ไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้เพราะเรื่องโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวก สมบูรณ์ หรือ Completeness Positive Cycle for Open Source Software นี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก ออกจะขวางโลกธุรกิจ ขวางโลกในมุมมองของคนในธุรกิจซอฟต์แวร์พอสมควร เพราะธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เอาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไปใช้หรือนำไปจำหน่ายมักเน้น ไปในแนวทางธุรกิจในแบบที่เห็นแก่ตัว บางคนก้อเรียกให้สวยหรูว่ามันเป็น Business Model อย่างหนึ่ง ซึ่งผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไร หากคุณยังนึกภาพไม่ออกผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ทำความเข้าใจกัน
สมมุติ ว่ามีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่มหนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพน ซอร์ส (ใช้ License แบบโอเพนซอร์ส) แต่มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชุมชนนั้น หยิบเอาซอฟต์แวร์นั้นไปเปลี่ยนชื่อและจำหน่าย โดยที่ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาก้อยังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย และกลุ่มคนกลุ่มนั้นก้อไม่คิดที่จะซัพพอร์ทชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเลยแม้แต่ น้อย หากซอฟต์แวร์มีปัญหาก้อจะโยนกลองให้ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาแก้ไขกันต่อไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและน่าละอายมากที่คนไทยเราก้อทำธุรกิจหากินกับ ชุมชนและกลุ่มนักพัฒนาเช่นนี้เหมือนกับตัวอย่าง
น่าเสียดายที่องค์กร ที่ทำหน้าที่ผลักดันเรื่องโอเพนซอร์สในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น องค์กรด้านการศึกษา และ องค์กรด้านภาครัฐ ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของความสำคัญและคุณค่าของซอฟต์แวร์มากนัก ทำให้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในความคิดของบ้านเราเป็นซอฟต์แวร์ทางเลือกหรือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งความคิดแบบนี้ส่งผลเสียแต่ชุมชนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สโดยตรง เอาล่ะโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และวงจรเชิงบวกสมบูรณ์เป็นอย่างไร ผมขออธิบายสั้นๆ และไม่ขอลงในรายละเอียดมากนักนะครับ เรามาเริ่มจากจุดเริ่มต้นกันอีกครั้งหนึ่งที่มีชุมชนหนึ่งหรือนักพัฒนากลุ่ม หนึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วเปิดเป็นโอเพนซอร์ส โดยชุมชนและนักพัฒนาซัพพอร์สซึ่งกันและกันโดยการร่วมกันพัฒนา หาบัก แก้บัก สร้างองค์ความรู้ ฯลฯ นวตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นจากชุมชน เนื่องจากความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกันทำให้ซอฟต์แวร์นั้นต้องมีการ พัฒนาอยู่เสมอ นวตกรรมใหม่นี้ถือว่ามีเจ้าของร่วมกันคือชุมชนและนักพัฒนา หากเรามองในรูปแบบวงกลมเราจะได้วงกลมที่ซ้อนทับกัน Continue reading
