รับสัญญาณได้ไม่ดี โอกาสได้ค่า Fix น้อย ส่วนใหญ่เป็น Float

เทียบกับ GNSS 3D Fix ปกติ

ที่มา trimble